บันทึกหัวใจในมุมเงียบของห้องสมุด•ตอนที่ 25

หน้าสุดท้ายที่สวยงาม

ผลงานโดย ที่คั่นหนังสือสีชมพู
กระดาษแผ่นบางในมือของมีนาสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นแรงอารมณ์ที่อัดอั้นมานานนับเดือน ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคนในห้องทำงานส่วนตัวของประธานมูลนิธิ กวินขยับตัวเข้ามาบังไหล่บางของฉันไว้ครึ่งหนึ่ง สัมผัสจากฝ่ามือหนาที่แตะเบาๆ ตรงข้อศอกถ่าย “เรื่องที่กวินยักยอกเงินกองทุนเหรอคะ?” มีนาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ท่ามกลางความตกตะลึงของเราทั้งสาม “ถ้าคุณลุงจะพูดเรื่องนี้... หนูว่าคุณลุงควรดูหลักฐานที่หนูถืออยู่ในมือนี้ก่อนจะตัดสินใจทำลายชีวิตใครนะคะ” ท่านประธานวัยกลางคนชะงัก สีหน้าที่เคยถมึงทึงและมั่นอกมั่นใจในอำนาจเริ่มเปลี่ยนเป็นความฉงนระคนระแวง ดวงตาคมกริบกวาดมองเอกสารในมือของมีนาสลับกับใบหน้าของพวกเรา “เอกสารอะไรของเธอกันเด็กน้อย คิดจะใช้กระดาษไม่กี่แผ่นมากลบเกลื่อนความผิดของไอ้หนุ่มนี่งั้นเหรอ” น้ำเสียงนั้นยังคงแข็งกร้าว แต่รอยสั่นพร่าในประโยคฟ้องชัดเจนว่าเริ่มสูญเสียการควบคุม “บัญชีลับที่ถูกโอนถ่ายออกไปยังบริษัทนอกเครือ... โดยมีลายเซ็นอนุมัติจากคุณลุงเองต่างหากล่ะคะที่น่าสนใจ” มีนาก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานไม้เนื้อดีทีละก้าว เธอไม่ได้หลบสายตาเลยสักนิด “กวินยอมเงียบและรับผิดชอบแบกรับข้อครหาทั้งหมดไว้ ก็เพราะเขาต้องการปกป้องโครงการทุนการศึกษาของเด็กๆ ที่กำลังจะถูกคุณลุงสั่งยุบเพื่อเอาเงินไปหมุนเวียนกลบเกลื่อนหนี้สินส่วนตัวใช่ไหมคะ?” ฉันหันขวับไปมองหน้ากวินทันที หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความจริงทั้งหมดพรั่งพรูเข้ามาในหัว ประโยคในสมุดบันทึกเล่มสีน้ำตาลที่เขาเคยเขียนไว้—*“บางครั้งการเป็นคนเข้มแข็ง ไม่ใช่การตะโกนความจริงออกไป แต่คือการอดทนรอเวลาให้ความจริงเปิดเผยด้วยตัวมันเอง”*—หมุนวนอยู่ในโสตประสาท นี่เองคือเหตุผลที่เขานิ่งเงียบมาตลอด นี่เองคือภาระอันหนักอึ้งที่ผู้ชายมาดนิ่งคนนี้แบกไว้บนบ่าโดยไม่เคยปริปากบ่นกับใคร แม้กระทั่งกับฉันคนที่นั่งอยู่ข้างเขาในทุกๆ วัน “กวิน...” ฉันพึมพำเรียกชื่อเขา เสียงสั่นเครือจนแทบไม่ได้ยิน กวินหันมามองฉัน นัยน์ตาสสีเข้มคู่นั้นทอประกายอ่อนโยนและอบอุ่นอย่างที่เคยเป็นเสมอ เขายกมือขึ้นลูบผมฉันเบาๆ ราจะบอกว่าทุกอย่างไม่เป็นไร รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเขาทำให้โลกทั้งใบที่กำลังพังทลายดูสงบลงในพริบตา “ผมบอกพายแล้วไม่ใช่เหรอครับ ว่าผมดูแลตัวเองได้” เสียงทุ้มนุ่มกระซิบข้างหู “และผมก็ดูแลความรู้สึกของพายได้ดีพอๆ กัน” ท่านประธานทรุดตัวลงพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง สีหน้าซีดเซียวลงถนัดตาเมื่อหลักฐานการทุจริตชิ้นสำคัญถูกวางกระแทกบนโต๊ะ ความพยายามทั้งหมดที่จะโยนความผิดให้กวินพังทลายลงในพริบตาเดียว เสียงถอนหายใจยาวนานดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะโบกมือไล่อย่างอ่อนแรง เป็นอันรู้กันว่าเกมนี้ใครคือผู้ชนะที่แท้จริง พวกเราเดินออกมาจากตึกคณะบริหารด้วยความรู้สึกที่เบาหวิวราวกับล่องลอย ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพูของยามเย็น แสงแดดอ่อนๆ ทอดยาวผ่านกิ่งไม้ใหญ่ของมหาวิทยาลัย ทอดเงาของคนสองคนให้ซ้อนทับกันอย่างแนบเนียน มีนาขอตัวแยกไปหาแฟนหนุ่มรุ่นพี่ที่รออยู่หน้าคณะทันที ปล่อยให้เราสองคนเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินอิฐบล็อกที่มุ่งหน้าสู่มุมโปรดของเรา—ห้องสมุดกลางของมหาวิทยาลัย บรรยากาศยามเย็นของห้องสมุดเงียบสงบและคุ้นเคย กลิ่นอายของกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ลอยอบอวลในอากาศราวกับเป็นบ้านหลังที่สอง กวินจูงมือฉันเดินลัดเลาะผ่านชั้นหนังสือประวัติศาสตร์วรรณกรรม จนมาหยุดอยู่ที่มุมอับสายตา โต๊ะไม้ริมหน้าต่างบานยาวที่พวกเราเคยนั่งติวหนังสือด้วยกันเป็นประจำ “จำตรงนี้ได้ไหมครับ” กวินเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ พลางผายมือไปยังเก้าอี้ไม้ตัวเดิม “จำได้สคะ” ฉันอมยิ้ม “ตรงนี้แหละที่คุณกวินเคยแอบวางสมุดบันทึกเล่มนั้นไว้ให้พาย” กวินหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นทุ้มนุ่มและอบอุ่น หัวใจของฉันเต้นระรัวจนกลัวว่าเขาจะได้ยิน เขายล้วนกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ หยิบสมุดบันทึกปกสีชมพูอ่อนเล่มคุ้นตาออกมา ยื่นส่งให้ฉันด้วยสองมือ “สำหรับหน้าสุดท้าย... ผมคิดว่าเจ้าของสมุดควรเป็นคนเขียนมันเองนะครับ” ฉันรับสมุดเล่มนั้นมาด้วยมือที่สั่นเทา พลิกเปิดไปหน้าสุดท้าย หน้ากระดาษว่างเปล่าที่ถูกเว้นไว้รอคอยการเติมเต็ม ขอบกระดาษมีรอยยับเล็กน้อยจากการเปิดอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันหยิบปากกาหมึกซึมด้ามโปรดออกจากกระเป๋าเสื้อ ความรู้สึกมากมายอัดแน่นอยู่ในอก ถ้อยคำนับร้อยนับพันไหลวนอยู่ในหัว แต่เมื่อปลายปากกาจรดลงบนกระดาษ คำตอบที่เรียบง่ายที่สุดกลับชัดเจนที่สุด *“ขอบคุณที่เดินเข้ามาในมุมเงียบๆ ของห้องสมุด และทำให้หน้าหนังสือทุกหน้าต่อจากนี้ของพายไม่เคยอ้างว้างอีกเลย—รักนะคะ”* ฉันวางปากกาลงแล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา กวินไล่สายอ่านข้อความนั้นช้าๆ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นอย่างมีความสุข ดวงตาสีเข้มพินิจพิเคราะห์ตัวอักษรแต่ละตัวราวกับมันคืออัญมณีล้ำค่า ก่อนที่เขาจะดึงสมุดเล่มนั้นปิดลงเบาๆ แล้วกุมมือฉันไว้แน่น “เป็นแฟนกันนะครับ... แบบเปิดเผย ไม่ต้องแอบซ่อนหลังชั้นหนังสืออีกต่อไป” คำพูดเรียบง่ายแต่จริงใจนั้นทำเอาขอบตาร้อนผ่าว ฉันพยักหน้ารับเบาๆ แทนคำตอบ ก่อนที่อ้อมแขนอุ่นๆ จะรวบตัวฉันเข้าไปกอดไว้แนบอก กลิ่นกายสะอาดผสมผสานกับกลิ่นกระดาษจางๆ กลายเป็นความอบอุ่นที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก เรื่องราวของเราไม่ได้เริ่มต้นด้วยความหวือหวา มันเริ่มต้นจากความเงียบงัน สายตาที่แอบมองจากมุมไกล และถ้อยคำที่สื่อสารกันผ่านตัวหนังสือในห้องสมุด แต่ในวินาทีนี้ หน้าสุดท้ายของบันทึกเล่มนี้ไม่ได้เศร้าสร้อยหรือน่าใจหายอีกต่อไป แต่มันคือการเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิต—บทที่เต็มไปด้วยความรัก รอยยิ้ม และความมั่นคงที่จะก้าวเดินเคียงข้างกันไปในทุกๆ วัน ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและพลิกหน้ากระดาษแห่งความรักนี้มาด้วยกันจนถึงหน้าสุดท้ายนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (ที่คั่นหนังสือสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหัวใจในมุมเงียบของห้องสมุด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%