เงาอัสนีสยบมังกร คืนรังคิมหันต์•ตอนที่ 1

รุ่งอรุณแห่งกระบี่หัก

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
คราบโลหิตบนไม้กระดานแผ่นนั้นแห้งกรังจนกลายเป็นสีดำคล้ำ ทว่ากลิ่นคาวคละคลุ้งยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศราวกับวิญญาณของผู้ล่วงลับปฏิเสธที่จะจากจร โรงเตี๊ยม ‘มังกรหลับ’ ตั้งอยู่ ณ ชายแดนรกร้าง รอยต่อระหว่างดินแดนจงหยวนและทุ่งหญ้าอุดมบูรณ์ ที่นี่คือขุมนรกของคนจรและสรวงสวรรค์ของพวกเดรัจฉาน ลมหายใจของผู้คนล้วนแลกมาด้วยเศษเงินและคมดาบ ไม่มีใครใส่ใจว่าศพข้างทางจะเป็นใคร เพราะเมื่อตะวันลับฟ้า ร่างเหล่านั้นก็จะกลายเป็นอาหารอันโอชะของฝูงหมาป่า แต่ในยามนี้ เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งกำลังก้าวเข้ามา *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* ไม่ใช่เสียงเกือกม้า ไม่ใช่เสียงคำรามของนักโทษแหกคุก แต่มันคือเสียงรองเท้าผ้าเก่าๆ ที่ย่ำลงบนพื้นดินแห้งแล้ง จังหวะจะโคนมั่นคงราวกับเสียงเคาะระฆังวัดในยามวิกาล ทุกย่างก้าวแฝงไว้ด้วยน้ำหนักที่กดทับบรรยากาศรอบตัวให้ดิ่งลงอย่างประหลาด เหล่าอันธพาลและมือกระบี่รับจ้างที่กำลังร่ำสุราอยู่ภายในโรงเตี๊ยมต่างชะงักมือ ใบหน้าที่เคยเหี้ยมเกรียมค่อยๆ หันขวับไปมองยังบานประตูไม้ที่ผุพัง ร่างหนึ่งก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามา เขาเป็นบุรุษวัยกลางคน สวมเสื้อคลุมผ้าป่านสีเทาเก่าคร่ำคร่าจนแทบดูไม่ออกว่าเคยมีสีใดในอุดมคติ เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบไว้ลวกๆ ด้วยไม้ปิ่นเรียบง่าย ใบหน้าคมสันมีรอยแผลเป็นลากผ่านจากโหนกแก้มซ้ายยาวลงมาถึงคาง เพิ่มความดุดันให้กับรอยยิ้มมุมปากที่ดูราวกับเย้ยหยันฟ้าดิน ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้อยู่กับเขากลับไม่ใช่ใบหน้านั้น หากแต่เป็นสิ่งของที่สะพายอยู่บนแผ่นหลัง มันคือกระบี่เล่มหนึ่ง... เล่มที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าดิบเก่าๆ สีเหลืองมอมแมม และเนื้อเหล็กส่วนที่โผล่พ้นผ้าออกมาล้วนเต็มไปด้วยสนิมสีแดงฉานราวกับคราบเลือดกรัง "เถ้าแก่... สุราไหหนึ่ง กับเนื้อต้มครึ่งชั่ง" เสียงของเขาแหบพร่าแต่มังกรร่ำร้อง กังวานก้องสะท้อนไปทั่วห้องโถงที่เงียบสงัด เถ้าแก่โรงเตี๊ยมซึ่งหลบอยู่หลังเคาน์เตอร์ด้วยความหวาดผวา รีบพยักหน้ารัวๆ มือที่ถือผ้าขี้ริ้วสั่นเทาจนแทบทำหลุดมือ เฟยหลงกวาดตามองรอบห้องด้วยแววตาเรียบเฉย ราวกับไม่เห็นสายตานับสิบคู่ที่กำลังจ้องมองมาด้วยความโลภและกระหายเลือด สายตาของพวกมันมองเขาไม่ต่างอะไรจาก ‘ลูกไก่ในกำมือ’ หรือ ‘เหงียนเงินก้อนโต’ ที่เดินเข้ามาหาความตายถึงที่ "เฮ้ย... ไอ้แก่สวมหมวกฟางนั่น" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง โจรสลัดร่างยักษ์ผู้มีรอยแผลเป็นรูปตะขาบพาดผ่านลำคอ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างของมันหนาเตอะราวกับหอคอยเหล็ก ในมือถือขวานจันทร์เสี้ยวเล่มโตขึ้นพาดบ่า "ที่นี่ไม่ใช่สำนักคุณธรรมหน้าไหนจะมาเดินกร่างได้ง่ายๆ อยากกินสุรา... ต้องจ่ายด้วยค่าผ่านทางก่อน!" ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา ทุกคนรอคอยการนองเลือด เฟยหลงไม่แม้แต่จะชายตามอง เขาเพียงแค่ดึงเก้าอี้ไม้ตัวที่ใกล้ที่สุดออกมานั่งลง หยิบตะเกียบไม้คู่หนึ่งขึ้นมาเคาะเบาๆ บนขอบโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ "ข้าเดินทางมาไกล... และไม่อยากเห็นเลือดของคนไร้ค่าเลอะพื้นรองเท้าของข้า" น้ำเสียงของเฟยหลงราบเรียบ ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว ทว่ากลับเยือกเย็นเสียยิ่งกว่าลมหนาวจากยอดเขาเทียนซาน "ปากดีนักนะเจ้าสุนัขจรจัด!" โจรป่าร่างยักษ์คำรามลั่น มันพุ่งทะยานเข้ามาด้วยวิชาตัวเบา ‘ย่างก้าวพยัคฆ์ทะยาน’ ลมพายุหมุนวนรอบตัว ขวานจันทร์เสี้ยวในมือเงื้อขึ้นสูง หมายจะผ่าร่างของบุรุษผู้บังอาจท้าทายมันให้ขาดเป็นสองท่อนในคราเดียว รอยยิ้มของเฟยหลงยังคงประดับอยู่บนมุมปาก *เปรี้ยง!* เสี้ยววินาทีนั้น ไม่มีใครมองทันว่าเกิดอะไรขึ้น! อากาศภายในโรงเตี๊ยมบิดเบี้ยวเป็นคลื่น รัศมีสีขาวอมฟ้าสายหนึ่งแล่นผ่านความมืดราวกับอัสนีบาตฟาดลงกลางอก โจรป่าร่างยักษ์แข็งค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เส้นเลือดทั่วร่างปูดโปนขึ้นมาก่อนจะแตกออกพร้อมกันราวกับหิมะละลาย *ตูม!* ร่างมหึมาของโจรป่ากระแทกเข้ากับผนังไม้ด้านหลังอย่างแรงจนพังทลายเป็นเสี่ยงๆ มันไม่แม้แต่จะมีโอกาสได้กรีดร้อง ลมหายใจหลุดลอยออกจากร่างไปก่อนที่แผ่นหลังจะกระทบพื้นเสียอีก ความเงียบงันสนิทชนิดที่เรียกว่าเสียงเข็มตกพื้นยังได้ยิน แขกเหรื่อในโรงเตี๊ยมต่างหน้าซีดเผือก ถอยกรูดจนชิดกำแพงด้วยความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ ไม่มีใครกล้าหายใจแรง แม้แต่เหงื่อหยดเดียวก็ยังรู้สึกเหมือนดังสนั่นหวั่นไหว เฟยหลงยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายกจอกสุราที่เถ้าแก่รินให้อย่างสั่นเทาขึ้นจิบเบาๆ "สุราห่วยแตกสิ้นดี..." เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะวางจอกลง แล้วเอื้อมมือไปแตะที่ด้ามกระบี่ขึ้นสนิมบนหลัง ความทรงจำในอดีตหลั่งไหลย้อนกลับมาดั่งกระแสน้ำวน ภาพของเปลวเพลิงที่เผาผลาญสำนักกระบี่เทวะ ภาพของอาจารย์ผู้ล่วงลับ และ... ภาพของนางเซียนผู้เย็นชาคนนั้น ผู้ที่เคยยืนอยู่เคียงข้างเขาภายใต้เงาจันทร์ ทว่าตอนนี้... เส้นทางของพวกเขากลับถูกคั่นกลางด้วยห้วงเหวแห่งโชคชะตา *แอ๊ด...* เสียงเปิดประตูด้านนอกดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับสายลมเย็นเยือกที่พัดพาเกล็ดหิมะโปรยปรายเข้ามา ทั้งๆ ที่ขณะนี้เป็นฤดูคิมหันต์! ภายในความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านเข้ามาถึงกระดูกดำ มีร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ก้าวเข้ามา นางถือกระบี่ที่ปล่อยไอเย็นยะเยือกออกมาตลอดเวลา ใบหน้าเนียนนุ่มดั่งหยกขาวไร้ตำหนิ ทว่าแววตากลับว่างเปล่าและเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี นางกวาดสายตาคมกริบมองมาที่โต๊ะมุมห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของเฟยหลง หัวใจของเฟยหลงกระตุกวูบ "เจ้าตามมาทำไม... หลินเอ๋อร์" เขาเอ่ยเรียกชื่อนั้นเบาๆ น้ำเสียงเจือความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะบรรยาย ไป๋ลี่หลินไม่ตอบคำถาม นางเพียงแต่ชักกระบี่ออกจากฝักช้าๆ เสียง ‘ชิ้ง’ ดังกังวานบาดแก้วหู พร้อมกับอักษรเวทโบราณสีครามที่ลอยวนอยู่รอบกาย นางก้าวเข้ามาหาเขาทีละก้าว ทว่าในแววตากลับไม่ได้มีความแค้นเคือง... หากแต่มีหยาดน้ำตาที่เอ่อคลออยู่ริมขอบตาแต่วิบวับดั่งเพชร "เฟยหลง..." เสียงของนางไพเราะดั่งเสียงพิณสวรรค์ แต่กลับเย็นเยียบยิ่งกว่าความตาย "อาจารย์ส่งคนมาเก็บกวาดศิษย์ทรยศแล้ว... เจ้าคิดจะหนีไปถึงไหน?" เฟยหลงแย้มรอยยิ้มเศร้าสร้อย เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ปลดผ้าดิบสีเหลืองที่พันกระบี่ขึ้นสนิมออกช้าๆ แสงประกายสีทองอร่ามพวยพุ่งทะลุเพดานโรงเตี๊ยมพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกเมฆหมอกจนเกิดเสียงฟ้าร้องคำรามสนั่นหวั่นไหว ดั่งมังกรที่หลับใหลมานับพันปีได้ตื่นขึ้นจากการหลับใหล! ดวงตาทั้งสองข้างของเฟยหลงเปลี่ยนเป็นสีทองเจิดจ้า พลังปราณอัสนีหวนคืนระเบิดออกรอบกายจนพื้นดินสั่นสะเทือน แต่ก่อนที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด... ไป๋ลี่หลินกลับสะบัดกระบี่เยือกแข็ง พุ่งเข้าหาเขาด้วยความเร็วระดับสายฟ้าแลบ ปลายกระบี่จ่อตรงมาที่หัวใจของเขาโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทว่าสายตาของนางที่ส่งมาในเสี้ยววินาทีนั้น กลับเต็มไปด้วยคำพูดที่ไม่ได้เอ่ยปาก... *(โปรดติดตามตอนต่อไป)* --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับคมกระบี่เล่มนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอัสนีสยบมังกร คืนรังคิมหันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%