# มุมอับสายตาในห้องสมุด
"ถ้าแกยังก้มหน้าก้มตาอ่านบทกวีของซาฟโปจนจำขึ้นใจแบบนี้ ชาตินี้ความรักของแกก็คงจะสถิตอยู่แค่ในกระดาษไขสีเหลืองพวกนั้นแหละ ยัยพาย!"
เสียงกระซิบที่เจือด้วยความระอาปนเอ็นดูดังขึ้น พร้อมกับสมุดเล่มโตที่ถูกดึงออกจากตักของฉันไปอย่างถือวิสาสะ มีนา เพื่อนสนิทคิดไม่ตกของฉันทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้สักฝั่งตรงข้าม ใบหน้าคมเฉี่ยวของแม่สาวคณะนิเทศฯ กำลังแสดงออกถึงความเหนื่อยหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่สวยหรี่มองฉันราวกับกำลังพิจารณาคดีความร้ายแรง
ฉันกะพริบตาปริบๆ พยายามดึงสติกลับมาจากศตวรรษที่เจ็ดก่อนคริสตกาล "คืนมาเถอะน่า มีนา ฉันกำลังอ่านถึงตอนที่นางเอกกำลังจะ..."
"กำลังจะรอคอยปาฏิหาริย์แบบเดิมสินะ?" มีนาสวนกลับทันควัน เธอวางหนังสือเล่มโปรดของฉันลงบนโต๊ะเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้จนกลิ่นน้ำหอมกลิ่นพีชอ่อนๆ ลอยมาแตะจมูก "ฟังนะพาย ปีสามแล้วนะแก ชีวิตมหาลัยไม่ได้มีแค่กลิ่นกระดาษเก่าๆ กับชั้นหนังสือโซนประวัติศาสตร์หรอกนะ นี่... งานพาร์ทไทม์ที่ห้องสมุดกลางที่แกดั้นด้นไปสมัครจนได้น่ะ มันคือที่ทำงาน ไม่ใช่สถานที่หลบภัยจากโลกความเป็นจริง"
ฉันถอนหายใจยาว เหยียดปลายนิ้วสัมผัสขอบโต๊ะไม้ขัดมันอย่างเหม่อลอย "ฉันไม่ได้หลบภัยเสียหน่อย มีนา... ฉันแค่มีความสุขกับการได้อยู่เงียบๆ มากกว่าที่จะต้องไปยืนวุ่นวายท่ามกลางฝูงชนในโรงอาหารคณะ หรือไปนั่งอึดอัดในงานปาร์ตี้ที่เสียงเพลงดังจนคุยกันไม่รู้เรื่องต่างหาก"
"แล้วความสุขเงียบๆ ของแกเนี่ย มันช่วยแก้ปัญหาเรื่องเกรดวิชาสถิติที่กำลังดิ่งลงเหว หรือช่วยให้แกมีความกล้าพอที่จะสบตากับพี่รหัสสุดฮอตคนนั้นได้ไหมล่ะ?"
คำถามนั้นทำให้ฉันต้องเม้มริมฝีปากแน่นโดยอัตโนมัติ มีนารู้จุดอ่อนของฉันดีเสมอ ความขี้อายและความไม่มั่นใจในตัวเองเปรียบเสมือนกำแพงกระจกใสที่ฉันสร้างขึ้นมาเพื่อกั้นตัวเองออกจากผู้คน ฉันชอบมองโลกผ่านรอยต่อของชั้นหนังสือ ชอบความรู้สึกปลอดภัยเวลาที่ได้กลิ่นอับจางๆ ของกระดาษและหมึกพิมพ์ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากฉัน ไม่เคยทำให้ฉันต้องรู้สึกว่าตัวเอง "ด้อยเกินไป" เหมือนเวลาที่ต้องไปยืนพูดพรีเซนต์งานหน้าห้องท่ามกลางสายตานับร้อยคู่
แต่มีนาก็พูดถูกส่วนหนึ่ง... โลกภายนอกกำลังบีบคั้นให้ฉันต้องขยับตัว
ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ค่าหอพักที่ปรับราคledขึ้นทุกปี และความจริงที่ว่าฉันไม่อยากแบมือขอเงินจากทางบ้านมากเกินไป คือแรงผลักดันหลักที่ทำให้ฉันต้องมายืนอยู่ ณ จุดนี้—มุมอับสายตาหลังชั้นหนังสือหมวดประวัติศาสตร์ยุโรปยุคกลาง ชั้นที่สามของห้องสมุดกลางมหาวิทยาลัย ที่ซึ่งแสงแดดช่วงบ่ายส่องเข้ามาไม่ถึง และแทบไม่มีนักศึกษาคนไหนเดินมาเฉียดใกล้ ยกเว้นเวลาใกล้สอบไล่
ตําแหน่งบรรณารักษ์ฝึกหัดพาร์ทไทม์กะบ่าย คือพื้นที่หากินและพื้นที่พักใจของฉันในเวลาเดียวกัน
นาฬิกาข้อมือเรือนเล็กบอกเวลาบ่ายสามโมงตรง ฉันลุกขึ้นยืน จัดเสื้อนักศึกษาและกระโปรงพลีทให้เรียบร้อย หยิบบัตรพนักงานชั่วคราวขึ้นมาคล้องคอ ก่อนจะหันไปบอกลาเพื่อนสนิทที่ยังมีทีท่าว่าจะเทศน์ต่อไม่หยุด
"ฉันต้องไปเข้ากะแล้ว มีนา ถ้าแกจะนั่งรอ ก็รบกวนช่วยทำตัวเงียบๆ เหมือนรูปปั้นหินอ่อน ไม่อย่างนั้นคุณป้าหัวหน้าบรรณารักษ์ได้เฉดหัวเราออกจากตึกนี้แน่"
มีนาทำปากยื่นใส่ แต่ก็ยอมโบกมือไล่ "เออๆ ไปเถอะแม่ชีพาย เดี๋ยวฉันนั่งท่องสคริปต์รายงานตรงนี้แหละ ไม่กวนหรอกน่า"
ฉันเดินเลี่ยงออกมาจากโซนโต๊ะอ่านหนังสือรวม เข้าสู่เขาวงกตแห่งความรู้ที่มีกลิ่นอายเฉพาะตัว กลิ่นของกระดาษ เก่า น้ำยาทำความสะอาดไม้ และความเงียบงันที่ลอยวนอยู่ในอากาศ คือสิ่งที่ทำให้หัวใจที่เต้นระรัวด้วยความกังวลค่อยๆ สงบลง ที่นี่ไม่มีใครสนใจว่าฉันจะแต่งตัวเชยแค่ไหน ไม่มีใครทันสังเกตว่าฉันหลบสายตาเวลาเดินผ่านใคร และไม่มีใครคาดหวังให้ฉันต้องเปล่งเสียงดังกว่าเสียงพลิกหน้ากระดาษ
หน้าที่ในช่วงชั่วโมงแรกนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน ฉันได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบความเรียบร้อยของหนังสือบนชั้น หมวดประวัติศาสตร์และปรัชญา ซึ่งตั้งอยู่ลึกที่สุดและอับที่สุดของชั้นสาม มุมนี้มีหน้าต่างบานแคบที่มองเห็นต้นตีนเป็ดด้านนอก แสงแดดที่ลอดผ่านกระจกสีชาทอดเงายาวเป็นเส้นเฉียงบนพื้นปาร์เกต์เก่าๆ
ฉันก้มหน้าก้มตาจัดเรียงสันหนังสือเล่มหนาที่ถูกวางสลับที่ นิ้วเรียวไล่ไปตามตัวเลขทศนิยมของระบบดิวอี้อย่างเพลิดเพลิน เสียงกระซิบของกระดาษเวลากระทบกันเบาๆ คล้ายบทเพลงกล่อมเด็กที่ฉันโปรดปราน
กระทั่ง... เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งดังขึ้นที่ปลายทางเดิน
ปกติแล้วโซนนี้จะเงียบสนิทจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ การปรากฏตัวของใครบางคนจึงทำให้ฉันชะงักมือที่กำลังถือหนังสือสารานุกรมประวัติศาสตร์โลก ฉันเงยหน้าขึ้นมองผ่านช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือสูงท่วมหัว
ที่ตรงนั้น... บริเวณมุมอับสายตาซึ่งมักจะไม่มีใครยืนอยู่ ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนพิงหลังกับชั้นหนังสือฝั่งตรงข้าม
เขาไม่ได้ใส่ชุดนักศึกษาเรียบร้อยแบบคนทั่วไป เสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแรงที่มีเส้นเลือดปูดโปนเล็กน้อย กางเกงสแล็คสีดำ และรองเท้าผ้าใบสีขาวที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด เส้นผมสีดำสนิทลู่ลงปรกลงมาเคลียหน้าผากเล็กน้อย ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นสายตากำลังจดจ้องอยู่กับหนังสือปกหนังสีน้ำตาลเข้มในมือ
หัวใจของฉันกระตุกวูบไปจังหวะหนึ่ง
ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความคุ้นเคยที่ฉาบเคลือบด้วยความประหลาดใจ... เขาคือ "กวิน" หนุ่มวิศวะปีสี่ผู้โด่งดังจากโปรเจกต์หุ่นยนต์กู้ภัยที่กวาดรางวัลมาทั่วประเทศ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันรู้จักเขา ไม่ใช่ชื่อเสียงในบอร์ดประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัย... หากแต่เป็นเพราะเขามักจะมานั่งหลบมุมอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างตัวเดิมทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดี เป็นผู้ชายคนเดียวที่ฉันแอบมองผ่านช่องว่างของชั้นหนังสือมานานนับเทอม โดยที่เขาไม่เคยรู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
ทำไมวันนี้... เขาถึงเดินลึกเข้ามาถึงโซนนี้ได้? ปกติวิศวกรเขาไม่ควรจะอยู่ตึกคณะตัวเองหรอกหรือ?
ฉันรีบหดตัวกลับหลังชั้นหนังสือ ลมหายใจสะดุดกึกด้วยความตกใจ กลัวว่าเขาจะสังเกตเห็นสายตาแอบมองที่ไร้มารยาทของตัวเอง มือไม้พาลสั่นเทาจนเกือบทำหนังสือในมือร่วงหล่นลงพื้น
*อย่าหันมานะ... ได้โปรด อย่าเดินมาทางนี้...* ฉันภาวนาในใจ หลับตาปี๋ราวกับว่าถ้ามองไม่เห็นเขา แล้วเขาจะมองไม่เห็นฉัน
"หนังสือเล่มนี้... คุณคิดว่ามันเก่าเกินกว่าจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ แล้วหรือยังครับ?"
เสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล แต่กังวานก้องในความเงียบของมุมอับ ดังขึ้นมาจากอีกฟากของชั้นหนังสือ... ใกล้เสียจนฉันสะดุ้งสุดตัว
ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้น ขยับตัวถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับสันหนังสืออีกด้าน ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหันราวกับมีใครเอาเตาไฟมาจ่อใกล้ๆ
ไม่มีทางที่เขาจะพูดกับคนอื่น... เพราะในรัศมีสิบเมตรนี้ นอกจากฉันแล้ว ก็ไม่มีใครยืนอยู่เลยแม้แต่คนเดียว!
เขารู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วอย่างนั้นหรือ? หรือว่าฉันทำเสียงดังเกินไปจนเขาจับไต๋ได้?
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ เป็นแบ็กกราวด์ ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก กำมือที่ถือหนังสือแน่นจนชื้นเหงื่อ
สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วว่าจะแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินแล้วเดินหนีไป หรือจะยอมโผล่หน้าออกไปเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าอับอายนี้ดี
ก่อนที่ฉันจะทันได้ตัดสินใจอะไร เงาสูงโปร่งของเขาก็ก้าวเลี้ยวพ้นมุมชั้นหนังสือมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ห่างกันเพียงแค่เอื้อมมือเดียว ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นมองตรงมาที่ฉัน รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากไม่ได้ดูน่ากลัวอย่างที่จินตนาการไว้ แต่มันกลับทำให้หัวใจที่เต้นผิดจังหวะของฉันแทบจะหลุดออกมานอกอก
"แอบมองผมมาสามเดือนแล้ว..." กวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ทิ้งน้ำหนักคำพูดไว้อย่างชัดเจนจนฉันแทบหยุดหายใจ "...ไม่คิดจะออกมาทักกันข้างนอกบ้างเลยเหรอครับ บรรณารักษ์ตัวน้อย?"
--------------------------------------------------
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษและกลิ่นอายความทรงจำอบอุ่นนี้ไปด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ - ที่คั่นหนังสือสีชมพู
บันทึกหัวใจในมุมเงียบของห้องสมุด•ตอนที่ 1
มุมอับสายตาในห้องสมุด
ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหัวใจในมุมเงียบของห้องสมุด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!