เงาคมดาบสลักบัลลังก์โลหิต•ตอนที่ 1

กลีบเหมยอาบโลหิต

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
กลิ่นอายของสนิมเหล็กและคาวเลือดในความทรงจำเมื่อห้าปีก่อน ไม่เคยจางหายไปจากปลายจมูกของหลี่จินเยว่ แม้ว่าในยามนี้ ร่างของนางจะถูกห่อหุ้มด้วยแพรพรรณปักดิ้นทองเนื้อดี ประดับประดาด้วยไข่มุกราตรีเม็ดโตที่สะท้อนแสงไฟจากโคมกระดาษตระการตาในภัตตาคารหรูใจกลางเมืองหลวง นิ้วเรียวสวยที่จรดอยู่ข้างจอกสุราหยกขาวไม่ได้สั่นเทาแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันนิ่งสนิท ราวกับกิ่งเหมยที่แข็งแกร่งท่ามกลางพายุหิมะ "คุณหนูหลี่... เกรงว่าการเดินทางไกลนับพันลี้เพื่อกลับสู่เมืองหลวงครานี้ จะไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อชมดอกไม้เปลี่ยนฤดูกระมัง?" เสียงทุ้มนุ่มกังวานราวกับหยกกระทบกันดังขึ้นเบาๆ จากฝั่งตรงข้าม องค์ชายรองจ้าวอี้หลันแย้มสรวลน้อยๆ ดวงตาเรียวรีคมกริบดั่งเหยี่ยวซ่อนความนัยล้ำลึก เขาใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะไม้พยุงลายแกะสลักเป็นจังหวะเชื่องช้า ท่าทีดูผ่อนคลาย ทว่าบรรยากาศรอบกายกลับถูกกดทับด้วยแรงกดดันจากลมปราณระดับนภาที่ถูกสะกดกลั้นไว้อย่างแนบเนียน หลี่จินเยว่ไม่แม้แต่จะชายตามองจอกสุราตรงหน้า นางเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้มีฐานะสูงส่งผู้นั้น ดวงตาคู่งามหงส์สะท้อนเงาเปลวเทียนวับแวม เย็นเยียบ และไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความหวั่นไหวใดๆ "หม่อมฉันเพียงแต่นำ 'ของขวัญ' ที่ตระกูลหลี่เคยฝากฝังไว้บนลานประหารเมื่อวันวาน... กลับมาคืนให้แก่เจ้าของที่แท้จริงก็เท่านั้นเพคะ องค์ชายรอง" คำพูดนั้นเรียบเรื่อย ทว่าแฝงไว้ด้วยคมมีดที่กรีดเฉือนหัวใจผู้ฟังอย่างไร้ร่องรอย อุณหภูมิภายในห้องส่วนตัวชั้นบนสุดของภัตตาคารลดฮวบลงทันที ราวกับสายลมหนาวเหน็บจากยอดเขาเหมยสวรรค์พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เพียงน้อยนิด จ้าวอี้หลันมิได้โกรธเคือง เขากลับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นัยน์ตาพินิจพิเคราะห์สตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะจำแนก ระหว่างความหลงใหลในความเด็ดเดี่ยวอันงดงาม และความหวาดระแวงต่อพิษสงที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มราชาของนาง "เจ้ายังคงดื้อรั้นและอันตรายเช่นเดิม... จินเยว่" เขารินสุราลงในจอกของนางด้วยตนเอง ไออุ่นจากกาเหล้าสะท้อนกับรอยแผลเป็นจางๆ ที่ต้นคอของนาง—รอยแผลที่ตอกย้ำถึงความอัปยศอดสูและเลือดเนื้อที่หลั่งรินของคนในตระกูล "แต่จงจำไว้ เมืองหลวงแห่งนี้ไม่ใช่แดนรกร้างชายแดนที่เจ้าจะชักกระบี่ออกมาร1ระรานผู้ใดก็ได้ ขุนนางตระกูลสือและแม่ทัพอู่ต่างก็รอคอยการกลับมาของธิดาตกอับเช่นเจ้าด้วยความกระหาย" "กระหายหรือ?" หลี่จินเยว่แค่นยิ้มหยัน มุมปากหยักลึกขึ้นเป็นเส้นตรงที่งดงามแต่ชวนให้รู้สึกหนสันหลังวาบ "พวกมันคงกระหายที่จะดื่มเลือดข้าเสียมากกว่า... น่าเสียดายที่กระบี่เงาโลหิตของข้าในยามนี้ หิวกระหายยิ่งกว่าพวกมันหลายร้อยเท่า" สิ้นเสียงแผ่วเบา รัศมีลมปราณสีโลหิตจางๆ ก็แผ่พุ่งออกมาจากปลายนิ้วของนางจนแก้วสุราหยกในมือแตกร้าวเป็นรอยละเอียดโดยไม่ต้องสัมผัสแรง บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันเข้าปกคลุมจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจเต้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงชุดหนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก* สามครั้งถ้วน หนักแน่น และไร้ซุ่มเสียงเกรงใจ จ้าวอี้หลันขมวดคิ้วมุ่นทันที ในขณะที่หลี่จินเยว่หรี่ตาลงเล็กน้อย สัญชาตญาณนักฆ่าบอกให้นางรับรู้ได้ทันทีว่า ผู้ที่มาเยือนยามวิกาลนี้ หาใช่บ่าวรับใช้หรือผู้คุ้มกันธรรมดา แต่เป็น... ยอดฝีมือที่ซ่อนลมปราณสังหารไว้อย่างแนบเนียนที่สุด ประตูห้องถูกผลักเปิดออกอย่างช้าๆ โดยไม่รอรับอนุญาต เงาร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา กลิ่นอายความตายและกลิ่นอายอับชื้นของคุกใต้ดินโชยคละคลุ้งมากับสายลมราตรี ใต้เงาหมวกสานปีกกว้างที่ปิดบังใบหน้าครึ่งบนไว้ ปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปากของแขกยามวิกาลผู้นั้น พร้อมกับเสียงแหบพร่าที่เอמהเอื้อนเอ่ยออกมา ทำเอาลมหายใจขององค์ชายรองถึงกับสะดุดกักค้าง "คุณหนูหลี่... เกรงว่าท่านจะจำผิดคนแล้ว กระบี่เงาโลหิตเล่มนั้น... แท้จริงแล้วควรเป็นของข้าต่างหากเล่า" มือหนาหยาบกร้านดึงหมวกปีกกว้างออก เผยให้เห็นใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นลากยาวจากขมับซ้ายพาดผ่านดวงตาที่บอดสนิทข้างหนึ่ง—นั่นคือ "อู่เทียนหลง" บุตรชายคนโตของแม่ทัพผู้กวาดล้างตระกูลหลี่เมื่อห้าปีก่อน! ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในเส้นทางแห่งการล้างแค้นและกลอุบายอันล้ำลึกนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ *ต้นไม้ริมระเบียง*
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาคมดาบสลักบัลลังก์โลหิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%