“ถ้ามึงยังทำตัวเป็นมือกีตาร์ที่เล่นแต่โซโล่ แต่ไม่สนจังหวะของเบสที่คอยคุมหลังให้ มึงก็เตรียมตัวหลุดออกจากวงนี้ได้เลยว่ะ โซ่”
เสียงไม้กลองกระทบขอบสแนร์ดัง ‘แกร๊ก’ เบาๆ ก่อนที่กัปตันจะวางมันลงบนตักด้วยท่าทีจริงจัง ต่างจากมาดมือกลองสายฮาที่โซ่คุ้นเคยโดยสิ้นเชิง
ผม—ธันวา หรือที่ใครๆ เรียกกันว่า ‘โซ่’—ชะงักมือที่กำลังปรับสายกีตาร์ไฟฟ้าตัวเก่ง เสียงแอมป์ที่ครางหึ่งๆ อยู่ในห้องซ้อมเงียบสนิทลงทันที มีเพียงเสียงพัดลมระบายอากาศที่หมุนวนชวนให้น่าหงุดหงิดอยู่ในหู ผมเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทที่นั่งไขว่ห้างพิงกำแพงห้องซ้อม
“มึงพูดเรื่องอะไรของมึงวะ กัปตัน” ผมถาม พยายามกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์
“อย่ามาทำเป็นไขสือ” กัปตันถอนหายใจยาว สายตาคมกริบของเขามองทะลุเข้ามาในแววตาผม “เรื่องเมโลดี้… มึงรู้ดีว่ากำแพงที่เขาสร้างไว้มันสูงแค่ไหน และถ้ามึงยังปล่อยให้ ‘คนเก่า’ ของมึงเดินเข้ามาป้วนเปี้ยนในวงโคจรของเขาแบบนี้ ไม่ใช่แค่เขาที่จะเจ็บ แต่โซ่… มึงนั่นแหละที่จะเสียเขาไปจริงๆ”
ประโยคนั้นเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนความรู้สึก ผมนิ่งไปครู่ใหญ่ นึกถึงเหตุการณ์เมื่อช่วงเย็นที่รินรดาเดินเข้ามาทักผมกลางคณะ ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีเมโลดี้รวมอยู่ด้วย
“รินเขาก็แค่… กลับมาทักทายตามประสาคนรู้จัก” ผมพึมพำ แก้ตัวเสียงเบา
“ทักทายเหรอ?” กัปตันหัวเราะหึในลำคอ “สายตาของรินรดาไม่เคยรู้จักคำว่าทักทายหรอกครับเพื่อน มันคือการประกาศอาณาเขต และถ้ามึงยังมัวแต่ลังเล ไม่กล้าเลือก ไม่กล้าชัดเจน เมโลดี้คนนั้นแหละที่จะถอยกลับเข้าไปอยู่ในกะลาใบเดิมของเขา แล้วมึงก็จะไม่มีทางงัดเขาออกมาได้อีกตลอดชีวิต”
คำพูดของกัปตันเหมือนเสียงเบสที่แน่นหนัก กระแทกเข้าที่หน้าอกผมจนชาหนึบ เมโลดี้ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะมาเรียกร้องอะไรจากใคร เธอเงียบ เธอเก็บความรู้สึก และเธอมักจะเลือกที่จะหายไปเงียบๆ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่เป็นใจ
ผมจำสายตาของเธอในตอนนั้นได้ แววตาที่ว่างเปล่าราวกับน้ำทะเลที่ไร้ระลอกคลื่น มันเจ็บปวดยิ่งกว่าการที่เธอต่อว่าผมตรงๆ เสียอีก
“กูไม่ได้อยากให้เขาเจ็บ” ผมพูดพลางกำปิ๊กในมือแน่นจนนิ้วซีด
“ถ้าไม่อยากให้เจ็บ ก็ต้องเลิกเป็นคนดีกับทุกคน!” กัปตันขยับตัวลุกขึ้นยืน ตบไหล่ผมแรงๆ สองที “ดนตรีมันต้องมีจุดพักและจังหวะของมัน ความรักก็เหมือนกัน ถ้ามึงมัวแต่ประคองจังหวะให้คนอื่นจนพลาดจังหวะของตัวเอง มึงก็เป็นแค่นักดนตรีฝีมือดีที่ไม่มีเพลงของตัวเองหรอกนะ ไปเถอะ… ตามไปหาเขา ก่อนที่จังหวะชีวิตของพวกมึงจะเพี้ยนไปมากกว่านี้”
ผมทิ้งกีตาร์ลงบนขาตั้งอย่างไม่ใยดี คว้าแจ็คเก็ตหนังคู่ใจแล้วก้าวออกจากห้องซ้อมทันที กัปตันไม่ได้ตามมา เขาแค่ทิ้งประโยคสุดท้ายให้ผมคิดตาม “จำไว้โซ่ ของดีๆ ในโลกนี้มีไม่เยอะ ถ้ามึงไม่คว้าไว้ ก็อย่ามานั่งร้องไห้ตอนมันกลายเป็นแค่โน้ตเพลงที่เล่นจบไปแล้ว”
ผมวิ่งออกมาที่ลานจอดรถของคณะมนุษยศาสตร์ อากาศยามค่ำคืนเริ่มเย็นจัด ลมพัดผ่านหน้าจนรู้สึกได้ถึงความสับสนในใจ ผมเห็นแผ่นหลังของใครบางคนกำลังเดินก้มหน้าอยู่ตรงทางเดินใต้ต้นจามจุรี
“เมโลดี้!” ผมตะโกนเรียก เสียงนั้นดังสะท้อนไปตามทางเดินเงียบๆ
หญิงสาวร่างบางหยุดชะงัก เธอค่อยๆ หันกลับมา แสงไฟสลัวจากเสาไฟข้างทางตกกระทบใบหน้าเรียบเฉยที่ดูหม่นหมองกว่าทุกวันที่เคยเห็น เธอไม่ได้ยิ้ม และไม่มีวี่แววของความประหลาดใจ
“โซ่... มีอะไรหรือเปล่าคะ” น้ำเสียงเธอราบเรียบจนน่าใจหาย
ผมก้าวเข้าไปใกล้ ระยะห่างที่เคยมีเริ่มลดน้อยลง แต่เหมือนมีเส้นกั้นบางๆ ที่ผมยังไม่กล้าข้ามไป ผมอยากจะอธิบายเรื่องรินรดา อยากจะบอกว่าผมไม่ได้คิดอะไร แต่เมื่อสบตาเธอ ผมกลับพบแต่ความว่างเปล่าที่เธอใช้ปกป้องหัวใจตัวเอง
“คือว่าเรื่องเมื่อเย็น... ผม...”
“ถ้าจะมาพูดเรื่องรินรดา ไม่ต้องพูดหรอกค่ะ” เธอตัดบทอย่างสุภาพ แต่เฉียบขาด “มันไม่ใช่เรื่องของมินตรา และเราก็ไม่ได้มีสถานะที่ต้องรับรู้เรื่องส่วนตัวของกันและกันขนาดนั้น”
คำว่า ‘มินตรา’ ที่เธอใช้แทนชื่อตัวเอง ทำให้ผมชะงักไป ความรู้สึกเหมือนถูกผลักให้ถอยหลังออกมาหลายก้าว เธอไม่เคยเรียกชื่อเล่นตัวเองกับผมแบบนี้
“ทำไมต้องห่างเหินกันขนาดนี้ล่ะครับ” ผมถาม น้ำเสียงเริ่มสั่นด้วยความอึดอัด “มินตรา... ที่ผ่านมาเราไม่ได้เป็นแค่คนรู้จักกันไม่ใช่เหรอ?”
เธอไม่ตอบ เธอเพียงแค่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปมองความมืดเบื้องหน้า แต่จู่ๆ ก็มีรถหรูสีดำคันหนึ่งขับเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทข้างๆ เราทั้งคู่ กระจกฝั่งคนนั่งเลื่อนลงเผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยดี… ใบหน้าที่ทำให้บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดทันที
รินรดา... เธอส่งยิ้มให้ผมอย่างมีเลศนัย ก่อนจะปรายตามองเมโลดี้ด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
“โซ่... ขอบคุณนะที่เมื่อกี้ลืมโทรศัพท์ไว้ที่โต๊ะคอฟฟี่ช็อป ฉันเลยเอามาคืนให้... อ้อ! แล้วก็เรื่องคอนเสิร์ตที่คุยกันไว้ ตกลงว่าคืนนี้เราไปซ้อมกันที่ห้องฉันเลยดีไหม?”
เมโลดี้หันกลับมามองผมทันที แววตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่มากกว่าเดิม เธอไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ก้มหัวให้เราทั้งคู่ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกไปในความมืดโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่นิดเดียว ผมยืนแข็งทื่อราวกับถูกสาป ในขณะที่รินรดายังคงนั่งยิ้มบางๆ อยู่หลังพวงมาลัย ราวกับจงใจสร้างรอยร้าวให้กว้างขึ้นจนไม่มีทางสมานได้อีกต่อไป
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางและสัมผัสจังหวะรักไปพร้อมกับผมในตอนนี้นะครับ คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
ท่วงทำนองจังหวะรัก: บันทึกเสียงหัวใจยัยมือเบส•ตอนที่ 15
คำพูดจากใจเพื่อน
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่วงทำนองจังหวะรัก: บันทึกเสียงหัวใจยัยมือเบส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!