กลิ่นของกระดาษเก่าและฝุ่นผงที่หมักตัวมานานแรมสิบปีไม่ได้ให้ความรู้สึกโรแมนติกเหมือนในห้องสมุดสาธารณะ แต่มันส่งกลิ่นอับชื้นคล้ายซากศพแห้งกรังในห้องดับจิต—บางที สำหรับ ดร.ธันวา แล้ว กลิ่นของความลับที่ถูกปิดตายมักจะมีกลิ่นอายทำนองนี้เสมอ
แฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำตาลเข้มที่วางอยู่บนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ในห้องทำงานส่วนตัวของอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถูกเปิดออกโดยปลายนิ้วที่สวมถุงมือยางสีขาวสะอาด เสียงกระดาษกรอบแกรบยามพลิกตัวราวกับเสียงกระซิบจากคนตายที่พยายามฟ้องร้องความอยุติธรรม
"คุณกำลังละเมิดอำนาจศาลและกฎหมายอาญาหลายมาตราเลยนะคุณสารวัตร"
ธันวาเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่ยืนพิงกรอบหน้าต่างกระจกเงาสะท้อนแสงไฟนีออนสลัวจากตึกฝั่งตรงข้าม สารวัตรศิลากำลังจุดบุหรี่มวนที่สองของคืนนี้ ควันสีเทาจางลอยม้วนตัวขึ้นสู่เพดานห้อง ก่อนจะเจือจางหายไปในความเงียบงัน
"กฎหมายมีไว้เพื่อรักษาความยุติธรรม ดร.ธันวา..." ศิลาพ่นควันออกทางจมูกช้าๆ ดวงตาคมกริบภายใต้เงาแสงไฟหันมาจ้องมองแผ่นหลังที่กำลังงุ้มโค้งลงเล็กน้อยของแพทย์นิติเวช "แต่บางครั้ง... ความยุติธรรมก็มักจะเดินทางมาถึงช้าเกินไปจนกลายเป็นความอยุติธรรมเสียเอง ถ้าผมมัวแต่รอหมายศาลเพื่อมาค้นบ้านพ่อของคุณ เราคงไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้เพื่อมองหาความจริงหรอกครับ"
ธันวาหยุดมือที่กำลังใช้คีมปลายแหลมคีบแผ่นฟิล์มเอกซเรย์เก่าๆ ขึ้นส่องกับหลอดไฟตั้งโต๊ะ แสงสีขาวนวลสาดส่องผ่านเนื้อฟิล์ม เผยให้เห็นรอยร้าวของกระดูกกะโหลกศีรษะที่ถูกบันทึกไว้เมื่อยี่สิบปีก่อน—ภาพรอยแตกที่เจ้าหน้าที่สืบสวนในยุคนั้นสรุปว่าเป็น "อุบัติเหตุจากการพลัดตกจากที่สูง"
แต่นักนิติเวชผู้ผ่านศพมานับพันร่างอย่างธันวา ไม่มีทางเชื่อถือสำนวนการสอบสวนฉบับนั้น
"รอยแตกนี้ไม่ได้เกิดจากการตกจากที่สูงครับศิลา" ธันวาเอ่ยเสียงเรียบ เย็นชา แต่แฝงไว้ด้วยคลื่นอารมณ์ที่กระเพื่อมไหวอยู่ลึกๆ "มันคือรอยกระแทกจากวัตถุทรงกระบอกที่มีน้ำหนักมาก แรงเหวี่ยงในมุมองศานี้... บ่งบอกว่าผู้ลงมือยืนอยู่ด้านหลังของผู้ตาย และออกแรงกระหน่ำตีอย่างน้อยสามครั้งด้วยความโกรธแค้น พ่อของผมไม่ได้พลัดตกบันได... ท่านถูกฆาตกรรม"
ศิลาขยับตัวเดินเข้ามาใกล้ โน้มตัวลงใช้มือค้ำขอบโต๊ะทำงาน สายตาสบเข้ากับดวงตาหลังกรอบแว่นสายตาของธันวา ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนใกล้เสียจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอ กลิ่นนิอ่อนๆ ผสมผสานกับกลิ่นชาเขียวเย็นเยียบที่ธันวาดื่มค้างไว้สร้างสนามพลังงานที่ดึงดูดและผลักไสในเวลาเดียวกัน
"แล้วคุณคิดว่าใครคือคนเซ็นชื่อปิดคดีนั้นล่ะครับ?" ศิลาถามเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาคมปลาบจับจ้องปฏิกิริยาของอีกฝ่าย "ผู้บัญชาการในขณะนั้น... นายตำรวจระดับสูงที่ตอนนี้กลายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนปัจจุบัน คนที่พ่อของคุณกำลังจะเปิดโปงในคืนก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต"
ห้องทำงานทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ คลอไปกับเสียงฝนปรอยภายนอกอาคาร ธันวานิ่งงัน กรามขบเข้าหากันแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน ความโกรธแค้นที่ถูกแช่แข็งไว้ใต้มามาดของแพทย์ผู้เยือกเย็นมานานปี กำลังถูกความจริงชิ้นนี้ปลุกให้ฟื้นคืนชีพ
"ผมรู้..." ธันวากล่าวลอดไรฟัน "และนั่นคือเหตุผลที่ผมต้องตรวจดูทุกซอกทุกมุมของแฟ้มนี้"
นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือยางพลิกกระดาษแผ่นสุดท้ายในแฟ้มคดีเก่า กระดาษแผ่นนั้นเก่ากรอบจนแทบจะละลายติดมือ มันคือบันทึกข้อความเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ของผู้เป็นพ่อ บันทึกที่ควรจะถูกทำลายไปตั้งแต่คืนเกิดเหตุ แต่กลับถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในซองกระดาษคราฟท์ที่เย็บติดไว้กับปกหลังของแฟ้มประวัติการรักษา
ศิลาชะโงกหน้าเข้ามาอ่านข้อความบนกระดาษแผ่นนั้นด้วยความสนใจ
*“วันที่ 14 ตุลาคม... หากฉันมีอันเป็นไป ไม่ว่าผลชันสูตรจะออกมาว่าอย่างไร ขอให้ลูกจดจำไว้ว่า รอยแผลเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวที่กระดูกซี่โครงซ้าย คือร่องรอยเดียวที่คนร้ายทิ้งไว้ ความจริงไม่ได้ตายไปกับฉัน... แต่มันรอคอยเวลาที่จะถูกเปิดโปงโดยมือของลูกเอง”*
หัวใจของธันวากระตุกวูบ ภาพความทรงจำในวัยเด็ก ภาพร่างไร้วิญญาณของพ่อที่นอนอยู่บนเตียงชันสูตรโดยที่เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้อง กลับมาฉายชัดในหัวราวกับภาพยนตร์ซ้ำซาก
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ธันวากวาดสายตาอ่านบรรทัดสุดท้ายของบันทึกฉบับนั้น สายตากลับสะดุดเข้ากับบางสิ่งที่ไม่ควรจะมีอยู่
รอยประทับตราลับของกองปราบปรามยุคเก่า... และลายเซ็นกำกับที่มุมกระดาษ
มันไม่ใช่ลายเซ็นของพ่อเขา
ศิลาหรี่ตาลงทันทีเมื่อเห็นปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปของแพทย์นิติเวชหนุ่ม "มีอะไรครับธันวา?"
"ลายเซ็นนี้..." ธันวาหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องอย่างละเอียด มือเรียวเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย "นี่ไม่ใช่ลายเซ็นของพ่อผม... แต่เป็นลายเซ็นของ... อาจารย์แพทย์ผู้ทำหน้าที่ผ่าศพพ่อผมในคืนนั้น"
ศิลาขมวดคิ้วมุ่น "หมายความว่ายังไง?"
"หมายความว่า... บันทึกฉบับนี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นโดยพ่อของผมก่อนตาย..." ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตากับสารวัตรหนุ่ม แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดผวาที่ศิลาไม่เคยเห็นมาก่อน "แต่มันคือจดหมายขู่... ที่ถูกเขียนขึ้นโดยฆาตกรตัวจริง เพื่อเยาะเย้ยและส่งสัญญานเตือนผม!"
ปัง!
เสียงประตูด้านนอกห้องทำงานถูกถีบกระเด็นเปิดออกด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ที่ก้าวเข้ามาตามทางเดินมืดทึบ แสงไฟฉายสว่างวาบลอดผ่านช่องประตูเข้ามาสาดส่องผนังห้อง
ศิลาควักปืนพกสั้นออกจากซองพกข้างเอวอย่างรวดเร็วโดยสัญชาตญาณ ร่างสูงก้าวเข้ามาขวางหน้าธันวาไว้ทันควัน นัยน์ตาดุดั่งพญาเหยี่ยวจ้องเขม็งไปยังความมืดเบื้องหน้า
"เราไม่ได้มากันแค่สองคน..." ศิลาพูดลอดไรฟัน เสียงกระซิบต่ำแต่เฉียบขาด "มีคนรู้ว่าเราอยู่ที่นี่... และพวกมันกำลังปิดตึก"
ขอขอบพระคุณที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
โดย ดร.นิติเวช
นิติเวชไร้เงา กับนักสืบสีเทาผู้เย่อหยิ่ง•ตอนที่ 11
บันทึกที่หายไป
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชไร้เงา กับนักสืบสีเทาผู้เย่อหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!