เสียงกรรไกรตัดเหล็กแผดเสียงกรีดแทรกโสตประสาท ตัดขาดความเงียบสงบของย่านคฤหาสน์เศรษฐีราคาเก้าหลักให้พังครืนลงในพริบตาเดียวเศษฝุ่นปูนซีเมนต์คละคลุ้งลอยวนอยู่ในอากาศราวกับหมอกพิษยามเช้า แต่สิ่งเดียวที่ดึงดูดสายตาของคนทั้งไซต์งานกลับไม่ใช่ความพินาศตรงหน้า หากเป็นร่างเพรียวบางในชุดช่างสีขาวเลอะคราบปูน ที่กำลังเท้าสะเอวจ้องมองเสาโครงสร้างรับน้ำหนักด้วยสายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"ใครสั่งให้พวกคุณทุบผนังฝั่งนี้คะ!"
น้ำเสียงใสทว่าทรงพลังตวาดก้องทะลุผ่านหน้ากากกันฝุ่นจนคนงานกลุ่มใหญ่สะดุ้งโหย่ง พิมพ์รตาหรือที่ใคร ๆ ในวงการสถาปนิกมักขนานนามให้ลับหลังว่า 'แม่มดแห่งเส้นตาราง' ก้าวฉับ ๆ เข้าไปประชิดหัวหน้าคนงานอย่างไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีมหาเศรษฐีเจ้าของบ้านแม้แต่น้อย มือเรียวบางภายใต้ถุงมือผ้าใบหนาคว้าแปลนพิมพ์เขียวแผ่นใหญ่ขึ้นมาสะบัดพรึบตรงหน้า
"ดูนี่ค่ะ! ฉันระบุไว้ชัดเจนตัวหนาเท่าหม้อแกงว่าเสานี้คือ *'โครงสร้างรับน้ำหนักหลัก'* ถ้าทุบลงไปสติปัญญาของวิศวกรคนไหนในทีมนี้จะร่วงลงมาตามซากปูนด้วยหรือเปล่าคะ ถึงได้กล้าทำอะไรนอกเหนือจากแบบที่ฉันเซ็นอนุมัติ!"
"เอ่อ... คือว่าคุณพิมพ์ครับ..." หัวหน้าคนงานอึกอัก เหงื่อกาฬแตกพลั่ก พยายามยกมือขึ้นปัดป้องละอองฝุ่น "คือ... ท่านประธานสั่งมาครับ... ท่านบอกว่ามุมนี้มันบังฮวงจุ้ยห้องนอนใหญ่ ท่านเลยอยากให้รื้อออกแล้วขยายพื้นที่กระจกให้กว้างขึ้น..."
"ท่านประธานอะไรนั่นจะตาบอดฮวงจุ้ยหรือตาบอดสามัญสำนึกไม่ทราบค่ะ!" พิมพ์รตากัดฟันกรอด ดวงตากลมโตฉายแวววาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวจนน่ากลัว "ถ้าทุบเสานี้ คฤหาสน์ร้อยล้านหลังนี้จะกลายเป็นอนุสรณ์สถานยุบตัวฝังคนทั้งเป็นทันทีที่คุณเซ็นรับงาน! ไปบอกท่านประธานจอมจุ้นของพวกคุณเลยนะคะว่า ถ้าอยากตายด้วยอุบัติเหตุจากความโง่เขลา กรุณาไปหาที่อื่นทำ ไม่ใช่ที่โปรเจกต์ของฉัน!"
บรรยากาศรอบบริเวณพลันเงียบกริบลงทันที เสียงเครื่องมือกลทุกชนิดหยุดชะงักราวกับนัดกันไว้ คนงานต่างพากันถอยกรูดไปคนละทิศคนละทางเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งออกมาจากด้านหลัง
ตรงซุ้มประตูโค้งสไตล์โรมันที่เชื่อมต่อกับโถงรับแขก ร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดพิเศษเข้ารูปสีชาโคลกำลังก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า รองเท้าหนังแท้ขัดมันวาวสะท้อนแสงไฟระยิบระยับ ทว่าความโดดเด่นนั้นเทียบไม่ได้เลยกับใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรกรีกที่บัดนี้กำลังประดับด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
"ปากคอเราะร้ายสมคำร่ำลือดีนี่ครับ... คุณสถาปนิก"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่ากดต่ำจนทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงัน ปรินทร์ หรือที่สื่อสายธุรกิจขนานนามว่า 'ซีอีโอเลือดเย็น' ปลดกระดุมเสื้อสูทออกหนึ่งเม็ดอย่างใจเย็น ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองพิมพ์รตาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายประเมินค่า ราวกับเธอกำลังยืนอยู่บนตาชั่งดิจิทัลที่เขากำลังจับตาดูตัวเลขขาดทุน
พิมพ์รตาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อปะทะเข้ากับดวงตาสีนิลคู่นั้น หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบไม่ใช่เพราะความหล่อเหลาบาดใจ แต่เป็นเพราะประกายความเย่อหยิ่งและอำนาจมืดที่แผ่ออกมาจากตัวผู้ชายคนนี้ มันคือความรู้สึกอึดอัดแบบเดียวกับเวลาที่เธอต้องเผชิญหน้ากับบอร์ดบริหารหน้าเลือด
แต่มีหรือที่คนอย่างพิมพ์รตาจะยอมลดธงลงก่อน?
หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น รวบแปลนพิมพ์เขียวในมือม้วนแน่นเป็นกระบองสั้น ๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปเผชิญหน้ากับเจ้าของคฤหาสน์ร้อยล้านโดยไม่หลบสายตาแม้แต่นินเดียว
"อ๋อ... คุณนี่เอง 'ท่านประธาน' ผู้มีฮวงจุ้ยอยู่ในสมองมากกว่าหลักวิศวกรรมสินะคะ?" พิมพ์รตาแย้มยิ้มหวานหยด ทว่าน้ำเสียงกลับเชือดเฉือนชนิดที่คนฟังต้องเจ็บแปลบไปถึงกระดูกดำ "ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ... ฉันพิมพ์รตา สถาปนิกผู้มีหน้าที่มาคุมงานไม่ให้บ้านหลังนี้พังครืนลงมาทับหัวคนโง่เง่าแถวนี้"
ปรินทร์หรี่ตาลงเล็กน้อย ระบบประเมินพฤติกรรมมนุษย์ในหัวของเขาเริ่มทำงานฉับไว ข้อมูลร้อยแปดพันประการเกี่ยวกับผู้หญิงตรงหน้าไหลทะลักเข้ามาในสมอง: *ดื้อรั้น, ปากจัด, ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร, และมีความมั่นใจสูงเกินพิกัด* — แต่น่าแปลก... แทนที่เขาจะรู้สึกหงุดหงิดเหมือนเวลาเจอพนักงานไร้ระเบียบ มุมปากหยักลึกกลับกระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
"ปากเก่งใช้ได้..." ปรินทร์ก้าวเข้าไปประชิดตัวพิมพ์รตาจนระยะห่างเหลือเพียงคืบเดียว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมผสานกับกลิ่นฝุ่นปูนทำให้บรรยากาศรอบตัวยิ่งชวนอึดอัด "แต่คุณน่าจะรู้ตั๋วนะครับว่า คนที่กล้าต่อปากต่อคำกับเจ้าของโปรเจกต์มูลค่าพันล้านด้วยวาจายโสแบบนี้... มักจะไม่มีที่ยืนในวงการสถาปัตยกรรมนานหรอก"
"อุ๊ย! น่ากลัวจังเลยค่ะ!" พิมพ์รตาแสร้งทำเป็นยกมือทาบอกด้วยความตกใจเกินจริง ก่อนจะหุบยิ้มฉับพลันแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบ "แต่ขอโทษด้วยนะคะพอดีฉันเซ็นสัญญากับบริษัทแม่ ไม่ได้กินเงินเดือนจากกระเป๋าคุณ! เพราะฉะนั้น ถ้าคุณคิดจะไล่ฉันออก กรุณาไปเรียนวิชาพื้นฐานทางกฎหมายมาก่อนดีกว่าค่ะท่านประธาน!"
เธอสะบัดหน้าหนีอย่างไม่แยแส เตรียมจะเดินเลี่ยงไปตรวจงานฝั่งอื่นเพื่อตัดบทสนทนาอันน่าหงุดหงิดนี้
ทว่า ปรินทร์กลับยกมือขึ้นขวางทางไว้ ร่างสูงใหญ่กักเธอไว้ระหว่างกำแพงปูนกับแผงอกกว้าง ดวงตาคมปลาบมองสบตาเธอนิ่งนานราวกับกำลังพิจารณาชิ้นงานศิลปะชิ้นเอกที่ดื้อรั้นที่สุดในโลก
"ยังไปไหนไม่ได้ครับ... ในฐานะที่คุยกันถูกคอเมื่อครู่ ผมมีข้อเสนอที่จะทำให้คุณ 'ต้อง' อยู่ฟัง" ปรินทร์กระซิบเสียงต่ำชิดริมหูของเธอ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความท้าทายที่ปฏิเสธไม่ได้ "พรุ่งนี้เช้า... หกโมงตรง ห้ามสาย ห้ามขาด ห้ามลา มาพบผมที่ห้องทำงานส่วนตัวในเมือง... เพื่อเคลียร์แบบแปลนทั้งหมดใหม่ *แบบตัวต่อตัว*"
พิมพ์รตาหันขวับกลับมาหมายจะด่ากราดให้สำนึก แต่ทว่าจังหวะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของเธอก็แผดเสียงดังลั่นขึ้นขัดจังหวะพอดี
หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นควักโทรศัพท์ออกมากดรับ สายตาจ้องเขม็งใส่หน้าจอเบอร์แปลกที่ไม่คุ้นเคย
"สวัสดีค่ะ พิมพ์รตานะคะ... ใครคะ?"
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยจะดังลอดออกมาจากลำโพงโทรศัพท์ พร้อม ๆ กับเสียงเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวที่กำลังตีวงกบดังก้องสนั่นอยู่เหนือหลังคาคฤหาสน์
*"มองออกไปที่ระเบียงชั้นสองสิครับ... สถาปนิกคนเก่ง"*
พิมพ์รตาชะงัก เธอกวาดสายตาขึ้นมองไปยังระเบียงกระจกใสโค้งมนชั้นบนสุดของคฤหาสน์ ที่ซึ่งร่างของชายหนุ่มอีกคน—คณิน ลูกพี่ลูกน้องจอมเจ้าเล่ห์ของปรินทร์ กำลังยืนถือแก้วไวน์แดงแกว่งไปมาด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย พร้อมกับหน้าจอแท็บเล็ตในมืออีกข้างที่โชว์เอกสารคำสั่งระงับใบประกอบวิชาชีพของเธอ!
*"คุณกำลังจะตกงาน... และโปรเจกต์นี้กำลังจะตกเป็นของผม... ถ้าคุณไม่ยอมเซ็นสปีชีส์โอนสิทธิ์ให้ผมภายในเที่ยงคืนนี้"* เสียงของคณินดังผ่านโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและสะใจระคนสมเพช
พิมพ์รตาหน้าถอดสี รอยยิ้มมั่นอกมั่นใจเมื่อครู่หายวับไปในพริบตา ความโกรธเกรี้ยวถูกแทนที่ด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเธอตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังถูกตลบหลังครั้งใหญ่จากเกมธุรกิจสกปรก
ทว่า ก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยปากตอบโต้อะไร มือหนาของปรินทร์ก็เอื้อมมาดึงโทรศัพท์ออกจากมือเธอไปหน้าตาเฉย!
ปรินทร์ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู ดวงตาคมกริบหันไปมองสบตากับพิมพ์รตาที่กำลังยืนอึ้งค้าง ก่อนที่เขาจะกดปุ่มสเปกเกอร์โฟนแล้วส่งเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอออกมาเบา ๆ อย่างเย้ยหยัน
"แกกล้าดียังไงมาเล่นเกมสกปรกในบ้านของฉัน... คณิน?" ปรินทร์เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนคนฟังทางปลายสายสะท้านเฮือก "และที่สำคัญ... ผู้หญิงคนนี้... เป็นของเล่นในความดูแลของฉันคนเดียว ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะ!"
พูดจบ ปรินทร์ก็กดตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ก่อนจะหันมาคว้าข้อมือเรียวของพิมพ์รตาไว้แน่น ดึงเธอเข้าไปประชิดตัวจนเธอแทบจะแนบชิดติดกับแผงอกแกร่งของเขา
ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ซีอีโอหนุ่มผู้เย่อหยิ่งจะกระซิบประโยคสุดท้ายที่ทำเอาสถาปนิกสาวผู้ปากแจ๋วถึงกับสติหลุดลอย
"พรุ่งนี้หกโมงเช้า... ห้ามสาย เข้าใจไหมครับ? ไม่งั้นผมจะยึดใบประกอบวิชาชีพของคุณด้วยการซื้อกิจการบริษัทคุณทิ้งซะเลย"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาเปิดฉากความป่วนในตอนแรกนี้ด้วยกันนะคะ เมล่อนโซดาตื่นเต้นมากเลยค่ะที่จะได้เสิร์ฟความฟินและฉากตบหน้าสะใจให้ทุกคนในตอนต่อไป แล้วมาติดตามกันต่อนะคะ!
สถาปนิกปากแจ๋วกับคุณชายระบบคุมความประพฤติ•ตอนที่ 1
สถาปนิกตกยากกับคฤหาสน์ร้อยล้าน
ผลงานโดย เมล่อนโซดา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมล่อนโซดา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากแจ๋วกับคุณชายระบบคุมความประพฤติ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!