เสียงคำรามต่ำของฟ้าผ่าสะเทือนเลื่อนลั่นนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของห้องชันสูตร ไม่ต่างอะไรจากการระเบิดของกระสุนปืนใหญ่ ขณะที่สายฝนกระหน่ำซัดสาดลงมาดั่งม่านเหล็กหนาทึบ ตัดขาดโลกภายนอกออกจากห้องสี่เหลี่ยมสีขาวปลอดเชื้อแห่งนี้ เหลือเพียงกลิ่นฉุนของน้ำยาฆ่าเชื้อ กลิ่นอับชื้นจางๆ จากเสื้อผ้าที่เปียกปอน และลมหายใจอุ่นร้อนของคนสองคนที่ต่างฝ่ายต่างยืนอยู่คนละฟากฝั่งของโต๊ะสแตนเลส
“คุณกำลังเล่นกับไฟ สารวัตรศิลา”
เสียงทุ้มต่ำของ ดร.ธันวา เอ่ยทำลายความเงียบขึ้น ท่ามกลางแสงไฟนีออนสีขาวโพลนที่สะท้อนลงบนผิวมีดผ่าตัดในมือเขา นิ้วเรียวยาวสวมถุงมือยางสีขา
กำลังบรรจงคีบชิ้นเนื้อเยื่อบางเฉียบจากร่างไร้วิญญาณบนเตียงวางลงบนแผ่นสไลด์กระจก ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไม่ได้เงยขึ้นมองคู่สนทนาแม้แต่น้อย แต่ทว่าสมาธิทั้งหมดกลับพะว้าพะวังอยู่กับเงาร่างของนายตำรวจหนุ่มที่ยืนกอดอกพิงชั้นวางอุปกรณ์อยู่ไม่ไกล
สารวัตรศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเจือด้วยความเย้ยหยันอันเป็นเอกลักษณ์ เขายักไหล่ภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำที่ชุ่มน้ำฝนบางส่วน น้ำหยดติ๋งลงบนพื้นกระเบื้อง
“ไฟน่ะมันร้อนดีครับ หมอธันวา… ดีกว่าปล่อยให้ความยุติธรรมมันเน่าตายไปในความมืดเหมือนศพพวกนี้” ศิลาปรายตามองร่างบนเตียงด้วยแววตาไร้ความกลัว “ถ้าผมไม่ยอมมือเปื้อนโคลนในคืนนี้ คนร้ายตัวจริงก็คงนอนกอดเงินนับล้านเสวยสุขไปนานแล้ว”
ธันวาวางคีมลงบนถาดสแตนเลสเสียงดัง *กริ๊ง* เขาถอดถุงมือยางออกช้าๆ ทิ้งมันลงถุงขยะติดเชื้ออย่างไม่ไยดี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายตรงๆ แววตาของแพทย์นิติเวชเต็มไปด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็งขั้วโลก ทว่าลึก
ลงไปกลับซ่อนร่องรอยของความเจ็บปวดที่ถูกกระตุ้นจากอดีต
“คุณคิดว่าความเกลียดชังมันให้คำตอบที่ถูกต้องได้เหรอครับ?” ธันวาเดินเข้ามาใกล้ โน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อลดช่องว่างระหว่างกัน กลิ่นอายเฉพาะตัวของความเป็นบุรุษปะปนกับกลิ่นฝนจางๆ ลอยเข้ามารบกวนประสาทสัมผัส “ความจริงจากศพไม่เคยโกหกใคร แต่มนุษย์ต่างหากที่บิดเบือนมันเพื่อสนองตัณหาของตัวเอง… เหมือนที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้”
ศิลาไม่ถอยหนี เขากลับก้าวประชิดเข้ามาอีกหนึ่งก้าว ดวงตาสีเข้มคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแพทย์หนุ่ม รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นอย่างท้าทาย
“แล้วถ้าความจริงมันแลกมาด้วยการต้องเหยียบย่ำกฎเกณฑ์บ้าๆ พวกนั้นล่ะครับ หมอจะเลือกยืนมองคนผิดลอยนวลด้วยมือที่สะอาดสะอ้าน หรือจะยอมแปดเปื้อนไปกับผมเพื่อให้มันจบลงเสียที?”
ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนในตอนนี้ใกล้เสียจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกาย ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนที่โหมกระหน่ำนอกอาคารและเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอกของคนทั้งคู่โดยไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรออกมาอีก บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย—แรงดึงดูดระหว่างขั้วตรงข้ามสองขั้วที่พร้อมจะหลอมรวมหรือทำลายล้างกันและกันได้ทุกเมื่อ
ทันใดนั้น ไฟฟ้าในตึกก็ดับวูบลงอย่างไร้สัญญาณเตือน
ความมืดมิดกลืนกินห้องชันสูตรทั้งห้องในพริบตา มีเพียงแสงวาบของสายฟ้าสีขาวโพลนจากภายนอกที่ส่องผ่านกระจกเข้ามาเป็นระยะ ทอดเงายาวของคนทั้งสองทับซ้อนกันบนผนังสีขาว
“เชี่ยเอ้ย หม้อแปลงคงระเบิด” เสียงสบถเบาๆ ของศิลาดังขึ้นในความมืด ตามมาด้วยเสียงขยับตัว
ธันวานิ่งงันไปชั่ววินาที ร่างกายของแพทย์หนุ่มถูกความมืดปลุกเร้าปมในอดีตขึ้นมาทันที ภาพเหตุการณ์คืนวันที่ครอบครัวของเขาถูกพรากไปในความมืดแวบเข้ามาในหัว สมองสั่งการให้ก้าวถอยหลัง แต่สะโพกกลับชนเข้ากับขอบโต๊ะสแตนเลสอย่างจัง ลมหายใจเริ่มติดขัด เหงื่อกาฬผุดขึ้นตามไรผม
“หมอ?” เสียงของศิลาเปลี่ยนเป็นความกังวลเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ มือหนาเอื้อมออกไปในความมืดคว้าจับข้อแขนของธันวาไว้แน่น “ธันวา… คุณเป็นอะไร?”
“อย่า… อย่าเข้ามา” ธันวาพยายามเค้นเสียงพูดออกไป แม้ความเย็นชาจะพังทลายลงชั่วขณะ ความอ่อนแอที่ถูกซ่อนไว้ใต้เกราะกำบังอันแข็งแกร่งถูกกระชากออกมาต่อหน้าคู่ปรับที่อันตรายที่สุด
ศิลาไม่ได้ถอย เขากลับขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกจนหน้าอกแทบจะแนบชิดกับร่างที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อยของแพทย์หนุ่ม ความอบอุ่นจากมือแกร่งที่บีบกระชับต้นแขนไว้อย่างมั่นคงทำหน้าที่เหมือนสมอเรือที่ช่วยดึงสติของธันวาให้กลับคืนมาจากห้วงความทรงจำอันมืดมน
“ผมอยู่นี่” เสียงกระซิบของศิลาทุ้มนุ่มและจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันเจือด้วยความห่วงใยที่ดิบเถื่อนและทรงพลัง “ไม่มีอะไรต้องกลัว… มีผมอยู่ตรงนี้แล้ว”
ในความมืดที่มีเพียงแสงสายฟ้านำทาง ลมหายใจของทั้งคู่ผสานเป็นจังหวะเดียวกัน ความโกรธเกรี้ยวและการปะทะคารมเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณอันร้อนรุ่มที่ยากจะต้านทาน ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตากับร่างสูงในความเงียบ มือข้างหนึ่งที่สั่นเทาเผลอเอื้อมไปแตะปลายเสื้อแจ็คเก็ตของตำรวจหนุ่มโดยไม่รู้ตัว
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังเปราะบางและลึกซึ้งเกินกว่าจะควบคุมนั้นเอง…
เสียงฝีเท้าหนักๆ ลากยาวดังขึ้นที่โถงทางเดินด้านนอก—*ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก*—ไม่ใช่เสียงวิ่งหนี แต่เป็นเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่จงใจเดินเข้ามาหยุดนิ่งสนิทอยู่หน้าประตูห้องชันสูตรที่ไม่ได้ล็อค!
ก่อนที่ไฟสำรองฉุกเฉินจะติดพรึบขึ้นพร้อมกัน สาดแสงสีส้มสลัวเผยให้เห็นลูกบิดประตูกำลังหมุนช้าๆ จากด้านนอก พร้อมกับรอยเลือดสดๆ ที่หยดลงบนพื้นหน้าห้องทีละหยด… ทีละหยด… อย่างน่าสะพรึงกลัว!
แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
โดย ดร.นิติเวช
นิติเวชไร้เงา กับนักสืบสีเทาผู้เย่อหยิ่ง•ตอนที่ 13
จังหวะหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชไร้เงา กับนักสืบสีเทาผู้เย่อหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!