"ถ้าคุณยังยืนกรานว่าจะลากกระเป๋าเดินทางแบรนด์เนมราคาเหยียบแสนใบนี้ลุยโคลนตมขึ้นดอย ผมเกรงว่าเราคงต้องยกเลิกสัญญาจ้าง แล้วต่างคนต่างแยกย้ายตรงนี้นะครับคุณชาย"
เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นท่ามกลางความชุลมุนของสนามบินเชียงใหม่ที่ผู้คนเดินขברתกันขวักไขว่ พายยืนเท้าสะเอว มองหน้าชายหนุ่มตรงข้ามด้วยสายตาที่บอกชัดเจนว่าความอดทนของเธอกำลังจะหมดลงใน3.. 2.. 1..
ร่างสูงโปร่งของ 'ธีร์' ในชุดเสื้อเชิ้ตลินินสีขาวรีดเรียบกริบ กางเกงสแลคเข้ารูป และรองเท้าโลफरหนังแท้ที่ไร้ฝุ่นแม้แต่มิลลิเมตรเดียว ชะงักกึก เขาเงยหน้าขึ้นจากกระเป๋าเดินทาง Rimowa สีเงินเงับวับรุ่นLimited Edition แว่นกันแดดแบรนด์ดังถูกเลื่อนลงมาคลอเคลียอยู่บนสันจมูกคมสัน เผยให้เห็นดวงตาสคู่คมที่กำลังมองเธอกลับด้วยความไม่สบอารมณ์สุดขีด
"คุณเข้าใจคำว่า 'รสนิยม' กับ 'ความสะดวกสบาย' บ้างไหมครับไกด์พาย? นี่คือกระเป๋าเดินทางที่ออกแบบมาเพื่อความสมบูรณ์แบบในการเดินทาง ไม่ใช่กระสอบทรายที่คุณจะให้ผมแบกขึ้นหลังแล้วปีนป่ายไปตามโคลนตมตามที่คุณโม้ไว้ในแพ็กเกจทัวร์" เสียงทุ้มนุ่มรื่นหูแต่เจือด้วยความเย่อหยิ่งเล็กๆ เอ่ยตอบกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้
พายเกือบจะกลอกตาเป็นเลขแปด เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติตัวเองกลับมา งานไกด์เฉพาะกิจครั้งนี้เรตราคาดีงามจนเธอปฏิเสธไม่ลง แต่วงเงินก้อนโตนั้นก็แลกมาด้วยความปวดหัวระดับสתิบริกเตอร์ตั้งแต่ยังไม่ทันออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ด้วยซ้ำ ใครจะไปคิดว่าลูกค้ารายแรกที่บริษัททัวร์ส่งมาให้เธอ จะเป็นนักเปียโนคลาสสิกชื่อดังระดับประเทศที่ชีวิตนี้คงไม่เคยสัมผัสความลำบากเกินกว่าการเดินเหยียบพรมแดงในฮอลล์คอนเสิร์ตหรู
"ฟังนะคุณธีร์..." พายโน้มตัวเข้าไปใกล้ขึ้นเล็กน้อย จงใจกดเสียงให้ต่ำลงเพื่อให้ดูจริงจังที่สุด "ที่นี่ไม่ใช่เวียนนา ไม่ใช่ปารีส และไม่มีลิฟต์แก้วนำเที่ยวขึ้นไปถึงจุดชมวิวดอยหลวง ทริปนี้ชื่อ 'ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายหลงทิศ' ไม่ใช่ 'ทัวร์คุณชายจอมเรื่องมากสะกิดนิดสะกิดหน่อยร้องกลับบ้าน' ถ้าคุณก้าวขาออกจากประตูสนามบินแล้วยังทำหน้าเหมือนโลกจะแตกเพราะกลัวรองเท้าเปื้อนฝุ่นล่ะก็ ผมนี่แหละครับที่จะเป็นคนโบกรถแดงให้คุณกลับไปนอนโรงแรมห้าดาวแล้วริบเงินมัดจำครึ่งหนึ่งซะ"
ธีร์ขมวดคิ้วมุ่น ริมฝีปากหยักได้รูปเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงอย่างขัดใจ เขาไม่ได้กลัวลำบาก... เขาแค่ไม่ชอบความไร้ระเบียบ และไอ้แผนการเดินทางที่เขียนไว้ในกระดาษแผ่นเดียวของเธอมันดูเหมือนแผนรบมากกว่าแผนพักผ่อนหย่อนใจ
มือเรียวยาวดั่งศิลปินเปียโนยกขึ้นกอดอก ปรายตามองพายตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อยืดเซอร์ๆ กางเกงคาร์โก้สีซีดที่มีกระเป๋าแปะอยู่ข้างขาเต็มไปหมด และรองเท้าผ้าใบใบ้เก่าที่ผ่านสมรภูมิมาโชกโชน ทั้งหมดนั่นทำให้เขาถอนหายใจออกมาอีกรอบอย่างปลงตก
"คุณพูดมากจังครับไกด์พาย..." ธีร์ยอมจำนนด้วยหลักฐานเมื่อเห็นสายตาดุดันของหญิงสาวที่เริ่มกำหมัดแน่น "โอเค กระเป๋าใบนี้ผมจะฝากไว้ที่บริษัทรถเช่าตรงนี้ แล้วผมจะยอมแบกเป้หลังเต่าหน้าตาประหลาดนี่ตามคุณไป... พอใจคุณหรือยังล่ะครับ?"
พายปั้นหน้ายิ้มหวานหยดย้อยทันทีที่ได้ยินคำยอมจำนน เธอตบมือแปะๆ สองครั้งราวกับเด็กอนุบาลที่กำลังชมเชยเพื่อนร่วมชั้น
"เยี่ยมมากครับคุณชาย! ยินดีต้อนรับสู่การเดินทางที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล... เตรียมตัวร้องไห้ได้เลย!"
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางแดดเปรี้ยงยามสายของภาคเหนือ รถกระบะมือสองสภาพลุยสวนของพายแล่นทะยานมุ่งหน้าสู่เส้นทางคดเคี้ยวสู่ขุนเขา ภายในรถเงียบสนิท มีเพียงเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ จากวิทยุคลื่นท้องถิ่นที่เปิดคลอไว้เพื่อทำลายความอึดอัด แต่ดูเหมือนว่าความอึดอัดนั้นจะพังทลายลงอย่างรวดเร็วเมื่อรถกระบะกระแทกเข้ากับหลุมบ่อขนาดใหญ่กลางถนนลูกรัง
*โครมใหญ่!*
ร่างของธีร์ที่นั่งไขว่ห้างอยู่เบาะข้างคนขับเด้งหลุดจากเบาะ หัวเกือบโขกเพดานรถอย่างจัง โชคดีที่เขายังคว้าด้ามจับเหนือประตูไว้ได้ทัน แต่สีหน้าของชายหนุ่มในตอนนี้ซีดเผือดราวกับคนเห็นผี แว่นกันแดดหลุดร่วงลงไปกองที่พื้นรถ
"คุณพาย!" ธีร์หันขวับมามองคนขับด้วยดวงตาเบิกกว้าง เสียงทุ้มเริ่มสูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย "นี่ถนนหรือสนามแข่งวิบากครับ?! ช่วงล่างรถคุณพังหรือสมองคุณพังกันแน่ถึงขับรถแบบนี้!"
พายหัวเราะรơiร่าอย่างอารมณ์ดี มือซ้ายบังคับพวงมาลัย มือขวาเคาะจังหวะตามเพลง "เขาเรียกว่าทางธรรมชาติครับคุณชาย ทางเรียบๆ มีไว้ให้คนขี้ขลาดเดินครับ ถนนสายนี้ถ้าไม่โยกเยกจนไส้เลื่อนถือว่ามาไม่ถึงนะจะบอกให้"
"ผมไม่ได้อยากมาถึงขนาดไส้เลื่อนนะครับ! ผมเป็นนักเปียโน นิ้วมือและสรีระของผมคือทรัพย์สินมูลค่าร้อยล้าน ถ้ากระดูกสันหลังผมหักขึ้นมา คุณจะรับผิดชอบชีวิตผมยังไงไกด์พาย?"
"โอ้โห..." พายเหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วหัวเราะในลำคอ "ระดับคุณชายธีร์ มืออันทรงคุณค่าที่บรรเลงบทเพลงของโชופןมาแล้วทั่วโลก ถ้าสะเทือนนิดสะเทือนหน่อยแล้วเล่นเปียโนไม่ได้ เดี๋ยวผมพาไปนวดแผนโบราณแถวหมู่บ้านข้างหน้าให้ รับรองว่าเส้นสายกลับมาเข้าที่เข้าทางยิ่งกว่าเดิมแน่นอนครับ"
ธีร์พ่นลมหายใจพรืดใหญ่อย่างเหลืออด เขาหันหน้าหนีไปมองทัศนียภาพนอกหน้าต่าง ทุ่งนาเขียวขจีและแนวเขาที่สลับซับซ้อนทอดตัวยาวไกลสุดสายตา ลมธรรมชาติที่พัดผ่านกระจกที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อยปะทะเข้ากับเส้นผมสีเข้มของเขา แม้บรรยากาศจะสวยงามจนน่าประทับใจ แต่ความก้นระบมจากเบาะรถกระบะก็ทำให้เขาแทบอยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ
เวลาผ่านไปเกือบสามชั่วโมง รถกระบะคันเก่าก็เลี้ยวเข้ามาจอดสนิทหน้าโฮมสเตย์ไม้ไผ่หลังเล็กที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา เสียงลำธารไหลเอื่อยๆ และกลิ่นอายของดินหลังฝนโชยมาแตะจมูกบรรเทาความเหนื่อยล้าลงได้บ้าง แต่สำหรับธีร์แล้ว สภาพที่พักตรงหน้าทำให้เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ไม่มีแอร์ ไม่มีทีวีจอแบน ไม่มีเตียงสปริงหนานุ่ม... มีเพียงฟูกบางๆ และมุ้งสีขาวสะอาดตา
"นี่คือ..." ธีร์ชี้ไปยังบ้านไม้ไผ่หลังน้อยด้วยมือสั่นเทา "ห้องพักของเราเหรอครับ?"
"ถูกต้องครับ!" พายกระโดดลงจากรถอย่างคล่องแคล่ว เธอเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งเขาแล้วฉีกยิ้มกว้าง "คืนนี้เราจะนอนดูดาวท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ไม่มีแสงไฟจากเมืองกรุงมารบกวนสายตา โรแมนติกสุดๆ ไปเลยใช่ไหมล่ะครับ?"
"โรแมนติกกับผีสิครับ!" ธีร์ก้าวลงจากรถด้วยความทุลักทุเล เสื้อเชิ้ตลินินสีขาวตอนนี้มีคราบฝุ่นสีแดงจางๆ เกาะอยู่ตรงชายเสื้อ รองเท้าหนังราคาแพงมีรอยขีดข่วนชัดเจน เขาชี้นิ้วไปที่บ้านไม้ไผ่สลับกับหน้าพาย "นี่มันการจำคุกชัดๆ! ผมจ่ายเงินแพงลิบลิ่วเพื่อให้มาทนทรมานในกระท่อมปลายนาแบบนี้เนี่ยนะ?"
พายหุบยิ้มฉับ เธอเท้าสะเอวแล้วเดินเข้ามาประชิดตัวชายหนุ่ม ความสูงของธีร์ที่มากกว่าทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อย แต่แววตาของเธอกลับไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย
"คุณชายธีร์ครับ..." น้ำเสียงของพายเปลี่ยนเป็นจริงจังจนน่าตกใจ "จำไว้นะครับว่าโลกใบนี้ไม่ได้หมุนรอบตัวคุณ และเงินไม่ได้ซื้อความสะดวกสบายได้ทุกอย่างในป่าเขาแห่งนี้ ถ้าคุณอยากได้แอร์เย็นๆ และเตียงนุ่มๆ คุณควรนอนอยู่ที่ห้องพักในเมืองแล้วเปิดยูทูปดูคลิปธรรมชาติเอาเอง ไม่ใช่มาสร้างความหงุดหงิดให้คนอื่นแบบนี้!"
บรรยากาศรอบตัวเงียบลงชั่วขณะ ลมหนาวพัดโชยมาปะทะร่างของทั้งสองคน ธีร์ชะงักไปเมื่อสบเข้ากับดวงตากลมโตที่ฉายแววเอาจริงเไม่มีล้อเล่น เขาอ้าปากจะเถียงกลับ แต่คำพูดทั้งหมดก็ต้องกลืนกลับลงคอไปเมื่อเห็นหยาดเหงื่อที่ผุดขึ้นตามไรผมของหญิงสาว และร่องรอยความเหนื่อยล้าที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้รอยยิ้มกวนประสาทตลอดทั้งวัน
พายสะบัดหน้าหนี เธอคว้าเป้สะพายหลังของตัวเองแล้วเดินดุ่มๆ ตรงไปยังห้องพักโดยไม่หันกลับมามองอีก "ถ้าเก็บกระเป๋าเสร็จแล้ว ก็ออกมาช่วยกันก่อกองไฟข้างนอกด้วยนะครับ ไม่งั้นคืนนี้คุณได้แข็งตายคาฟูกแน่!"
ธีร์ยืนเคว้งอยู่กลางลานดิน สายตากวาดมองไปรอบตัวที่เริ่มมืดลง ความเงียบสงบของขุนเขาเริ่มแผ่ขยายเข้ามาแทนที่แสงสีเสียงของเมืองหลวง เขาถอนหายใจยาวเหยียดเป็นครั้งที่ร้อยของวัน มือเรียวยาวเอื้อมไปหยิบเป้ใบโตที่ถูกยัดเยียดให้สะพายขึ้นบ่าอย่างเก้ๆ กังๆ
ให้ตายเถอะ... นี่มันคือนรกบนดินชัดๆ
หลังจากผ่านความวุ่นวายในการพยายามกางเต็นท์และการจุดไฟที่เกือบจะเผากระท่อมวอดวาย ทั้งคู่ก็นั่งล้อมวงอยู่หน้ากองไฟเล็กๆ แสงสีส้มสาดกระทบใบหน้าของกันและกัน ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งจนกระทั่งเสียงท้องของใครบางคนร้องดังขึ้นอย่างน่าเกลียด
*โครก...*
พายหลุบตาลงมองหน้าท้องของตัวเองโดยอัตโนมัติ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับธีร์ที่กำลังกลั้นยิ้มสุดชีวิต
"อะไรครับ?" พายเชิดใส่ "คนเรามันก็ต้องหิวกันได้ไหมล่ะครับ"
ธีร์หัวเราะออกมาเบาๆ เป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกัน เสียงหัวเราะทุ้มนุ่มนั้นทำให้พายเผลอชะงักไปวูบหนึ่ง มันไม่ใช่เสียงหัวเราะเยาะหยัน แต่เป็นรอยยิ้มที่จริงใจและผ่อนคลายอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
"ผมมีแคลอรีบาร์อยู่ในกระเป๋า..." ธีร์ควานหาของในกระเป๋าเป้แล้วยื่นแท่งธัญพืชอัดแท่งส่งให้เธอ "ถึงมันจะไม่ได้หรูหราเหมือนดินเนอร์ในภัตตาคารห้าดาวที่คุณชายอย่างผมคุ้นเคย แต่ก็น่าจะพอยัดไส้ประทังชีวิตคุณไปได้จนถึงเช้าล่ะครับ ไกด์พาย"
พายมองแท่งธัญพืชในมือสลับกับใบหน้าคมคายที่ตอนนี้ดูอ่อนโยนลงกว่าเดิมราวกับคนละคน เธอยื่นมือไปรับมันมาเบาๆ
"ขอบคุณครับ... อย่างน้อยคุณก็ไม่ได้ไร้น้ำใจซะทีเดียว" พายพึมพำเบาๆ
ธีร์หันไปมองกองไฟที่กำลังปะทุเสียงดังเปรี๊ยะ พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่แฝงความจริงจังบางอย่าง
"พรุ่งนี้... คุณจะพาผมไปเจออะไรอีกครับไกด์พาย? บอกผมมาก่อนได้ไหม ผมจะได้เตรียมใจถูก ว่าผมจะต้องเจอความบรรลือโลกแบบไหนอีก"
พายฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันที เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขาอีกนิดจนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาสبرارประกายซุกซนฉายชัดในความมืด
"พรุ่งนี้เหรอครับคุณชาย? รับรองว่าคุณจะได้ลืมวิธีเล่นเปียโนไปเลยล่ะครับ เพราะคุณจะต้องใช้ทุกส่วนของร่างกายในการเอาชีวิตรอดจาก..."
พายยังพูดไม่ทันจบประโยค จู่ๆ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของธีร์ก็สั่นครืดคราดขึ้นมาทำลายบรรยากาศ
ธีร์ขมวดคิ้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ สายตาคมกริบกวาดอ่านข้อความแจ้งเตือนที่เพิ่งเด้งขึ้นมาจากหน้าจอหลักเพียงแวบเดียว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนจากความผ่อนคลายกลายเป็นความตึงเครียดขึ้นมาทันทีราวกับพลิฝ่ามือ
พายสังเกตเห็นความผิดปกติจึงเอ่ยถามขึ้น "มีอะไรเหรอครับ หรือว่าทางบ้านโทรมาตามคุณชายกลับกรุงเทพฯซะแล้ว?"
ธีร์นิ่งเงไปชั่วขณะ นิ้วเรียวยาวเลื่อนหน้าจอเพื่อปิดเสียงแจ้งเตือนนั้น แต่ไม่ทันที่เขาจะได้เก็บโทรศัพท์เข้าที่ พายก็เหลือบไปเห็นชื่อผู้ส่งข้อความที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอที่สว่างวาบในความมืด
ชื่อนั้น... ทำเอาลมหายใจของพายสะดุดกึก หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและเปิดกระเป๋าใบแรกไปกับเรานะครับ
---
ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักเปียโนผู้หลงทิศ•ตอนที่ 1
ทริปพังๆ กับตั๋วใบเดียว
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไกด์สาวสายลุยกับคุณชายนักเปียโนผู้หลงทิศ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
