“เจ้าคิดว่ากายหยาบที่อ่อนแอนี้ จะแบกรับคมดาบแห่งจักรพรรดิได้นานเพียงใดกัน หลี่มู่เฉิน?”
เสียงกระซิบที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งจากห้วงลึกแห่งจิตวิญญาณดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงจากภายนอก แต่เป็นเสียงที่สะท้อนจากเศษเสี้ยวความทรงจำที่หลงเหลืออยู่ของจักรพรรดิดาบในอดีต หลี่มู่เฉินในร่างศิษย์หนุ่มผู้ต่ำต้อยกัดฟันแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ความเจ็บปวดจากการถูกลมปราณที่ไม่อาจควบคุมได้ไหลเวียนย้อนกลับเข้าปะทะกับเส้นชีพจรไม่ได้ทำให้เขายอมสยบ แต่กลับจุดไฟแห่งความมุ่งมั่นให้โชติช่วงขึ้น
ท่ามกลางเรือนไม้ที่เงียบสงัดและกลิ่นหอมจางๆ ของกำยานไม้กฤษณา ร่างของชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิอยู่บนฟูกเก่าๆ เม็ดเหงื่อผุดพรายบนใบหน้าคมสัน หยดลงบนพื้นไม้เป็นจังหวะที่สอดประสานกับเสียงเต้นของหัวใจที่เริ่มหนักหน่วงขึ้นทุกขณะ
เขาไม่ได้กำลังบำเพ็ญเพียรแบบศิษย์สำนักทั่วไปที่มุ่งเน้นเพียงการไหลเวียนของพลัง แต่เขากำลัง ‘ต่อรอง’ กับลิขิตสวรรค์
*‘ข้าไม่สนว่าเจ้าจะอ่อนแอเพียงใด... แต่ตราบใดที่ข้ายังหายใจ จิตวิญญาณของจักรพรรดิดาบจะต้องหวนคืน’*
เขารวบรวมสมาธิที่เหลืออยู่ทั้งหมด จดจ่อไปที่จุดตันเถียนที่เคยแห้งเหือด บัดนี้มวลพลังงานบางอย่างที่เคยเร้นลับในกายเริ่มขยับเขยื้อน มันคือพลังปราณดั้งเดิมที่ถูกผนึกไว้ใต้ชั้นของความแค้นและความโศกเศร้า ทุกครั้งที่เขาดึงมันขึ้นมา เส้นชีพจรของเขาราวกับถูกใบมีดนับพันกรีดผ่าน ความเจ็บปวดนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่มันคือการชำระล้างตัวตนเก่าเพื่อสวมทับด้วยเกียรติยศที่หายไป
ในขณะที่หลี่มู่เฉินกำลังต่อสู้กับห้วงความคิด ประตูกระดาษที่ปิดสนิทก็เลื่อนออกช้าๆ อย่างไร้เสียง บุคคลที่ก้าวเข้ามามีรัศมีเย็นชาดุจน้ำแข็งปกคลุมรอบกาย กลิ่นอายความหนาวเย็นที่แผ่ออกมาทำให้เปลวเทียนในห้องเต้นเร่าก่อนจะดับลงจนมืดมิด
เซียนจื่อเวย ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าเขา ดวงตางดงามดุจหงส์คู่นั้นจับจ้องไปยังร่างของชายหนุ่มที่สั่นสะท้าน นางมิได้เอ่ยคำใด หากแต่รอยนิ้วมือที่เรียวงามราวกับหยกขาวค่อยๆ ประสานเข้าหากัน ก่อนจะส่งกระแสลมปราณที่บริสุทธิ์และแผ่วเบาเข้าโอบล้อมร่างของเขาไว้
“เจ้ากำลังทำสิ่งโง่เขลา... หากเจ้าทลายปราการนี้ด้วยวิธีนี้ ร่างกายของเจ้าจะแหลกสลายก่อนที่พลังจะถูกดึงออกมาได้เสียอีก” น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าซ่อนความห่วงใยที่เย็นชาไว้ภายใต้ท่าทีนั้น
หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาของเขามิใช่ดวงตาของเด็กหนุ่มผู้ขลาดเขลาอีกต่อไป ทว่ามันแฝงไว้ด้วยความลุ่มลึกและทระนงที่แม้แต่เซียนสาวผู้สูงส่งยังต้องชะงักงัน
“ความเจ็บปวดเป็นเพียงบททดสอบเล็กน้อยสำหรับการก้าวผ่านลิขิตฟ้า ท่านเซียนจื่อเวย... ข้ามิใช่คนเดิมที่ท่านเคยรู้จัก และข้าก็มิใช่ศิษย์ชั้นผู้น้อยที่ต้องรอคอยการสั่งสอนจากผู้ใด”
คำกล่าวของเขาทำให้นางเบิกตากว้าง ความเย็นชาในแววตาของนางสั่นคลอนไปชั่วขณะ ก่อนที่นางจะก้าวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นไอจางๆ จากกายของเขา “เจ้าเปลี่ยนไป... หรือนี่คือสิ่งที่เจ้าซ่อนไว้ภายใต้ความเงียบงันมาโดยตลอด?”
“ข้ามิได้ซ่อน... ข้าเพียงแต่กำลังรอเวลา”
หลี่มู่เฉินสะบัดมือเบาๆ ปราณที่สับสนในกายเริ่มไหลเวียนอย่างเป็นระเบียบตามการชี้นำของจิตวิญญาณจักรพรรดิ เสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะดังไปทั่วห้อง ผิวหนังของเขาดูมีน้ำมีนวลและแฝงด้วยรัศมีทองคำจางๆ ที่หาได้ยากยิ่งในยุทธภพชั้นนอก นี่คือผลของการดึงพลังปราณดั้งเดิมคืนมาได้เพียงเศษเสี้ยว แต่มันก็มากพอที่จะทำให้เขากลับมามีตัวตนในฐานะยอดฝีมืออีกครั้ง
เซียนจื่อเวยมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความตกตะลึง นางเป็นศิษย์เอกแห่งสำนักเมฆาคล้อย ย่อมรู้ดีว่าการดึงพลังที่สูญสิ้นไปกลับมานั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ตามกฎเกณฑ์ของวิทยายุทธ แต่ชายหนุ่มเบื้องหน้านี้กำลังทำในสิ่งที่ท้าทายสวรรค์
“เจ้าดึงพลังจากที่ใดมา...” นางเค้นถาม เสียงของนางเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย
“จากความแค้น... และจากคำสัตย์สาบานที่ข้าเคยให้ไว้แก่แผ่นดิน” หลี่มู่เฉินลุกขึ้นยืน ร่างกายที่เคยซูบผอมบัดนี้ดูเปี่ยมด้วยพลังอำนาจดุจพยัคฆ์ที่กำลังจะคำรามก้องยุทธภพ
ทว่าในจังหวะที่พลังของเขากำลังถึงจุดพีค กระแสลมปราณที่รุนแรงก็ปะทะเข้ากับปราการที่มองไม่เห็นภายในห้อง มันไม่ใช่การขัดขวางจากมนุษย์ แต่เป็นแรงกดดันจากฟากฟ้าที่รับรู้ได้ถึงการจุติของ ‘อะไรบางอย่าง’ ที่ไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่
ครืน!
เสียงฟ้าร้องคำรามสนั่นหวั่นไหวจากท้องฟ้าที่ไร้เมฆฝน ก้อนเมฆสีดำทมิฬก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหนือยอดเขาสำนักเมฆาคล้อย ราวกับว่าสวรรค์กำลังส่งคำเตือนถึงการฝ่าฝืนลิขิตครั้งยิ่งใหญ่
“ดูนั่น...” เซียนจื่อเวยชี้ไปทางหน้าต่างที่บัดนี้ถูกอาบด้วยแสงสีแดงฉานประหลาด
หลี่มู่เฉินเดินไปที่หน้าต่าง ดวงตาทอดมองขึ้นไปบนฟ้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน เขาไม่ได้หวาดกลัวต่อทัณฑ์สวรรค์ที่กำลังจะลงมา แต่เขากลับยิ้มออกมา—รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง
เพราะในขณะที่เขามองขึ้นไป เขาก็เห็นเงาร่างลึกลับร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่บนยอดเมฆ ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีเงินสลักอักขระเวทที่เขารู้จักดี... มันคืออักขระของสำนักลึกลับที่เคยทรยศเขาเมื่อครั้งอดีตชาติ!
ศัตรูที่เขาคิดว่าตายไปแล้วนับร้อยปี บัดนี้กำลังจับจ้องลงมาที่เขาด้วยแววตาแห่งการพิพากษา!
พยัคฆ์ขาวคำรามขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับตำนานบทนี้และรอติดตามตอนถัดไปครับ
วิถีดาบไร้ลักษณ์ สลักรอยจารึกทัณฑ์สวรรค์•ตอนที่ 2
จิตวิญญาณจักรพรรดิดาบ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีดาบไร้ลักษณ์ สลักรอยจารึกทัณฑ์สวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
