โลหิตบนคมกระบี่ไม่ได้อุ่นร้อนอย่างที่มนุษย์ทั่วไปเข้าใจ ตรงกันข้าม... มันเยือกเย็นจนจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีชาด
หลิวเหยียนกวาดสายตามองซากศพของเหล่ามือสังหารจากสำนักเหมันต์นิรันดร์ที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่เบื้องล่าง ร่างกายของพวกมันถูกไอปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ตัดผ่านขั้วหัวใจโดยไร้ซึ่งบาดแผลภายนอก ทว่าความตายกลับมาเยือนอย่างฉับพลันดุจสายฟ้าฟาด เขายกมือขึ้นปาดคราบเลือดที่กระเด็นโดนข้างแก้มอย่างไม่ยี่หระ ลมหายใจของเขายังคงสม่ำเสมอ แม้เบื้องหน้าจะเป็นบันไดหินเก้าพันขั้นที่ทอดยาวขึ้นสู่จุดสูงสุดของยอดเขาเหมันต์—สถานที่ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นสุสานแห่งวิญญาณผู้กล้า
"เจตంటากระบี่ของเจ้า... ต่ำทรามและไร้ซึ่งแก่นสารยิ่งนัก"
สุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องบน เป็นเสียงที่ใสราวกังวานน้ำค้างบนยอดสน แต่กลับหน็บหนาวจนกระดูกสันหลังของผู้ฟังต้องเยือกสะท้าน มันไม่ใช่เสียงตะโกน ทว่ากลับลอยละลิ่วฝ่าพายุหิมะโหมกระหน่ำลงมาประทับตรงแก้วหูได้อย่างชัดเจนราวกับผู้พูดกระซิบอยู่ข้างใบหู
หลิวเหยียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีหรี่ลงเล็กน้อย ที่เบื้องบนสุดสายตา ท่ามกลางม่านหมอกสีขาวโพลนและเกล็ดน้ำแข็งที่โปรยปรายราวกับห่าฝน ร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนชะง่อนผาน้ำแข็งอันสูงชัน นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนประกายระยิบระยับ เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวไปตามแรงลม แผ่นหลังนั้นตั้งตรงดุจสนทระนง แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน แต่รัศมีกดดันระดับ "ขอบเขตผสานวิญญาณขั้นสมบูรณ์" ที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง ก็มากพอที่จะทำให้กระบี่ในฝักของหลิวเหยียนสั่นสะเทือนครางฮือราวกับหวาดกลัว
มู่หรงเซวียน... เจ้าสำนักเหมันต์นิรันดร์ ผู้ถือครองวิชาธารน้ำแข็งพิฆาตอันเลื่องชื่อสะท้านยุทธภพ
"ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อสนทนาเรื่องแก่นสารกับท่าน, เจ้าสำนักมู่หรง" หลิวเหยียนเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อยแต่ทุ้มลึกและเต็มไปด้วยความทะนงตน เขาก้าวเท้าเหยียบลงบนพื้นหิมะ เสียงดังกรอบแกรบสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา "สิบปีก่อน หนี้เลือดที่ตระกูลหลิวของข้าต้องแบกรับ... ถึงเวลาต้องชำระสะง้างแล้ว"
สิ้นคำพูด ร่างของหลิวเหยียนก็หายวับไปจากจุดเดิม ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกใต้ฝ่าเท้าจนหิมะรัศมีสิบจัตุรัสแตกกระจายกลายเป็นละอองฝุ่น ความเร็วของเขาในยามนี้รวดเร็วยิ่งกว่าอสนีย์บาต ทะยานขึ้นสู่ยอดเขาดุจมังกรทะยานฟ้า ทว่าเบื้องบน มู่หรงเซวียนมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงปรายตามองลงมาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ระลอกคลื่น ราวกับมองมดปลวกที่กำลังดิ้นรน
"รนหาที่ตาย"
มู่หรงเซวียนยกปลายนิ้วเรียวยาวขึ้นวาดกลางอากาศเบาๆ หนึ่งครา ทันใดนั้น มวลอากาศรอบกายหลิวเหยียนก็พลันเย็นยะเยือกจนถึงขีดสุด หยาดน้ำค้างและละอองหิมะรอบตัวแปรสภาพเป็นเข็มน้ำแข็งนับหมื่นเล่ม พุ่งเข้าใส่เขาจากทุกทิศทุกทางด้วยความเร็วและอานุภาพที่สามารถเจาะทะลวงแผ่นเหล็กกล้าได้ในพริบตา
*ฉับ! ฉับ! ฉับ!*
หลิวเหยียนไม่หลบเลี่ยง เขาสะบัดข้อมือวาบ กระบี่ในฝักชักออกเพียงครึ่งนิ้ว ประกายแสงสีเงินยวงวาดผ่านความมืดมิดของพายุหิมะ เกิดเป็นวงแหวนปราณกระบี่ปกป้องร่าง เข็มน้ำแข็งนับหมื่นที่พุ่งเข้ามาปะทะกับวงแหวนปราณต่างแตกละเอียดเป็นผุยผง ทว่าแรงกระแทกมหาศาลก็ทำให้ฝ่าเท้าของเขาต้องไถลถอยหลังไปบนพื้นหิมะลึกถึงสามชั่ง ปราณเย็นเยียบสายหนึ่งเล็ดลอดผ่านเกราะปราณเข้าสู่เส้นชีพจร ส่งผลให้เลือดลมในกายของหลิวเหยียนปั่นป่วนจนต้องกระثอคโลหิตคำโตออกมา
นี่คือพลังของเซวียน... ผู้บรรลุวิถีเหมันต์จนจิตใจและร่างกายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอันไร้ความปรานี
"มีฝีมือเพียงเท่านี้ กล้าดียังไงถึงบุกรุกแดนชำระบาตรarเหมันต์" มู่หรงเซวียนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของนางเย็นชาจนแทบจะแช่แข็งวิญญาณของผู้ฟัง นางก้าวเท้าเดินลงมาจากชะง่อนผาน้ำแข็งทีละก้าว ราวกับนางกำลังเดินอยู่บนขั้นบันไดอากาศที่มองไม่เห็น ทุกก้าวที่นางย่างผ่าน ดอกบัวน้ำแข็งสีฟ้าใสเบ่งบานและร่วงหล่นสลายกลายเป็นไอเย็นปกคลุมไปทั่วบริเวณ "เจ้ามีความแค้นกับตระกูลมู่หรงของข้า... แต่วิญญาณนับพันที่ตายใต้กระบี่ของเจ้าเล่า? พวกเขาไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับความขัดแย้งเมื่อสิบปีก่อน เหตุใดจึงต้องสังหารอย่างไร้ความปรานี"
"ไร้ความปรานี?" หลิวเหยียนหัวเราะเยาะหยัน ดวงตาแดงก่ำด้วยเพลิงแค้นที่ถูกจุดชนวนขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองนางอย่างไม่เกรงกลัว "ในวันที่ตระกูลหลิวของข้าถูกเผาทำลายจนราบคาบ เด็กทารกและคนชรานับร้อยชีวิตคุกเข่าร้องขอความเมตตาจากสำนักเหมันต์นิรันดร์ของพวกท่าน... มีใครสักคนมอบความปรานีให้พวกเขาบ้างหรือไม่!"
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมพายุหิมะที่พัดหวีดหวิวราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณเร่ร่อน มู่หรงเซวียนชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย แววตาคู่คมที่เคยราบเรียบดุจน้ำในบึงลึก ไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที ราวกับความทรงจำอันดำมืดบางอย่างถูกสะกิดขึ้นมา
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ความตึงเครียดกำลังมาถึงจุดแตกหัก หลิวเหยียนกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างในกระแสลมปราณรอบตัว
ไม่ใช่แค่เขากับนาง... บนยอดเขานี้ ยังมีบุคคลที่สาม ซ่อนเร้นตัวตนอยู่ภายใต้เงาของม่านหมอกน้ำแข็ง และเป้าหมายของมันไม่ใช่การหยุดการต่อสู้... แต่มันกำลังรอจังหวะที่จะเด็ดหัวพวกเขาทั้งสองคนพร้อมกันในคราเดียว!
"ระวัง!" หลิวเหยียนคำรามลั่น พร้อมๆ กับที่เงาดำสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วเหนือจินตนาการ มุ่งตรงเข้าแทงทะลุแผ่นหลังของมู่หรงเซวียนที่กำลังยืนหันหลังให้ ทว่าในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง หลิวเหยียนกลับพุ่งทะยานเข้าไปขวางระหว่างกลาง สะบัดกระบี่ไร้ลักษณ์ออกเต็มกำลังเพื่อรับคมดาบปริศนาแทนที่จะปล่อยให้นางเซวียนต้องรับเคราะห์—และในวินาทีที่คมกระบี่ของเขาปะทะเข้ากับรังสีอำมหิตนั้น จิตมารในตัวของหลิวเหยียนก็เกิดการหลุดพ้นจากการควบคุม ขอบเขตพลังของเขาพุ่งทะยานทะลวงผ่านคอขวดอย่างไร้เหตุผล ท่ามกลางเสียงคำรามกึกก้องของสายฟ้าสีครามที่ผ่าลงมาจากฟากฟ้าไร้เมฆหมอกเพื่อประกาศการจุติของปีศาจตนใหม่!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าพายุหิมะและคมกระบี่นี้ไปด้วยกันนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 1
รอยร้าวบนยอดเขาหิมะ
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!