โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนพื้นหิมะขาวโพลน ดุจดังหมู่ดอกเหมันต์ที่เบ่งบานกลางฤดูหนาวอันเหน็บหนาว ทว่าความเย็นเยือกของยอดเขาเทียนซานในยามนี้ หาได้ระคายเคืองต่อจิตวิญญาณของผู้ที่ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าประตูค่ายกลสำนักกระบี่เมฆาคล้อยไม่
เยี่ยเฟิงปักกระบี่ลงกับพื้นน้ำแข็ง ร่างกายของเขาสะท้านเฮือกด้วยแรงสะท้อนจากปราณกระบี่ที่ตีกลับ ทว่าแววตาดำขลับคู่นั้นกลับสטุกสว่างยิ่งกว่าดาราในยสารติกา ความทะนงตนที่ค้ำจุนกระดูกสันหลังของเขายังคงตั้งตรง ไม่ยอมก้มหัวให้แก่ฟ้าดิน หรือแม้แต่เงาหัวของ "เจ้าสำนักเฟิงเทียน" ผู้ยืนมองลงมาจากบันไดหยกเก้าสิบเก้าขั้นด้วยสายตาดุจมองมดปลวก
"เด็กน้อย... เจ้ามีความกล้าหาญไม่น้อยที่กล้าเหยียบย่างขึ้นมาถึงยอดเขาเหมันต์แห่งนี้" เสียงของเฟิงเทียนก้องกังวานดุจเสียงอสุนีบาตคำราม สะท้อนก้องหุบเขาจนเกล็ดน้ำแข็งร่วงกราว "แต่ความกล้าหาญอย่างไร้รากฐาน ก็เป็นได้เพียงความโง่เขลาที่นำพาความตายมาสู่ตน บรรพบุรุษตระกูลเยี่ยของเจ้าถูกล้างบางเมื่อสิบปีก่อน ไฉนเจ้าจึงไม่ซ่อนตัวเป็นสุนัขจนตรอกไปตลอดชีวิตเล่า?"
คำพูดนั้นบาดลึกดุจคมกระบี่ที่กรีดลงบนรอยแผลเป็นในใจ เยี่ยเฟิงแค่นยิ้มหยัน มุมปากของเขามีคราบโลหิตซึมไหล ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับเปี่ยมด้วยจิตสังหารที่แผดเผาจนหิมะรอบกายระเหยกลายเป็นไอสีขาว
"สุนัขหรือ? เผ่าพันธุ์เยี่ยของข้าตายตกเพราะความโลภของพวกเจ้า... วันนี้ เยี่ยเฟิง ผู้นี้ กลับมาเพื่อทวงคืนทุกสิ่ง หนี้เลือดต้องชำระด้วยโลหิต!"
สิ้นคำพูด ร่างของเยี่ยเฟิงก็พุ่งทะยานขึ้นราวกับพญาอินทรีผ่าเมฆา เพลงกระบี่ไร้ลักษณ์ถูกแผ่ซ่านออกมา ไร้รูปร่าง ไร้ทิศทาง แต่อนุภาพกลับฉีกกระชากอากาศจนเกิดเสียงหวีดหิวแหลมสูง เฟิงเทียนหรี่ตาลงวูบ พลังปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ระเบิดออกรอบกาย กดทับร่างของเยี่ยเฟิงจนกระดูกลั่นกรอบ
ปัง!
คลื่นพลังกระแทกจนเยี่ยเฟิงกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว รอยเท้าลึกปรากฏบนพื้นหิมะ เลือดสดๆ พ่นออกจากปากของเขาอีกคําโต ทว่าดวงตาของเขากลับยิ่งเปล่งประกายความดุดัน เขารู้ดีว่าตนเองอยู่ในขอบเขตที่ต่ำกว่า แต่อำนาจแห่งความแค้นและเคล็ดวิชาไร้ลักษณ์ที่ฝึกฝนมานับพันวัน ทำให้เขายอมหักไม่ยอมงอ
ในขณะที่เฟิงเทียนกำลังจะยกฝ่ามือซัดกระบวนท่าเด็ดขาดเพื่อปลิดชีพมดปลวกตัวนี้ ประตูลึกล้ำของตำหนักเซียนเบื้องหลังก็พลันสั่นสะเทือน
สายลมหนาวเหน็บที่สงบนิ่งมาเนิ่นนานพลันแปรเปลี่ยนเป็นพายุหมุนเกล็ดน้ำแข็งสีครามเข้ม อุณหภูมิรอบบริเวณดิ่งฮวบลงจนถึงขีดสุดแม้แต่วิญญาณยังรู้สึกชาหนึบ ทุกสายตาหันไปมองยังบานประตูหยกขาวที่ค่อยๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า
ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากความมืดมิดของตำหนัก นางคือ "มู่หานเยว่" นางพญาเซียนแห่งยอดเขาเหมันต์ ผู้ครอบครองวิถีกระบี่น้ำค้างแข็งพันปี ร่างระหงสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเมฆาเหมันต์ เส้นผมสีดำสนิททิ้งตัวยาวคลอเคลียแผ่นหลัง ใบหน้างดงามล่มเมืองราวนางพญาแต่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดวงตาคู่คมดุจห้วงน้ำแข็งหมื่นปีคู่นั้นกวาดมองสถานการณ์โดยรอบ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของเยี่ยเฟิงที่คุกเข่าข้างหนึ่งอยู่บนพื้น
ไม่มีใครล่วงรู้ว่านางคิดสิ่งใด บรรยากาศรอบตัวนางกดดันจนเหล่าผู้อาวุโสของสำนักยังต้องก้มหน้าหลบสายตา
"คารวะท่านเซียนหานเยว่" เฟิงเทียนรีบประสานมือคำนับด้วยความยำเกรง "เด็กเหลือขอผู้นี้บังอาจบุกรุกสำนักกระบี่เมฆา ข้ากำลังจะจัดการชำระล้างความอัปยศนี้ เพื่อไม่ให้รบกวนการบำเพ็ญเพียรของท่าน..."
"เจ้าเสียงดังเกินไปแล้ว, เฟิงเทียน" น้ำเสียงของมู่หานเยว่ราบเรียบ เย็นชา และทรงอำนาจจนแทบหยุดการเต้นของหัวใจผู้ฟัง นางปรายตามองเยี่ยเฟิงแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องเบิกตาค้าง
"หนุ่มน้อยผู้นี้... ข้าขอรับไว้ดูแลชั่วคราว"
เยี่ยเฟิงเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง ประกายความระแวงและทิฐิฉายชัดในดวงตาของเขา เขาไม่ต้องการความเวทนาจากผู้ใด โดยเฉพาะจากเซียนผู้สูงส่งเบื้องหน้าผู้นี้ ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง มู่หานเยว่ก็สะบัดแขนเสื้อเบาๆ เคล็ดกระบี่น้ำค้างแข็งพุ่งเข้าโอบล้อมร่างของเยี่ยเฟิงไว้ ปลด
ปล่อยแรงกดดันทั้งหมดของเฟิงเทียนออกไปในพริบตา
ดวงตาทรงเสน่ห์แต่เย็นชาคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเยี่ยเฟิง ราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงปมในใจและความมุ่งมั่นทั้งหมดของเขา นางส่งกระแสจิตผ่านความเย็นเยือกเข้ามาในห้วงสมองของเขาโดยตรง
*“หากเจ้าอยากล้างแค้นตระกูลของตน... จงยอมจำนนต่อกระบี่ของข้า แล้วข้าจะมอบหนทางแห่งการทะลวงขอบเขตที่เหนือกว่าสวรรค์ให้แก่เจ้า”*
หัวใจของเยี่ยเฟิงกระตุกวูบ ทิฐิในใจปะทะเข้ากับความจริงอันโหดร้ายตรงหน้า เขากำกระบี่ในมือแน่นจนนิ้วมือขาวซีด ร่างกายสั่นเทาด้วยแรงอารมณ์ที่ตีรวน
ในขณะที่ความลังเลและทางเลือกอันพลิกผันกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย จู่ๆ ท้องฟ้าเหนือยอดเขาเหมันต์ก็แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม เมฆทัณฑ์สวรรค์ม้วนตัวคำรามลั่น เสียงอสนียบาตฟาดผ่าลงมาตรงหน้าตำหนักเซียน พร้อมกับเงาร่างลึกลับนับสิบที่ปรากฏขึ้นบนยอดผา บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุดเมื่อบุคคลที่สามซึ่งไม่มีใครคาดคิดก้าวเท้าเข้ามาพร้อมประกาศกร้าว...
"มู่หานเยว่! เจ้าคิดจะปกป้องทายาทสายเลือดกบฏสินะ เช่นนั้นวันนี้ ทั้งสำนักกระบี่เมฆาและเจ้า... ต้องดับสูญพร้อมกัน!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางสู่วิถีกระบี่อันหนาวเหน็บนี้ด้วยกันนะคะ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี•ตอนที่ 1
กระบี่เดียวดายกลางเหมันต์
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนนารี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!