"เซ็นชื่อลงในใบตัดขาดเสีย หลี่มู่เฉิน... อย่าได้ทำให้ตระกูลหลี่ต้องแปดเปื้อนไปมากกว่านี้เลย"
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความรังเกียจดังขึ้นเหนือหัว แผ่นกระดาษสีเหลืองซีดที่มีตราประทับสีแดงฉานถูกปาลงบนใบหน้าของเด็กหนุ่มจนเกิดเสียงดัง 'เพียะ' เลือดกำเดาที่ไหลซึมจากบาดแผลบนหน้าผากหยดลงบนตัวอักษร 'ตัดขาด' จนกลายเป็นรอยด่างพร้อยที่ดูน่าสมเพช
หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้นช้าๆ
นัยน์ตาคู่นั้นไม่ได้มีความหวาดกลัวหรือความเวทนาตนเองอย่างที่ควรจะเป็น แต่มันกลับลึกล้ำดุจห้วงมหาสมุทรที่ผ่านกาลเวลามานับพันปี ในจิตใต้สำนึกของเขา ความทรงจำอันเกรียงไกรในฐานะ 'จักรพรรดิดาบ' ผู้สยบใต้หล้ากำลังหลอมรวมเข้ากับความเจ็บปวดรวดร้าวของเจ้าของร่างเดิมที่เพิ่งสิ้นใจไปเพราะความโทมนัส
เขาขยับกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกถึงเส้นลมปราณที่ตีบตันและร่างกายที่เปราะบางราวกับกิ่งไม้แห้งทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ได้ก้มเก็บใบตัดขาดนั้น แต่กลับเงยหน้าขึ้นสบตากับชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าหยิ่งยโสตรงหน้า—หลี่หยวน ผู้อาวุโสลำดับสามของตระกูล
"เจ้าจะทำอะไร? อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดจะขัดขืน?" หลี่หยวนแค่นยิ้ม มือขวาขยับไปแตะด้ามกระบี่ที่ข้างเอว พลังปราณสีหม่นแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศโดยรอบหนักอึ้ง
หลี่มู่เฉินไม่ได้ตอบทันที เขายกมือขึ้นเช็ดเลือดที่ข้างแก้มอย่างใจเย็น ท่วงท่านั้นสงบนิ่งราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิที่ไร้ศัตรู ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ทว่ากลับสั่นคลอนหัวใจคนฟัง
"ตระกูลหลี่... ตระกูลที่ไร้ตาขนานนามผู้มีพรสวรรค์ว่าเป็นสวะ เพียงเพราะความกลัวว่าแสงจะกลบรัศมีของบุตรหลานตัวเองเช่นนั้นหรือ?"
"เจ้า!" หลี่หยวนหน้าเปลี่ยนสี เงื้อมือขึ้นหมายจะตบสั่งสอน แต่ก่อนที่ฝ่ามือจะถึงตัว แรงกดดันที่มองไม่เห็นบางอย่างกลับพุ่งปะทะเข้าที่หน้าอกของเขาอย่างจัง จนร่างของผู้อาวุโสกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าวราวกับถูกค้อนยักษ์กระแทก
ความเงียบเข้าปกคลุมลานประลองที่พังทลาย ผู้คนรอบข้างที่เฝ้ามองต่างชะงักงัน
หลี่มู่เฉินก้าวเดินผ่านร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของหลี่หยวน สายตาของเขาจ้องมองไปยังประตูใหญ่ของตระกูลที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเคารพรัก บัดนี้มันไม่ต่างอะไรจากกรงขังของเหล่าหนอนแมลงที่หลงระเริงในอำนาจจอมปลอม
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาทว่าหนักแน่นดั่งเสียงน้ำแข็งแตกกระจายดังขึ้นจากเงามืดของเสาหิน หญิงสาวในชุดสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกแย้มปรากฏกายขึ้น ใบหน้าของนางงดงามไร้ที่ติทว่าเย็นชาจนน่าเกรงขาม นางคือ เซียนจื่อเวย แห่งสำนักเมฆาคล้อย ผู้ที่ได้ชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุวิถีเซียนในรอบร้อยปี
"เจ้าไม่ควรจากไปในสภาพนี้" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าในแววตาที่มองหลี่มู่เฉินกลับมีความสับสนวูบไหวที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
หลี่มู่เฉินหยุดเดิน เขาหันกลับมามองนาง แววตาของเขาเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที—จากความเย็นชาสู่ความโหยหาที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความหยิ่งทะนง "ศิษย์สวะผู้นี้ไม่มีที่ให้ยืนในตระกูลหลี่อีกต่อไป แม่นางจื่อเวย ท่านมาที่นี่เพื่อเยาะเย้ยข้า หรือเพื่อทวงคืนสัญญาหมั้นหมายที่บัดนี้กลายเป็นเพียงเศษกระดาษ?"
เซียนจื่อเวยกัดริมฝีปากแน่น นางก้าวเข้ามาใกล้จนเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเย็นเยือกจากกายของนาง "หากเจ้าก้าวออกจากประตูนี้ไป เจ้าจะไม่มีวันได้กลับมาอีก และข้า... ก็ไม่อาจปกป้องเจ้าจากเงื้อมมือของตระกูลหลี่ได้อีกต่อไป"
"ข้าไม่ต้องการการปกป้องจากใคร โดยเฉพาะจากผู้ที่อยู่ในสายธารแห่งโชคชะตาที่เน่าเฟะเช่นนี้" หลี่มู่เฉินกล่าวพลางเบือนหน้าหนี แต่ก่อนที่เขาจะก้าวพ้นธรณีประตู มือเรียวงามของนางกลับคว้าเข้าที่แขนของเขาไว้แรงจนสั่น
"ถ้าเจ้าไป... ข้าจะถือว่าเราสองคนสิ้นเยื่อขาดใยกันนับแต่นี้เป็นต้นไป!" นางตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงที่แทบจะหลุดจากความเย็นชาปกติ
หลี่มู่เฉินแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แฝงไปด้วยความร้าวรานและพลังอำนาจที่กำลังจะตื่นขึ้นในจิตวิญญาณ เขาไม่หันกลับไปมอง ทว่ากลับเอ่ยประโยคที่ทำให้ทั่วทั้งลานประลองต้องสั่นสะเทือน
"หากสวรรค์ไม่เปิดทางให้ข้าเดิน ข้าก็จะใช้กระบี่ในมือนี่แหละ... สลักรอยจารึกทัณฑ์สวรรค์ขึ้นใหม่ด้วยตัวของข้าเอง!"
ทันทีที่เขาก้าวพ้นประตูตระกูล ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสกลับมืดครึ้มลงฉับพลัน เมฆสีดำทะมึนก่อตัวเป็นรูปทรงมังกรคดเคี้ยวอยู่เหนือหัว สายฟ้าสีครามฟาดลงมาที่เบื้องหน้าเขาจนพื้นดินแยกออกเป็นเสี่ยงๆ
จากรอยแยกของผืนดินที่แตกออก แสงสีทองสว่างวาบพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกับเสียงกระบี่กัมปนาทที่สั่นไหวไปทั่วทั้งอาณาจักร ท่ามกลางควันฝุ่นที่ตลบอบอวล เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น... ไม่ใช่คน แต่เป็น 'กระบี่โบราณ' ที่มีรอยบากนับพันที่แผ่ไอสังหารรุนแรงจนแม้แต่เหล่าจอมยุทธ์ผู้ฝึกตนในตระกูลหลี่ยังต้องคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว
หลี่มู่เฉินเอื้อมมือออกไปจับด้ามกระบี่นั้น รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ในเมื่อโชคชะตาต้องการให้ข้าพินาศ... ข้าก็จะขอใช้เลือดของพวกเจ้าเป็นเครื่องสังเวยในการจุติใหม่ของจักรพรรดิดาบเสียที!"
พยัคฆ์ขาวคำรามขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับตำนานบทนี้ครับ
วิถีดาบไร้ลักษณ์ สลักรอยจารึกทัณฑ์สวรรค์•ตอนที่ 1
ศิษย์สวะผู้ถูกทอดทิ้ง
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีดาบไร้ลักษณ์ สลักรอยจารึกทัณฑ์สวรรค์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
