กลิ่นอายของแชมเปญราคาแพงเคล้าคลอด้วยเสียงหัวเราะเยาะเย้ยในห้องจัดเลี้ยงหรูหราใจกลางเมือง มันคือเสียงดนตรีที่ไพเราะที่สุดในงานเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ของตระกูลศรุต... และเป็นเสียงที่กำลังกรีดแทะหัวใจของคินน์ให้แหลกละเอียดทีละน้อย
"เลิกฝันกลางวันเสียทีเถอะคินน์ คุณคิดจริงๆ หรือว่าผู้ชายไร้อนาคตที่เพิ่งถูกไล่ออกจากบริษัทอย่างคุณ จะมีปัญญามายืนเคียงข้างมีนในสังคมนี้ได้?"
เสียงของพิมพิศา แฟนสาวที่คบหากันมานานถึงสามปีดังขึ้นอย่างไม่ไว้หน้า ท่าสายตานับร้อยคู่ที่รายล้อมรอบตัวพวกเขาทั้งคู่ต่างจ้องมองมาด้วยความสมเพชเวทนา เธอสวมชุดราตรีผ้าไหมสีแดงเพลิงที่ซื้อด้วยเงินเดือนก้นถังของเขาเมื่อเดือนก่อน แต่บัดนี้ แขนเรียวเสี้ยวของเธอกลับคล้องอยู่กับศรุต ทายาทมหาเศรษฐีผู้สวมสูทสั่งตัดพิเศษและรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปาก
คินน์ไม่ได้ตอบทันที เขาเพียงก้มมองกระเป๋าเอกสารสีดำในมือของตนเอง ข้างในนั้นมีใบลาออกที่เพิ่งถูกเซ็นอนุมัติเมื่อช่วงบ่าย และบัญชีเงินฝากธนาคารที่มีตัวเลขเหลืออยู่เพียงสามหลักถ้วน... ตัวเลขที่แทบจะไม่พอซื้อกาแฟสักแก้วในโรงแรมหรูแห่งนี้ด้วยซ้ำ
"พิม... เราตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่เหรอ ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น..." เสียงของคินน์แหบพร่า เล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความรู้สึกด้านชาที่กัดกินช่องท้อง
"หยุดพูดจาน่าสมเพชสักที!" พิมพิศาแผดเสียงแทรกขึ้นมาทันที ใบหน้าที่เคยงดงามบิดเบี้ยวด้วยความรังเกียจ เธอสะบัดมือของเขาออกราวกับสัมผัสของสิ่งสกปรก "สามปีที่ฉันทนอยู่กับคุณ เพราะฉันคิดว่าคุณจะมีอนาคตที่ดี แต่ผลลัพธ์ล่ะ? คุณมันก็แค่ไอ้สวะที่ไม่มีแม้แต่ปัญญาจะซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมให้ฉันด้วยซ้ำ! ผิดกับคุณศรุต... เขาให้ทุกอย่างที่ฉันต้องการได้ภายในเวลาไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำ!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบทิศทาง ศรุตหัวเราะในลำคออย่างผู้เหนือกว่า เขายื่นมือไปโอบเอวบางของพิมพิศาอย่างถือสิทธิ์ พร้อมกับใช้สายตาเหยียดหยามมองต่ำลงมาที่รองเท้าหนังเก่าๆ ของคินน์
"ใจเย็นน่าพิม อย่าไปถือสาคนจนเลย" ศรุตเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยการดูถูกถึงกระดูกดำ "อันที่จริง ฉันก็ต้องขอบใจนายนะคินน์ ที่ช่วยเลี้ยงดู ‘ของเล่น’ ชิ้นนี้ให้ฉันมาตั้งนาน เอานี่... ถือว่าฉันให้ทานก็แล้วกัน"
ก๊อง!
เหรียญบาทสีเงินถูกโยนลงบนพื้นพรมราคาแพง มันกลิ้งไปหยุดอยู่ตรงปลายรองเท้าของคินน์ ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของแขกเหรื่อรอบงานที่สนุกสนานกับการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของชายหนุ่ม
คินน์นิ่งเงียบ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาค่อยๆ เงยขึ้นมองหน้าศรุตและพิมพิศาสลับกัน ความเงียบงันที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับทำให้บรรยากาศรอบข้างเยือกเย็นลงอย่างประหลาด ราวกับอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงหลายองศาเซลเซียส
ไม่มีน้ำตา ไม่มีเสียงสะอื้น มีเพียงแววตาคู่หนึ่งที่ล้ำลึกเกินกว่าใครจะหยั่งถึง
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงประหลาดบางอย่างก็ดังขึ้นในโสตประสาทของคินน์—ไม่ใช่เสียงภายนอก แต่เป็นเสียงกังวานก้องกังสดาลที่ดังมาจากห้วงความคิดลึกๆ
[ติ๊ง! ตรวจพบความกดดันทางจิตใจถึงขีดสุด... เงื่อนไขการปลุกพลัง ‘ระบบมหาเศรษฐีไร้ขีดจำกัด’ ผ่านเกณฑ์สมบูรณ์]
[กำลังผูกบัญชีกับผู้ใช้: คินน์]
[ยอดเงินเริ่มต้นในระบบ: 1,000,000,000 บาท (หนึ่งพันล้านบาทถ้วน) — สามารถเบิกถอนได้ทันทีอย่างไร้เงื่อนไข!]
หัวใจของคินน์กระตุกวูบ ภาพหน้าจอโฮโลแกรมใสสีทองเรืองแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขาเพียงคนเดียว โดยมีตัวเลขศูนย์ห้าหลักเรียงรายละลานตาจนน่าเวียนหัว
นี่มัน... เรื่องบ้าอะไรกัน?
แต่ก่อนที่คินน์จะได้คิดทบทวนอะไรมากไปกว่านั้น พิมพิศาก็เอ่ยตัดบทด้วยความรำคาญใจที่เห็นเขายังยืนนิ่งเป็นท่อนไม้
"เลิกทำหน้าโง่แล้วไสหัวไปซะ! อย่ามาทำลายบรรยากาศงานเลี้ยงของฉันกับคุณศรุตอีกเลย จำไว้ว่าชาตินี้ทั้งชาติ คุณก็ไม่มีวันเอื้อมถึงชีวิตระดับเดียวกับเราหรอก!"
คินน์ก้มลงมองเหรียญบาทบนพื้นช้าๆ เขาย่อตัวลงหยิบมันขึ้นมาอย่างใจเย็น ปัดฝุ่นที่เปื้อนออกเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาพิมพิศาตรงๆ เป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มบางเฉียบที่มุมปากของเขาทำให้พิมพิศาถึงกับผะหนีบด้วยความรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างไม่มีสาเหตุ
"ชีวิตระดับเดียวกับคุณอย่างนั้นเหรอพิม..." คินน์เอ่ยทวนคำ เสียงของเขาเรียบสนทนาราบเรียบแต่น่าเกรงขาม "คุณแน่ใจแล้วใช่ไหม... ว่าสิ่งที่คุณกำลังคว้าอยู่ตอนนี้ คือสิ่งที่สูงที่สุดที่คุณจะเอื้อมถึงแล้ว?"
"วะ... ว่าไงนะ?" พิมพิศาชะงักไปชั่วขณะ
คินน์ไม่ตอบคำถามนั้น เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน หยิบการ์ดสีดำสนิทที่ปรากฏขึ้นในกระเป๋าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้—การ์ดโลหะหนักอึ้งที่ไม่มีลวดลายใดๆ นอกจากตราสัญลักษณ์รูปมงกุฎทองคำฝังเพชรแท้ ซึ่งเป็นบัตรเครดิตที่ต่อตรงเข้ากับระบบมหาเศรษฐีที่เพิ่งปลุกขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ
เขากวาดสายตามองไปรอบห้องจัดเลี้ยงที่เต็มไปด้วยผู้คนระดับแนวหน้าของเมือง ก่อนจะหันไปสบตากับผู้จัดการโรงแรมที่ยืนหน้าซีดอยู่ไกลๆ
"นี่ครับ" คินน์ยื่นบัตรสีดำใบนั้นออกไป "ผมขอเหมาโรงแรมนี้ทั้งหมด... รวมถึงสิทธิ์การจัดงานทั้งหมดในค่ำคืนนี้ด้วย ราคาเท่าไหร่... รูดไปให้หมดเลยครับ"
ผู้จัดการโรงแรมอ้าปากค้าง ดวงเบิกกว้างด้วยความตกใจ ขณะที่ศรุตส่งเสียงหัวเราะลั่นออกมาทันที
"ฮ่าๆๆๆ! เหมาโรงแรมงั้นเหรอ? แกบ้าไปแล้วหรือไงคินน์ บัตรพลาสติกเด็กเล่นกิ๊กก๊อกแบบนั้น คิดว่าจะเอามาหลอกใครได้วะ!"
"นั่นสิ! แกมันไอ้คนลวงโลก!" พิมพิศากรีดร้องด้วยความอับอายที่ถูกความสนใจทั้งหมดดึงกลับมาที่พวกเขา
คินน์เพียงแต่ยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น นิ้วเรียวกดบัตรสีดำลงบนเครื่อง EDC ไร้สายที่ผู้จัดการโรงแรมวิ่งถือมาถวายด้วยความกล้าๆ กลัวๆ ด้วยสัญชาตญาณ
ปี๊ด! ไฟสีเขียวสว่างวาบพร้อมกับเสียงอนุมัติรายการดังสนั่นก้องไปทั่วทั้งห้องโถงที่เงียบสงบราวกับป่าช้า
[ยอดชำระเงินจำนวน 85,420,000 บาท ทำรายการสำเร็จ]
เสียงเครื่องพิมพ์ใบเสร็จกระดาษยาวเหยียดพ่นออกมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนยอดเงินคงเหลือในระบบที่ยังคงนิ่งสนิทอยู่ที่เลขพันล้าน... แทบจะไม่ยุบลงไปเลยแม้แต่น้อย
ทุกลมหายใจในห้องนั้นหยุดชะงักลงทันที ศรุตหน้าถอดสี รอยยิ้มเยาะเย้ยแข็งค้างอยู่บนใบหน้า ขณะที่พิมพิศาอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อหันมามองหน้าอดีตแฟนหนุ่มที่พวกเพิ่งเหยียดหยามว่าเป็น "ไอ้สวะ" เมื่อไม่กี่นาตรีก่อน
คินน์ดึงบัตรสีดำกลับมาอย่างช้าๆ สายตาคมกราบกวาดมองไปที่ร่างของพิมพิศาที่สั่นเทา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ดังชัดเจนไปทั่วทั้งงาน
"ในเมื่อผมเป็นคนจ่ายค่าสถานที่ทั้งหมดนี้... คนที่จะต้องไสหัวออกไปจากที่นี่... น่าจะเป็นพวกคุณสองคนมากกว่านะครับ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความสะใจในบทแรกนี้ด้วยกันนะคะ!
เลขาฯ บำเรอรักฉบับเหมาจ่าย•ตอนที่ 1
แฟนเก่าและเงินก้อนสุดท้าย
ผลงานโดย เค้กวานิลลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เค้กวานิลลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เลขาฯ บำเรอรักฉบับเหมาจ่าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!