เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างสุภาพ แต่มันกลับทำให้บรรยากาศภายในห้องรับแขกของเรือนพักรับรองริมทะเลสาบตึงเครียดขึ้นมาทันตาเห็น ม่านไหมในชุดเดรสยาวผ้าลินินสีครีมเรียบง่าย ทว่าขับเน้นทรวดทรงระหงและท่าทีสง่างามดั่งพญาหงส์ ปลายตามองไปยังบานประตูไม้สักด้วยแววตาที่ว่างเปล่า เธอไม่ได้ตื่นตระหนก ไม่ได้หวาดกลัว และที่สำคัญที่สุด...เธอไม่ได้มีความรู้สึกยินดีต้อนรับหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
"คุณชายอัคคีและท่านประธานกับคุณหญิงผู้ใหญ่จากตระกูลอัครวรกุลมาถึงแล้วค่ะคุณม่าน" เสียงของแม่บ้านกระซิบรายงานด้วยความกังวลระคนเกรงใจ
ม่านไหมยกถ้วยชาเซรามิกสีขาวขึ้นจิบรสชาติขมฝาดอย่างใจเย็น นิ้วเรียวสวยวางถ้วยลงบนจานรองด้วยเสียงกังวานเบาๆ ที่บาดลึกเข้าไปในความเงียบ ก่อนที่ริมฝีปากอิ่มจะคลี่ยิ้มเยาะหยันออกมานิดๆ
"เชิญพวกเขาเข้ามาสิคะ... ในเมื่ออุุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงถิ่นของฉันได้"
ทันทีที่บานประตูเปิดออก ร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปของอัคคีก็ก้าวเข้ามาเป็นคนแรก ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของคนมองกระตุกวูบไม่ใช่ความเย่อหยิ่งจองหองแบบที่เคยเป็นมาตลอดหลายปีในฐานะสามี หากแต่เป็นความร่วงโรย ความสำนึกผิด และร่องรอยความเหนื่อยล้าที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าคมคายนั้น ด้านหลังของเขาคือบิดาและมารดาตระกูลอัครวรกุล บุคคลผู้ซึ่งเคยมองเธอเป็นเพียงอากาศธาตุและสะใภ้ไร้ค่าในวันที่เธอถือทะเบียนสมรสอยู่
ท่านประธานอาวุโสและคุณหญิงวรรณาชะงักฝีเท้าลงเมื่อสบเข้ากับดวงตากลมโตที่นิ่งสนิทไร้คลื่นอารมณ์ของม่านไหม หญิงสาวที่พวกเขาเคยจงใจเมินเฉยและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอย่างไร้ความปรานี ในวันนี้เธอยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าด้วยรัศมีของความมั่งคั่งและเข้มแข็ง ทอประกายระยิบระยับดั่งเพชรแท้ที่ผ่านการเจียระไนด้วยไฟแห่งความเจ็บปวด
"ม่านไหม... ลูก..." คุณหญิงวรรณาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า มือที่สวมแหวนเพชรเม็ดโตยกขึ้นกุมอกตัวเองโดยอัตโนมัติยามเมื่อเห็นความหมางเมินที่ฉายชัดในแววตาคู่นั้น
"กรุณาเรียกฉันว่าคุณลลิล หรือไม่ก็คุณม่านไหมตามมารยาททางสังคมด้วยค่ะคุณหญิง เราไม่ได้มีความเกี่ยวพันกันลึกซึ้งถึงขั้นจะมาเรียกขานกันด้วยคำสนิทสนมแบบนั้นอีกแล้วนะคะ" น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นชาดั่งน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยตัดรอนทันที ไม่มีรอยยิ้มประจบประแจง ไม่มีแม้กระทั่งความเคารพยำเกรงแบบที่อดีตสะใภ้เคยมีให้
อัคคีหลับตาลงช้าๆ เพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่แผดเผาอยู่ในอก หัวใจของเขาบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก ทุกคำพูดของเธอคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเก่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเขาก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะร้องโอดครวญ เพราะนี่คือสิ่งที่เขาเป็นคนก่อขึ้นมาเองกับมือ
"พ่อกับแม่แค่อยากมา... อยากมาเห็นหน้าหลาน" อัคคีกลืนก้อนสะอื้นลงคอ เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบาก ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งบัดนี้แดงก่ำด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้ "ม่านไหม... ได้โปรด ให้ท่านได้เจอหลานเถอะนะ"
ม่านไหมหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน แต่มันเต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาจนคนที่ได้ยินต้องหน้าร้อนผ่าว
"หลาน? ตอนที่เด็กคนนี้อยู่ในท้องฉัน ตอนที่คุณและครอบครัวพยายามผลักไสฉันให้ออกจากบ้านอย่างไร้เยื่อใย ตอนที่คุณเอาแต่ปกป้องผู้หญิงอีกคน... พวกคุณเคยจำได้ด้วยเหรอคะว่าสายเลือดตระกูลอัครวรกุลกำลังจะลืมตาดูโลก?" ดวงตากลมโตตวัดกลับมามองหน้าอดีตสามีอย่างเชือดเฉือน "วันที่ฉันเกือบแท้งลูกเพราะความใจร้ายของคุณ อัคคี... คุณอยู่ที่ไหน? วันที่ฉันต้องเซ็นใบหย่าทั้งน้ำตาโดยไม่มีใครเหลียวแล... พวกคุณอยู่ที่ไหนกันคะ!"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องรับแขกอีกครั้ง ทว่ามันหนักอึ้งเสียจนแทบหายใจไม่ออก คุณหญิงวรรณาโผเข้าซบไหล่สามีพร้อมกับปล่อยโฮออกมาด้วยความสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง ความละโมบและอคติในอดีตกำลังย้อนกลับมาลงทัณฑ์หัวใจของคนเป็นแม่และย่าอย่างสาสม
"แม่ขอโทษ... แม่มันตาบอดเอง ม่านไหม... แม่ขอโทษจริงๆ ลูก" เสียงสะอื้นไห้ของผู้เป็นแม่สามีไม่ได้ทำให้น้ำตาของม่านไหมร่วงหล่นลงมาเลยแม้แต่หยดเดียว หัวใจของเธอถูกเคลือบด้วยเกราะแก้วที่หนาเตอะจากการถูกทำร้ายซ้ำๆ จนด้านชาเกินกว่าจะใจอ่อนให้กับคำขอโทษที่มาช้าเกินไป
ก๊อกๆ!
เสียงเคาะประตูด้านในเชื่อมต่อกับห้องนอนเด็กดังขึ้นเบรกบรรยากาศมาคุ ก่อนที่ร่างเล็กจิ๋วในชุดเอี๊ยมยีนส์ขาสั้นกับเสื้อยืดสีขาวลายการ์ตูนจะวิ่งดุ๊กๆ เข้ามาในห้อง ดวงตากลมโตใสแป๋วถอดแบบมาจากอัคคีราวกระจกเงา แม้แต่ร่องรอยความดื้อรั้นที่มุมปากก็ยังเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน
"คุณแม่ครับ... น้องต้นกล้าได้ยินเสียงคนเสียงดัง... แย่จัง ใครมารังแกคุณแม่รึเปล่าครับ?"
เด็กชายวัยสี่ขวบเอียงคอถามด้วยความสงสัย ก่อนจะวิ่งเข้าไปซุกตัวเข้ากับอ้อมแขนเรียวของมารดาอย่างออดอั้น มือเล็กๆ ยกขึ้นกอดเอวบางไว้แน่นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของและปกป้องมารดา
อัคคีแทบหยุดหายใจ ดวงตาคมเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนตื่นandตะลึงยามเมื่อได้เห็นหน้าบุตรชายอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก ร่างสูงทรุดตัวลงคุกเข่าลงกับพื้นพรมโดยไม่สนศักดิ์ศรีความเป็นประธานบริษัทใหญ่ น้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักออกมาอย่างไม่อายใครเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่ถอดแบบมาจากตนเอง
"ต้... ต้นกล้า..." อัคคีครางชื่อลูกชายด้วยเสียงสั่นเครือ มือหนาสั่นเทาเอื้อมออกไปข้างหน้าหมายจะสัมผัสตัวเด็กน้อย แต่กลับต้องชะงักค้างกลางอากาศเมื่อม่านไหมขยับตัวบังร่างลูกชายไว้มิดชิด
"ถอยไปค่ะ" ม่านไหมเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเฉียบขาดจนอัคคีต้องสะดุ้ง "คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้องลูกชายของฉัน"
"ม่านไหม... ขอร้องล่ะ ขอให้ฉันได้กอดลูกสักครั้ง... แค่ครั้งเดียว..." อัคคีเวงวอนด้วยหัวใจที่แหลกสลาย เขาเงยหน้าขึ้นมองอดีตภรรยาด้วยความร้าวราน "ฉันรู้ว่าฉันเลว ฉันรู้ว่าฉันทำลายทุกอย่างพังคามือ แต่ได้โปรด... ให้โอกาสคนบาปคนนี้ได้ทำหน้าที่พ่อบ้างเถอะนะ"
เด็กชายต้นกล้าเงยหน้าขึ้นมองชายแปลกหน้าที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่เบื้องหน้าด้วยความงุนงง ก่อนจะหันไปกระซิบถามมารดาด้วยเสียงใสแจ๋วที่ดังพอจะให้ทุกคนได้ยิน
"คุณแม่ครับ... ทำไมคุณลุงคนนี้ถึงร้องไห้ล่ะครับ หน้าตาเขาก็ดูแปลกๆ เหมือนกระจกวิเศษในห้องนอนของต้นกล้าเลยนะคร้าบ... เหมือนพ่อรึเปล่าครับคุณแม่?"
คำพูดไร้เดียงสาของเด็กน้อยเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจของอัคคีและครอบครัว ม่านไหมเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยความกลัวว่าความลับที่เธอพยายามปกป้องมาตลอดสี่ปีจะหลุดลอย
ทว่าในวินาทีที่ความตึงเครียดกำลังพุ่งถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงเปิดประตูรั้วด้านนอกก็ดังแทรกเข้ามา พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มอีกคนในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำและผ้าขนหนูพาดบ่า ซึ่งเดินฮămฮัมเพลงเข้ามาอย่างไร้ความเกรงใจ
"ม่านไหม... ผ้าเช็ดตัวในห้องน้ำหมด... อ้าว? แขกเหรื่อใครกันเนี่ย ทำไมบรรยากาศมาคุจังวะ"
ภาณุวัฒน์ นักธุรกิจหนุ่มลูกครึ่งพันล้าน ทายาทโรงแรมชื่อดังระดับประเทศ และเป็นชายหนุ่มรูปงามที่คอยตามเทียวไล้เทียวขื่อดูแลสองแม่ลูกมาตลอดสองปีเต็ม เดินลอยชายเข้ามาหยิบขวดน้ำบนโต๊ะต่อหน้าต่อตาอัคคีที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น ก่อนจะยิ้มกวนๆ ให้กับแขกผู้มาเยือนทั้งสามด้วยแววตาท้าทาย
อัคคีผุดลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มผู้มาใหม่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
ติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้ด้วยความระทึกใจนะคะ ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ละอองดาวเดือนเก้า" เสมอมานะคะ
หย่าแล้วเชิญป้ายหน้า สามีเก่าอย่ามาทวงลูก•ตอนที่ 39
บททดสอบจากคุณตาคุณยาย
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าแล้วเชิญป้ายหน้า สามีเก่าอย่ามาทวงลูก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!