กลิ่นอายของกรุงเทพมหานครในยามค่ำคืนไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อสามปีก่อนเสียเท่าไหร่ สำหรับรินรดาแล้ว เมืองหลวงแห่งนี้ยังคงเป็นพื้นที่สีเทาขนาดใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยความทรงจำ ทั้งหอมหวานและขมขื่นปะปนกันจนแยกไม่ออก แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงคือหัวใจของเธอ... หัวใจดวงเดิมที่เคยบอบช้ำจนแทบไม่เหลือชิ้นดี บัดนี้ถูกหล่อหลอมขึ้นใหม่ด้วยความเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นราวกับอัญมณีที่ผ่านไฟร้อนมาแล้ว
"คุณแม่ครับ... ตรงนั้นมีหุ่นยนต์ยักษ์ด้วย!"
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายตัวน้อยวัยสามขวบดังขึ้นทำลายความเงียบภายในรถยนต์รับSจ้าง รินรดาลดกระจกมองลงเล็กน้อย ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นกันแดดทรงoversizeทอดมองตึกสูงระฟ้าที่ประดับประดาด้วยแสงไฟนีออนระยิบระยับ นิ้วเรียวสวยเอื้อมไปลูบศีรษะเล็กของเด็กชายที่กำลังแนบใบหน้าอูมๆ ติดกระจกฝั่งตรงข้ามด้วยความตื่นตาตื่นใจ
"ชอบไหมคะคนเก่ง ของเล่นที่เมืองไทยเยอะแยะเลยนะ ไว้คุณแม่พาไปเลือกซื้อนะคะ" รินรดาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มอ่อนโยนระบายขึ้นบนเรียวปากอิ่มที่แต่งแต้มด้วยลิปสติกสีนู้ดเรียบหรู
น้องต้นน้ำ หรือ เด็กชายธนภัทร หันกลับมาส่งยิ้มกว้างจนตาหยี ดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่ถอดแบบมาจากบิดาผู้ให้กำเนิดราวกับพิมพ์เดียวกัน เป็นสิ่งที่รินรดาต้องเฝ้าระวังและเก็บซ่อนไว้ให้ลึกที่สุดในยามที่เธอก้าวเท้าเหยียบแผ่นดินเกิดแห่งนี้ สามปีที่ผ่านมาในลอนดอน เธอใช้คราบน้ำตาและความโดดเดี่ยวสร้างอาณาจักรเล็กๆ ของเธอขึ้นมาในฐานะเจ้าของแกลเลอรีศิลปะ 'Aura of Art' จนประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับ แต่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า เบื้องหลังความสำเร็จของผู้หญิงแกร่งคนนั้น คือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องอุ้มท้องหนีตายจากความเย็นชาและการดูแคลนของผู้ชายคนหนึ่ง
ผู้ชายที่ชื่อ 'ภาคิน'
รถยนต์เคลื่อนตัวเข้ามาจอดสนิทหน้าเพนท์เฮาส์หรูใจกลางย่านธุรกิจ สถานที่พักผ่อนชั่วคราวก่อนที่เธอจะเริ่มเดินเกมในฐานะนักธุรกิจหญิงผู้มาพร้อมกับโปรเจกต์ใหญ่ที่แวดวงศิลปะต้องจับตามอง รินรดาก้าวลงจากรถ สูดหายใจเข้าลึก1 เพื่อเรียกความมั่นคงให้กับจิตใจ มือข้างหนึ่งจูงมือเล็กๆ ของลูกชายเอาไว้แน่น ราวกับว่าเด็กชายคนนี้คือเกราะคุ้ม1กันเดียวที่เธอมี
"ถึงบ้านเราแล้วค่ะคนเก่ง" เธอก้มลงกระซิบเบาๆ ขณะก้าวเข้าไปในล็อบบี้อันโอ่อ่าของคอนโดมิเนียม
ภายในห้องพักกว้างขวางที่ตกแต่งด้วยโทนสีขาว เทา และดำ ให้ความรู้สึกหรูหราแต่เงียบสงบ น้องต้นน้ำวิ่งสำรวจรอบห้องด้วยความซุกซนตามประสาเด็กวัยกำลังเรียนรู้ รินรดายืนมองลูกชายด้วยสายตารักใคร่สุดหัวใจ ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางข้ามทวีปมลายหายไปสิ้นเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของแก้วตาดวงใจ
"คุณแม่ครับ หิวนมจังเลย..." เจ้าตัวเล็กวิ่งเตาะแตะกลับมาซบที่เรียวขาเรียว พร้อมกับช้อนตาขึ้นมองอย่างออดอ้อน
"ได้เลยค่ะ เดี๋ยวคุณแม่ชงให้นะคะคนดี ไปล้างมือก่อนเร้ว" รินรดาย่อตัวลงใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดมือให้ลูกน้อยอย่างทะนุถนอม ทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่นบริสุทธิ์ที่เธอทุ่มเทให้เด็กชายคนนี้ทั้งชีวิต
สำหรับเธอแล้ว ต้นน้ำไม่ใช่ความผิดพลาด แต่คือปาฏิหาริย์เดียวที่ทำให้เธอลุกขึ้นมามีลมหายใจได้อีกครั้งในวันที่โลกทั้งใบพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ในคืนวันที่เธอตัดสินใจหย่าขาดจากภาคินและหอบท้องหนีไปอย่างไร้ร่องรอย เธอไม่มีแม้กระทั่งความกล้าที่จะหันหลังกลับไปมองผู้ชายใจร้ายคนนั้นอีก แต่ในวันนี้... เธอกลับมาแล้ว กลับมาพร้อมกับศักดิ์ศรีที่เต็มเปี่ยม และสถานะใหม่ที่พร้อมจะยืนหยัดเผชิญหน้ากับอดีต
หลังจากจัดการให้น้องต้นน้ำดื่มนมจนอิ่มและผลอยหลับไปในอ้อมกอดบนเตียงนอนนุ่ม รินรดาก็ผละตัวออกมาที่ระเบียงห้องยามดึก ลมเย็นพัดปะทะใบหน้าคมสวยที่ฉายแววเด็ดเดี่ยว เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อเช็กกำหนดการนัดหมายสำคัญในวันพรุ่งนี้ การเปิดแกลเลอรีสาขาแรกในกรุงเทพฯ และการเซ็นสัญญาควบรวมกิจการกับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ คือก้าวแรกของการกลับมา
แต่ทว่า... โลกใบนี้ช่างกลมเสียจนน่าขัน หรือบางที... พรหมลิขิตอาจกำลังเล่นตลกกับเธอ
หน้าจอสมาร์ทโฟนปรากฏข่าวหน้าหนึ่งของ Business Today สื่อธุรกิจชื่อดัง พาดหัวข่าวใหญ่โตด้วยตัวอักษรสีทองสะดุดตา พร้อมภาพถ่ายขาวดำของผู้ชายคนหนึ่ง—ผู้ชายที่เธอพยายามลบชื่อออกจากความทรงจำตลอดสามปีที่ผ่านมา
*‘ภาคิน วัฒนภาคิน กับการขยายอาณาจักรธุรกิจอสังหาฯ และศิลปะ สู่การเป็นเบอร์หนึ่งแห่งเอเชีย’*
ดวงตากลมโตนิ่งค้างอยู่ที่ภาพใบหน้าคมคายดุดัน คิ้วหนาเข้ม ริมฝีปากหยักลึกที่มักจะเหยียดยิ้มเยาะใส่เธอเสมอ และแววตาคู่นั้น... แววตาที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานและความเย็นชาจนน่ากลัว ภาคินในวันนี้ดูทรงอำนาจและน่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า เขากลายเป็นนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่ไม่มีใครกล้าต่อกร
รินรดากำโทรศัพท์ในมือแน่นจนข้อหนูขึ้นสีขาว ความเจ็บปวดในอดีตแล่นริ้วขึ้นมาในอกวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปากอย่างรวดเร็ว
"เราคงจะได้เจอกันเร็วกว่าที่คิดสินะคะ... คุณอดีสามี" เธอพึมพำกับความมืดเบื้องหน้า
แต่ทว่า ในขณะที่เธอกำลังจะหันหลังกลับเข้าห้อง เสียงเคาะประตูดดงกริ่งหน้าห้องพักก็ดังขึ้น... ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
รินรดาขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ดึกดื่นป่านนี้ ใครกันที่จะมาเคาะห้องเพนท์เฮาส์ส่วนตัวแห่งนี้ได้? ระบบรักษาความปลอดภัยของที่นี่ขึ้นชื่อว่าเข้มงวดที่สุด ไม่มีทางที่คนนอกจะขึ้นมาถึงชั้นนี้ได้โดยไม่ได้รับอนุญาต เว้นเสียแต่ว่า...
เธอเดินย่างสามขุมด้วยฝีเท้าเงียบเชียบไปยังประตูหน้า มือเรียวเอื้อมไปส่องตาแมวเพื่อดูว่าผู้มาเยือนยามวิกาลคือใคร
ทว่าภาพที่สะท้อนผ่านเลนส์ตาแมวกลับทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกึก หัวใจกระตุกวูบตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
ที่หน้าประตูห้อง... ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเข้มที่หลุดลุ่ยเล็กน้อย ปราศจากเนกไท ใบหน้าคมคายนั้นปรากฏร่องรอยความเหนื่อยล้า แต่ดวงตากลับคมกริบราวกับพญาอินทรีย์ที่พบเหยื่อ
ภาคิน!
เขายืนอยู่ตรงนั้น... ดวงตาคมกู๊ดคู่นั้นจ้องมองตรงมาที่ช่องตาแมว ราวกับเขารู้ว่าเธอกำลังยืนมองเขาอยู่จากด้านใน และวินาทีต่อมา เสียงเคาะประตูก็เปลี่ยนเป็นเสียงกดกริ่งรัวเร็ว พร้อมกับน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังที่ลอดผ่านบานประตูเข้ามา ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงทันที
"เปิดประตู... รินรดา ผมรู้ว่าคุณอยู่ในนั้น"
รินรดาสะدุดถอยหลังกรูด มือข้างที่ถือโทรศัพท์สั่นระริกอย่างไร้การควบคุม ความลับเรื่องลูกชายที่เธอปกป้องด้วยชีวิตกำลังจะถูกกระชากออกมาเผชิญหน้ากับปีศาจผู้ไร้ความปรานีในค่ำคืนแรกที่เธอกลับมาแผ่นดินเกิดอย่างนั้นหรือ?
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความรู้สึกอันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะคะ
พยับหมอกไร้รัก ปรารถนาฉบับคืนหวน•ตอนที่ 1
ภาพสะท้อนในกระจก
ผลงานโดย เพลิงกุหลาบดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงกุหลาบดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พยับหมอกไร้รัก ปรารถนาฉบับคืนหวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
