กลิ่นกระดาษไขแผ่นใหญ่ที่ถูกคลี่ออกบนโต๊ะประชุมไม้โอ๊กตัวยาว ส่งเสียงกรอบแกรบเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันเสียยิ่งกว่าเสียงอสุนิบาต รินลดายืนนิ่งสนิท ปลายเรียวนิ้วที่สวมแหวนเงินเรียบง่ายแตะลงบนแปลนพิมพ์เขียวของโครงการ "The Heritage" คอนโดมิเนียมระดับอัลตราลักซ์ชัวรีมูลค่าหลายพันล้าน โครงการที่ครั้งหนึ่งศิลาเคยประกาศกร้าวต่อหน้าสื่อมวลชนด้วยรอยยิ้มเย่อหยิ่งว่า มันคืออนุสรณ์แห่งความสำเร็จที่เขาและภรรยาผู้ไร้ตัวตนในอดีตจะร่วมกันสร้างสรรค์... น่าขันเสียจริง ทว่าวันนี้ บนกระดาษแผ่นเดียวกันนี้ ชื่อของหัวหน้าทีมมัณฑนากรผู้กุมชะตากรรมงานออกแบบภายในทั้งหมด กลับไม่ใช่ภรรยาผู้ยอมจำนนคนเดิมอีกต่อไป แต่คือ "รินลดา" นามสกุลเดิมที่เธอหยิบกลับมาถือครองด้วยความภาคภูมิใจ
"ผมคิดว่าสไตล์โมเดิร์นลักชัวรีผสมผสานกลิ่นอายมินิมอลแบบญี่ปุ่น น่าจะตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายนักลงทุนต่างชาติได้ดีที่สุดนะครับคุณรินลดา"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากหัวโต๊ะฝั่งตรงข้าม ศิลานั่งไขว่ห้างด้วยท่าทางที่ถูกฝึกฝนมาอย่างสมบูรณ์แบบตามแบบฉบับนักบริหารพันล้าน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาราคาแพงคู่นั้นกวาดมองใบหน้าเรียบเฉยของเธอราวกับกำลังประเมินราคาชิ้นงานศิลปะชิ้นใหม่ ชelอไม่รู้เลยสักนิดว่า เบื้องหลังแว่นตากันแดดสีชาที่เธอมักสวมเข้ามาในห้องประชุมเพื่อบังสายตานั้น ซ่อนรังสีความเย็นชาที่พร้อมจะแผดเผาเขาให้เป็นจุลได้ทุกเมื่อ
รินลดาเงยหน้าขึ้นช้าๆ เธอยังคงรักษาท่าทีสง่างามและเยือกเย็นดั่งประติมากรรมหินอ่อน รอยยิ้มที่มุมปากถูกยกขึ้นเพียงน้อยนิด—รอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นและไม่เคยไปถึงดวงตา
"ดิฉันเกรงว่าคุณศิลาจะเข้าใจวัตถุประสงค์ของโครงการนี้คลาดเคลื่อนไปเสียหน่อยนะครับ" รินลดากล่าวทวนคำด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวล แต่ทุกลมหายใจที่เปล่งออกมากลับแฝงด้วยใบมีดอาบยาพิษที่กรีดลึกลงไปในความมั่นใจของชายหนุ่ม "นักลงทุนต่างชาติไม่ได้ต้องการความเรียบง่ายแบบฉาบฉวยเพื่ออำพรางความกลวงเปล่าของโครงสร้าง แต่พวกเขาต้องการ 'จิตวิญญาณ' ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความประณีต ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณ... อาจจะหลงลืมไปนานแล้วตั้งแต่เริ่มนับเงินในบัญชี"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมกว้างทันที เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นระส่ำของเหล่าคณะกรรมการบริหารบริษัทศิลา กรุ๊ป ศิลาชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มสุภาพบนใบหน้าของเขาแข็งค้าง ความตึงเครียดฉายชัดผ่านกรามที่ขบเข้าหากันแน่น ดวงตาคมกริบหรี่ลงเมื่อตระหนักว่า มัณฑนากรสาวตรงหน้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อประจบประแจงเหมือนผู้รับเหมาคนก่อนๆ แต่เธอกำลังจงใจท้าทายอำนาจของเขาต่อหน้าผู้บริหารระดับสูง
"คุณรินลดาดูจะมั่นใจในวิสัยทัศน์ของตัวเองมากเสียจนมองข้ามความเสี่ยงทางธุรกิจไปนะครับ" ศิลาปรับน้ำเสียงให้กลับมานิ่งเรียบ ทว่าแววตากลับวับโรจน์ด้วยความไม่พอใจ เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อกดดัน "จำได้ว่าเมื่อก่อน... คุณไม่เคยกล้าใช้โทนเสียงแบบนี้พูดกับผม"
"คนเราย่อมเติบโตขึ้นหลังจากผ่านซากปรักหักพังมาได้นี่คะ... อ้อ ขอโทษทีค่ะ ดิฉันเผลอใช้สรรพนามผิดเพี้ยนไปตามความคุ้นเคยอันน่าสะอิดสะเอียนในอดีต" รินลดาจงใจเน้นเสียงคำว่า 'อดีต' อย่างชัดถ้อยชัดคำ เธอประสานมือเข้าหากันบนโต๊ะอย่างใจเย็น "โปรเจกต์นี้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบเบ็ดเสร็จของดิฉัน ตามสัญญาจ้างที่ทางบริษัทของคุณเซ็นอนุมัติอย่างไม่เต็มใจนัก ถ้าคุณศิลาไม่มีข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์มากกว่าการรำลึกความหลังอันไร้สาระ ดิฉันเกรงว่าเราคงไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกในวาระนี้"
เธอสะบัดหน้าเลิกสนใจชายหนุ่มผู้เคยเป็นสามี หันไปพยักหน้าให้ทีมงานของตนเองเก็บเอกสารประกอบการประชุม ทิ้งให้ศิลานั่งนิ่งค้างอยู่กับความอัปยศที่ถูกตบหน้ากลางอากาศต่อหน้าลูกน้อง
บรรยากาศในห้องทำงานส่วนตัวของรินลดาหลังเสร็จสิ้นการประชุมยังคงอบอวลด้วยความตึงเครียด เธอยืนพิงขอบกระจกใสบานใหญ่บนชั้นยี่สิบสี่ ทอดสายตามองทัศนียภาพของเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า ด้านล่างนั้นรถราวิ่งพลุกพล่านราวกับแมลงตัวเล็กๆ มนุษย์เราก็เป็นเช่นนี้ ต่างดิ้นรนไขว่คว้าอำนาจและความมั่งคั่ง โดยหลงลืมไปว่าท้ายที่สุดแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาที่พร้อมจะพังทลายลงมาได้ด้วยน้ำมือของกาลเวลา
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งก่อนที่เลขานุการส่วนตัวจะก้าวเข้ามาด้วยสีหน้ากึ่งลังเลกึ่งหวาดหวั่น
"คุณรินคะ... มีเอกสารด่วนส่งตรงมาจากห้องท่านประธานบริษัทศิลา กรุ๊ปค่ะ เขาฝากมาให้คุณโดยเฉพาะ และย้ำว่าต้องเปิดอ่านเดี๋ยวนี้"
รินลดาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เธอยื่นมือไปรับซองเอกสารสีน้ำตาลทึบ ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความหนาของกระดาษด้านใน เธอยังไม่รีบร้อนเปิดมันทันที แต่กลับเดินกลับมานั่งลงบนเก้าอี้หนังสีดำสนิท ดั่งผู้บัญชาการสนามรบที่กำลังประเมินกลยุทธ์ของข้าศึกที่กำลังจนมุม
เมื่อฉีกซองออก สิ่งที่ร่วงหล่นลงมาบนโต๊ะไม่ใช่จดหมายขู่เข็ญหรือข้อเสนอทางธุรกิจอย่างที่คาดคิด แต่เป็นภาพถ่ายโพลารอยด์เก่าๆ ใบหนึ่ง... ภาพที่ทำให้ลมหายใจของมัณฑนากรผู้เย็นชาชะงักงันไปชั่วขณะ
มันคือภาพถ่ายของเด็กชายตัวน้อยวัยราวๆ สองขวบ ใบหน้าจิ้มลิ้มกำลังแย้มยิ้มร่าเริงให้กับกล้อง ดวงตากลมโตคู่นั้นถอดแบบมาจากศิลาไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าโครงหน้าและรอยยิ้มอ่อนโยนกลับเป็นพิมพ์เดียวกับเธอไม่มีผิดเพี้ยนเช่นกัน และที่มุมด้านหลังของภาพ มีลายมือหวัดๆ ที่เธอจำได้ขึ้นใจเขียนกำกับไว้ด้วยหมึกสีดำสนิท
*“ผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในโลก... และคุณไม่มีวันซ่อนเขาจากผมได้พ้นหรอก ริน”*
รินลดากำภาพถ่ายในมือแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ หัวใจที่เคยถูกแช่แข็งด้วยความแค้นและความเจ็บปวดกลับมาเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวเป็นครั้งแรก รอยยิ้มเยือกเย็นบนใบหน้าสลายหายไปในพริบตา เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองที่ประตูห้องทำงานซึ่งเปิดผางออกอย่างไร้มารยาท ศิลายืนอยู่ตรงนั้น... เขากำลังแย้มยิ้มด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะ พร้อมกับก้าวเข้ามาหาเธอทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความตกตะลึงที่เกาะกุมขั้วหัวใจของเธอจนแทบหยุดหายใจ
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเจ็บปวดและการแก้แค้นครั้งนี้ไปด้วยกันนะครับ
มัณฑนากรไร้เงา กับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย•ตอนที่ 9
สถาปัตยกรรมแห่งความลวง
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัณฑนากรไร้เงา กับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!