กลิ่นคาวสนิมเหล็กและไอเย็นจัดของฟอร์มาลีนยังคงอลวนอยู่ในโพรงจมูก ทว่าสิ่งที่เป็นปัญหายิ่งกว่าความมืดมิดรอบกาย คือเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่สะท้อนก้องอยู่บนพื้นกระเบื้องยางของตึกนิติเวช
"อย่าขยับ!"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของสารวัตรศิลาตวาดก้องฝ่าความมืด มือหนาคว้าด้ามปืนพกสั้นประจำกายขึ้นมาขึ้นลำอย่างรวดเร็ว เสียงเหล็กกระทบกันในความเงียบสงบสร้างบรรยากาศตึงเครียดเสียจนออกซิเจนในห้องผ่าศพแทบเจือจางลง แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานที่กะพริบเป็นจังหวะสลับกับความมืด สาดส่องให้เห็นเงาร่างสูงโปร่งของดร.ธันวาที่ยืนนิ่งสงสงบอยู่หลังโต๊ะผ่าสเตนเลส ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลก
"ระบบไฟฟ้าไม่ได้ขัดข้องโดยธรรมชาติ สารวัตร" เสียงของธันวาเรียบสนิท แต่ทุ้มกังวานในความมืด "มีคนจงใจตัดวงจรจากห้องควบคุมหลัก... และเป้าหมายของมัน ไม่ใช่ทรัพย์สิน แต่เป็นร่างของเหยื่อรายล่าสุดบนโต๊ะนี้"
ศิลาไม่รอช้า เขาก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดแผ่นหลังของแพทย์นิติเวช มือข้างหนึ่งจับไหล่บางไว้เป็นเชิงส่งสัญญาณให้ระวังตัว ขณะที่ดวงตาคมกวาดมองไปรอบห้องผ่าศพที่บัดนี้กลายเป็นห้องมืดมิด ไร้ซึ่งร่องรอยของผู้บุกรุก มีเพียงบานประตูนิรดิจิทัลที่ถูกงัดจนกลอนโลหะบิดเบี้ยว เศษปูนและรอยรองเท้าเปื้อนโคลนเลอะอยู่บนพื้นทางเดิน
"เวรเอ๊ย..." ศิลาสบถเบาๆ ในลำคอ "มันไวกว่าที่เราคิด... พวกมันรู้ว่าเรากำลังจะได้เบาะแสสำคัญจากคดีนี้"
"เพราะความมั่นใจในระบบราชการของคุณต่างหาก ที่ทำให้หลักฐานชิ้นสำคัญต้องตกอยู่ในความเสี่ยง" ธันวาหันกลับมาเผชิญหน้า น้ำเสียงของเขาเจือความเย้ยหยันอันสุขุม "คุณคิดว่าการเอาพยานปากเอกมาซ่อนไว้ในเซฟเฮาส์ของตำรวจ จะปลอดภัยจากเงื้อมมือของคนที่คุมกฎหมายได้จริงๆ หรือครับ สารวัตร"
ศิลาขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เขาเกลียดนักเวลาที่ดร.ธันวาใช้เหตุผลเย็นชามาทิ่มแทงความจริงอันน่าสมเพชของระบบตำรวจ แต่เขาก็เถียงไม่ออก เพราะพยานคนสำคัญที่พวกเขาเพิ่งพามาหลบซ่อนตัวที่นี่เพื่อรอการสอบปากคำอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงหัวค่ำ บัดนี้... ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจากห้องพักฟื้นชั้นบนแล้ว
สิบนาทีต่อมา เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและทีมสนับสนุนเร่งรุดมาถึง ไฟสำรองของอาคารกลับมาใช้งานได้ปกติ แสงไฟนีออนสีขาวสว่างจ้าสาดส่องเผยให้เห็นความวุ่นวายภายในตึกนิติเวช ศิหายืนอยู่หน้าห้องพักรับรองพิเศษ สีหน้าเคร่งเครียดจนแทบจะคั้นหยดเลือดออกมาได้ บนเตียงนอนผ้าปูยับย่น ร่องรอยความอุ่นยังหลงเหลืออยู่เล็กน้อย แต่ร่างของ 'ประจักษ์' อดีตเสมียนบัญชีผู้กุมความลับเรื่องเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้มีอิทธิพล กลับว่างเปล่า หน้าต่างกระจกถูกเปิดกว้างรับสายลมยามวิกาล ผ้าม่านสีตุ่นปลิวไสวตามแรงลม
"กล้องวงจรปิดรอบตึกถูกบล็อกสัญญาณในช่วงเวลาเดียวกับที่ไฟดับครับสารวัตร" นายตำรวจลูกน้องวิ่งมารายงานด้วยใบหน้าซีดเผือด "ไม่มีภาพของใครเดินออกจากประตูหลักเลยแม้แต่คนเดียว... เหมือนเขาหายตัวทะลุกำแพงไปได้"
"คนไม่ได้หายตัวได้หรอกครับร้อยตำรวจเอก" ธันวาเดินเข้ามาสมทบ มือเรียวยาวสวมถุงมือยางหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เสียบไว้ตรงกรอบหน้าต่างขึ้นมาพินิจ "นี่คือหลักฐานชิ้นใหม่... ที่ผู้บุกรุกจงใจทิ้งไว้เยาะเย้ยพวกเรา"
ศิลาแย่งกระดาษแผ่นนั้นมาดู มันคือใบเสร็จรับเงินของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ระบุเวลาเมื่อสามชั่วโมงก่อน พร้อมลายมือเขียนด้วยหมึกซึมสีน้ำเงินเข้มสั้นๆ ว่า: *'ความยุติธรรมที่ล่าช้า... ก็ไม่ต่างอะไรกับความอยุติธรรม'*
ดวงตาของสารวัตรศิลาวับโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยว เขารู้จักลายมือนี้ดี มันคือลายมือของนายตำรวจใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลที่เขากำลังตามล่าเพื่อลากคอมาเข้าตาราง แต่ปัญหาคือ ประจักษ์ถูกพาตัวไปก่อนที่ศิลาจะได้คำสารภาพที่มัดตัวคนผิดแน่นหนาพอที่จะออกหมายจับได้
"มันก้าวล้ำหน้าเราไปอีกก้าวเสมอ..." ศิลาพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงเจือความคับแค้นใจอย่างที่สุด "ถ้าเราหาตัวประจักษ์ไม่เจอในวันนี้ สำนวนคดีทั้งหมดจะถูกตีตกเพราะขาดพยานบุคคล ศาลจะยกฟ้อง และพวกมันก็จะลอยนวล... อีกครั้ง"
"อย่าเพิ่งตีโพยตีพายไปเลยครับ สารวัตร" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงประกายความมุ่งมั่นบางอย่างที่ยากจะคาดเดา เขาเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของพยาน ก้มตัวลงมองซอกมุมเล็กๆ ใต้เตียงที่เจ้าหน้าที่มองข้าม "ความยุติธรรมอาจจะล่าช้า... แต่มันไม่เคยมาสายเกินกว่าที่ศพหรือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จะพูดความจริง"
ศิลาขมวดคิ้ว "คุณเจออะไร?"
ธันวาไม่ได้ตอบทันที เขายื่นมือไปหยิบวัตถุชิ้นเล็กๆ ที่ติดอยู่กับขาเตียงเหล็กขึ้นมา มันคือเครื่องส่งสัญญาณติดตามตัวขนาดจิ๋ว (GPS Tracker) ที่แบตเตอรี่สีแดงยังคงกะพริบถี่ๆ ส่งสัญญาณพิกัดออกไปอย่างต่อเนื่อง
"คนที่พาประจักษ์ไป ไม่ใช่พวกมันทั้งหมด" ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนา แววตาคมกริบสะท้อนรอยยิ้มมุมปากที่หาได้ยากยิ่ง "และประจักษ์... ก็ไม่ได้ถูกลักพาตัว"
ศิลาชะงักงัน หัวใจกระตุกวูบ "หมายความว่ายังไง?"
"หมายความว่า... พยานที่คุณตามหา เขาเลือกที่จะเดินออกไปเอง" ธันวายืดตัวขึ้นเต็มความสูง น้ำเสียงเฉียบคมบาดลึก "และตอนนี้ สัญญาณจากเครื่องติดตามตัวนี้ กำลังบอกเราว่า เขากำลังมุ่งหน้าไปที่ไหนสักแห่ง... สถานที่ที่เราสองคนต้องรีบไปพิสูจน์ความจริงด้วยตาตัวเอง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป"
เครื่องส่งสัญญาณในมือของแพทย์นิติเวชส่งเสียงเตือนเบาๆ *ปี๊บ... ปี๊บ...* หน้าจอสมาร์ตโฟนแสดงพิกัดที่กำลังเคลื่อนที่ออกจากตัวเมือง มุ่งตรงไปยังท่าเรือร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นจุดเดียวกับคดีฆาตกรรมอำพรางเมื่อห้าปีก่อน—คดีที่เคยพรากครอบครัวของธันวาไปตลอดกาล และเป็นคดีเดียวกับที่ศิลาเคยทำสำนวนหลุดมือจนกลายเป็นตราบาปในชีวิต
ศิลาสูดหายใจเข้าลึก มือหนากำด้ามปืนแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ "ไป... เราไปลากตัวความจริงออกมา"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาอันมืดหม่นนี้ไปด้วยกันนะครับ
นิติเวชไร้เงา กับนักสืบสีเทาผู้เย่อหยิ่ง•ตอนที่ 23
ความยุติธรรมที่ล่าช้า
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชไร้เงา กับนักสืบสีเทาผู้เย่อหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!