โลหิตในกายของเยี่ยเฟิงเดือดพล่านดุจลาวาใต้พื้นพิภพ ทว่ายามนี้เบื้องหน้าเขากลับมีเพียงความเงียบงันอันบาดลึกราวกับคมดาบน้ำแข็งที่เสียดแทงเข้าสู่กระดูกดำ
มู่หานเยว่ไม่ขยับเขยื้อ, ร่างระหงของนางพญาเซียนแห่งยอดเขาเหมันต์ประทับนั่งอยู่บนแท่นศิลาจันทรา อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนประกายแสงเรืองรองของค่ายกลดารา ทว่าแววตาคู่คมกลับหมองหม่นลงอย่างหาได้ยากยิ่ง คล้ายเบื้องหลังความเยือกเย็นสง่างามนั้นกำลังแบกรับมหาภาระแห่งกาลเวลาที่ถูกแช่แข็งเอาไว้
"เจ้าคิดว่าข้าช่วยเหลือเจ้าเพราะความเวทนาเช่นนั้นหรือ... เยี่ยเฟิง?"
น้ำเสียงของนางราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก ไร้ระลอกคลื่น ทว่าทุกคำกลับสั่นสะเทือนห้วงวิญญาณของผู้ฟังอย่างรุนแรง
เยี่ยเฟิงแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาดำขลับทอประกายเย่อหยิ่งทระนงตามนิสัยของตนเอง เขาไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว ร่างกายยังคงแผ่ซ่านจิตสังหารและรังสีวิชากระบี่ไร้ลักษณ์ที่พร้อมแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า "ต่อให้ไม่ใช่ความเวทนา... แต่มันก็คงมีประโยชน์บางอย่างที่นางเซียนผู้สูงส่งเช่นท่านต้องการจากคนใกล้ตายเช่นข้า ทว่า... หากมันคือเกมการเมืองบนวิถีเซียน ข้าบอกไว้ก่อนว่าข้า—เยี่ยเฟิง ไม่ใช่หมากในกระดานของใครทั้งสิ้น!"
คำพูดนั้นคมกริบยิ่งกว่ากระบี่ในมือ บาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของหญิงสาว
มู่หานเยว่หลับตาลงช้าๆ ลมหายใจของนางสะดุดไปวูบหนึ่ง ก่อนที่มุมปากอิ่มจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มขื่นขมที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มนั้นงดงามราวดอกเหมันต์แรกแย้มกลางพายุหิมะ แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวรานที่สั่งสมมานับร้อยปี
"หมากกระดานงั้นหรือ? เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ หรือเยี่ยเฟิง..."
นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายในดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีพิษสง ทว่ากลับฉาบด้วยร่องรอยของอดีตอันดำมืดที่ถูกฝังกลบ
"ในอดีต... ข้าก็เคยเป็นเช่นเจ้า ทะนงตนในวิถีกระบี่ คิดว่ากระบี่ในมือสามารถตัดผ่านได้ทุกอุปสรรคและลิขิตฟ้าดินได้ด้วยตัวคนเดียว" มู่หานเยว่ผุดลุกขึ้นยืน ชายอาภรณ์โบกสะบัดตามแรงลมปราณที่แปรปรวน "ข้ามีสหายรัก มีอาจารย์ที่เคารพ และมีคนผู้หนึ่ง... ผู้ซึ่งข้าเคยยอมมอบทั้งดวงจิตและวิถีกระบี่ให้หมดสิ้น"
เยี่ยเฟิงขมวดคิ้วแน่น รังสีวิชากระบี่ในกายผ่อนคลายลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เมื่อสัมผัสได้ถึงความรวดร้าวที่แผ่ออกมาจากร่างของนาง
"แต่ความจริงกลับตบหน้าข้าอย่างโหดร้ายที่สุดในคืนที่พายุหิมะโหมกระหน่ำ..." น้ำเสียงของมู่หานเยว่เริ่มสั่นเครือเล็กน้อย ร่างบางสะท้านเฮือกราวกับภาพเหตุการณ์ในอดีตกำลังย้อนกลับมาทิ่มแทงซ้ำ "ในวินาทีที่ข้ากำลังจะทะลวงผ่านขอบเขตเซียนบรรพกาล คนที่ข้าไว้ใจที่สุด... คนที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมเป็นร่วมตายมานับร้อยปี กลับแปรเปลี่ยนเป็นคมกระบี่แทงทะลุหัวใจของข้าจากด้านหลัง!"
เพล้ง!
เสียงคล้ายกระจกแตกดังขึ้นในห้วงจิตสำนึกของเยี่ยเฟิง ภาพความทรงจำอันเลวร้ายในวันที่ตระกูลของเขาถูกล้างบางโดยมิตรสหายและพันธมิตรผู้ทรยศซ้อนทับเข้ามาในหัว ท1ันที หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวาบ ความเย่อหยิ่งทระนงทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งและเจ็บปวด
"พวกมันหักหลังข้า... เพราะต้องการเคล็ดวิชาบรรพกาลและแก่นแท้พลังเซียนของตระกูลมู่" มู่หานเยว่ก้าวเข้าไปใกล้เยี่ยเฟิงทีละน้อย กลิ่นอายความเย็นเยียบถูกแทนที่ด้วยความเปราะบางที่นางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็น "ข้าต้องใช้เวลานับร้อยปีในการฟื้นฟูร่างกายและวิญญาณที่แตกสลาย... และเหตุผลที่ข้าเลือกช่วยเจ้า เยี่ยเฟิง... ก็เพราะในแววตาของเจ้า ยามที่เจ้ามองมาที่โลกใบนี้ มันคือแววตาเดียวกันกับข้าในอดีต... แววตาของคนที่ไม่ยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรม แม้จะต้องยืนหยัดอยู่เพียงลำพังท่ามกลางศัตรูทั่วหล้าก็ตามที"
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่รอบกายอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมปราณที่หมุนวนเป็นเกลียวอยู่รอบค่ายกล
เยี่ยเฟิงมองสบตาหญิงสาว แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยอคติค่อยๆ อ่อนลง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและสายสัมพันธ์อันแปลกประหลาดที่เชื่อมโยงคนทั้งสองเข้าด้วยกันกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน เขากำกระบี่ในมือแน่นขึ้น ไม่ใช่เพื่อเตรียมสังหาร แต่เพื่อยับยั้งความสั่นไหวในหัวใจของตนเอง
"เจ้า... ไม่กลัวว่าข้าจะหักหลังเจ้าเช่นกันหรือ?" เยี่ยเฟิงเอמהถามเสียงแผ่วเบา เป็นครั้งแรกที่น้ำเสียงของจอมยุทธ์ผู้หยิ่งทะนงปราศจากความกระด้าง
มู่หานเยว่สบตาเขา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันงดงามล่มเมือง "หากเจ้าคิดจะหักหลังข้า... วิถีกระบี่ของเจ้าคงไม่ลังเลในยามที่ชักกระบี่ออกเช่นนี้หรอก... อีกอย่าง หากฟ้าดินจะลิขิตให้ข้าต้องถูกทรยศอีกครั้งด้วยน้ำมือของคนที่ข้าเลือกจะเชื่อใจ..."
นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเยี่ยเฟิงราวกับจะสลักภาพเขาไว้ในวิญญาณ
"...ข้าก็ยินยอมให้กระบี่ของเจ้าปลิดชีพข้าแต่โดยดี"
คำพูดนั้นดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเยี่ยเฟิงราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูหนาว เลือดในกายของเขาพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว หากแต่มันคือเพลิงอัคคีแห่งความภักดีและพันธะสัญญาทางวิญญาณที่หนักหน่วงยิ่งกว่าขุนเขา
ทว่า ในขณะที่ความเงียบงันอันลึกซึ้งกำลังโอบกอดคนทั้งสองไว้ ทันใดนั้นเอง...
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวจากเบื้องล่างยอดเขาเหมันต์ดังขึ้นสะเทือนเลื่อนลั่น แรงระเบิดรุนแรงจนค่ายกลดาราบนแท่นศิลาถึงกับสั่นสะท้อนอย่างรุนแรง แสงสีทองของอักขระเวท้ายยวนแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ!
มู่หานเยว่หน้าเปลี่ยนสีทันที สัมผัสพลังปราณอันคุ้นเคยและเปี่ยมด้วยจิตสังหารมหาศาลพุ่งทะยานขึ้นมาจากหุบเหวเบื้องล่างราวกับพญานาคราชคลั่ง
"พวกมัน... ตามมาเจอที่นี่ได้อย่างไร!" นางอุทานด้วยความตกใจ
เยี่ยเฟิงหันขวับไปมองยังขอบหน้าผา แววตากลับมาคมกริบดุจคมกระบี่ไร้ลักษณ์อีกครั้ง รอยยิ้มเย้ยหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างท้าทาย
"มาก็ดี... ข้ากำลังเบื่อหน่ายกับการรอคอยพอดี"
เขากำลังจะก้าวเท้าพุ่งออกไปเพื่อรับมือกับผู้มาเยือน ทว่าก่อนที่ปลายเท้าจะลอยขึ้นจากพื้น เงาร่างสีดำสนิทสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพวกเขาอย่างไร้ซุ่มเสียง ราวกับภูตผีที่หลุดออกมาจากขุมนรก
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบตัวแข็งตัวเป็นน้ำแข็ง และเมื่อเงาร่างนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นรอยแผลเป็นรูปอัคคีบนใบหน้า เยี่ยเฟิงก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ!
...นั่นคือศิษย์พี่ใหญ่ผู้ทรยศผู้สังหารบิดาของเขา! และที่สำคัญที่สุด... มันมาพร้อมกับธงโลหิตแห่งสำนักมารสวรรค์ที่ประกาศศักดาว่าพวกมันล่วงรู้ความลับทั้งหมดของยอดเขาเหมันต์แล้ว!
ชิงเสวี่ยเหมันต์ขอกราบขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันวิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้มาด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี•ตอนที่ 12
ความลับที่ซ่อนเร้น
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!