“ตระกูลเฉินส่งพวกท่านมา เพื่อดูว่าข้าตายหะน่ะหรือคะ ถึงได้กล้าเหยียบย่างเข้ามาในร้านเบเกอรี่ของข้าด้วยสีหน้าเปื้อนโคลนเช่นนี้”
น้ำเสียงใสกระจ่างแต่เย็นเฉียบดังขึ้นแทรกผ่านเสียงลมหายใจหอบเหนื่อยของสตรีชุดขาวเบื้องหน้า ภายในร้านอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของเนยสดแท้ผสมผสานกับกลิ่นอายกาแฟดริปคั่วบดใหม่ๆ ที่ยังคงลอยวนอยู่บนชั้นลอย ทว่าบรรยากาศรอบตัวหลินซีในยามนี้กลับกดดันจนแทบหยุดหายใจ ร่างระหงในชุดผ้ากันเปื้อนผ้าลินินสีครีมยืนกอดอกนิ่ง ดวงตากลมโตคมกริบกวาดมองผู้มาเยือนตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไร้ไมตรีจิต
เงาร่างในชุดคลุมสีขาวปักด้ายเงินรูปตราสัญลักษณ์ลับแห่งราชสำนักค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าซีดเซียวของ ‘คุณหนูรองเฉิน’ หรือเฉินเหมยหลิน ลูกพี่ลูกน้องสายรองผู้เคยเหยียบย่ำมารดาของเธอจนจมดิน นางสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บจากหมอกประหลาดด้านนอก แต่แววตาที่มองหลินซีกลับยังคงมีความโลภและความเย่อหยิ่งเจืออยู่ไม่จางหาย
“หลินซี… เจ้าช่างกล้านักนะ! กล้าดียังไงถึงตัดขาดจากตระกูล และยังบังอาจเปิดร้านค้าเถื่อนแข่งกับตระกูลเฉินในเขตชายแดนนี้!” เฉินเหมยหลินแผดเสียงแหลมสูง พยายามใช้บารมีของตราสัญลักษณ์ราชสำนักข่มขวัญ “หนี้สินที่มารดาของเจ้าเคยค้ำประกันไว้เมื่อห้าปีก่อน ถึงเวลาต้องชำระแล้ว! หากไม่มีเงินจ่าย ก็จงยกโฉนดที่ดินผืนนี้และเตาอบเวทมนตร์นั่นให้ตระกูลเราเสียโดยดี!”
เฟยหรงที่ยืนอยู่มุมเคาน์เตอร์ขยับตัวเล็กน้อย ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อคลุมทหารเก่าคร่ำคร่าแต่สะอาดสะอ้านก้าวเข้ามาบังหน้าภรรยาโดยสัญชาตญาณ มือหนาที่ผ่านการจับดาบมาโชกโชนวางลงบนด้ามมีดสั้นข้างเอวอย่างเงียบเชียบ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจนเฉินเหมยหลินต้องผถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
“ที่ดินผืนนี้เป็นของภรรยาข้า และเตาอบนั่นก็สร้างด้วยมือของนาง” เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์บาดลึกถึงขั้วหัวใจ “หากผู้ใดกล้าแตะต้องแม้แต่ปลายนิ้ว ข้าเกรงว่ามือข้างนั้นคงไม่จำเป็นต้องเก็บเอาไว้ใช้อีกต่อไป”
หลินซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นางเอื้อมมือไปแตะแขนแกร่งของสามีเบาๆ เป็นเชิงปราม ก่อนจะเดินก้าวผ่านร่างของเขาออกไปเผชิญหน้ากับญาติผู้พี่ด้วยรอยยิ้มเยาะที่มุมปาก รอยยิ้มนี้ช่างงดงามจนบาดตา แต่กลับทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกหนาวเยือกถึงกระดูกดำ
“ทวงหนี้หรือคะ?” หลินซีแค่นหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงกังวานก้องไปทั่วร้าน “น่าขันสิ้นดี ตระกูลเฉินส่งสตรีมีตราประทับราชสำนักปลอมๆ เช่นท่านมาทวงหนี้ ทั้งที่บัญชีเงินฝากของตระกูลพวกท่านกำลังจะล้มละลายเพราะสินค้าเลียนแบบขายไม่ออกน่ะหรือคะ?”
เฉินเหมยหลินหน้าถอดสีทันที “เจ้า… เจ้าพูดเหลวไหลอะไร! ตระกูลเฉินเป็นถึงพ่อค้าใหญ่ผูกขาดการค้าแป้งสาลี จะล้มละลายได้อย่างไร!”
“เหลวไหลหรือคะ?” หลินซีหันหลังกลับไปหยิบกล่องไม้สักแกะสลักลวดลายวิจิตรขึ้นมาจากใต้เคาน์เตอร์ นางเปิดฝากล่องออกช้าๆ เผยให้เห็นห่อกระดาษไขสีน้ำตาลเรียงรายเป็นระเบียบ กลิ่นหอมหวานละมุนของคาราเมลและอัลมอนด์คั่วกระจายตัวฟุ้งออกทันทีจนกลบกลิ่นอับชื้นของหมอกภายนอกจนหมดสิ้น
“นี่คือ ‘ครัวซองต์อัลมอนด์’ และ ‘พายแอปเปิ้ลทองคำ’ ที่ทำจากแป้งสาลีมิติลับชั้นเลิศ เนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน หอมเนยแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์โดยไม่มีแป้งราคาถูกเจือปนแบบที่พวกท่านเอาไปหลอกขายชาวบ้าน” หลินซีหยิบขนมปังชิ้นโตขึ้นมาถือไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ดวงตาคู่สวยจ้องมองสตรีตรงหน้าอย่างเย้ยหยัน “ท่านรู้ไหมคะว่าสัปดาห์นี้ ร้าน ‘เบเกอรี่มิิติธารา’ ของข้า ทำกำไรไปได้มากแค่ไหน?”
นางหยิบถุงผ้าไหมปักดิ้นทองอีกใบออกมาจากมิติลับในพริบตาเดียว แล้วเทเหรียญทองประกายวาววับนับร้อยเหรียญลงบนโต๊ะไม้จนเกิดเสียงดังกรุ๊งกริ๊งกังวานบาดหู ประกายแสงสีทองอร่ามสะท้อนเข้าตาเฉินเหมยหลินจนนางต้องเบิกตากว้างด้วยความอิจฉาริษยา
“นี่คือผลกำไรจากการขายขนมปังเพียงแค่สามวันเท่านั้นค่ะคุณหนูรอง” หลินซีโน้มตัวเข้าไปกระซิบด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบแต่ทรงพลัง “มันมากพอที่จะซื้อตัวพวกท่านทั้งตระกูลมาเป็นคนล้างจานในร้านของข้าด้วยซ้ำ แล้วท่านยังมีหน้ามาบอกว่าข้าติดหนี้ตระกูลเฉินอีกหรือคะ? สมองของท่านเอาไปทิ้งไว้ในกองโคลนหน้าหมู่บ้านแล้วหรือไร?”
“นัง… นังสารเลว! เจ้ากล้าดียังไงมาดูถูกข้า!” เฉินเหมยหลินกรีดร้องด้วยความโกรธจัด สติหลุดลอยจนพุ่งเข้าหาหลินซีหมายจะตบหน้า ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะ10เฉียดใกล้ใบหน้าของนาง ร่างของเฉินเหมยหลินก็ถูกแรงกระแทกจากฝ่ามือของเฟยหรงซัดกระเด็นถอยหลังไปชนประตูกระจกล้มกลิ้งไม่เป็นท่า
“อย่าได้บังอาจใช้มือสกปรกของเจ้ามาแตะต้องภรรยาข้า” เฟยหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบไร้ความปรานี
หลินซีไม่แม้แต่จะชายตามองสภาพอันน่าเวทนาของญาติผู้พี่ นางก้มลงหยิบสัญญาหนี้ปลอมที่เฉินเหมยหลินทำตกไว้ขึ้นมา ฉีกมันออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่อหน้าต่อตา ก่อนจะโปรยเศษกระดาษเหล่านั้นลงบนพื้นราวกับโปรยอาหารให้สัตว์เลี้ยง
“นี่คือคำตอบของข้าค่ะ” หลินซีแย้มยิ้มหวานหยด ทว่าแววตากลับเด็ดเดี่ยวราวน้ำแข็งพันปี “ถ้าไม่อยากหมดตัวจนต้องไปขอทานข้างถนนเหมือนสุนัขจรจัด ก็ไสหัวออกไปจากร้านของข้าเสีย และจำไว้ว่า… ถ้ากล้ามาหาเรื่องที่นี่อีกครั้ง ข้าจะไม่ได้แค่ฉีกสัญญาหนี้ แต่ข้าจะทำให้ธุรกิจตระกูลเฉินพินาศจนไม่เหลือแม้แต่เศษอิฐอย่างแน่นอน!”
เฉินเหมยหลินหวาดกลัวจนตัวสั่นงันท่ามกลางสายตาเยือกเย็นของสองสามีภรรยา นางลחลานลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีหายไปในสายหมอกหนาทึบอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความอบอุ่นที่กลับคืนสู่ร้านเบเกอรี่อีกครั้ง
หลินซีถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ก่อนจะหันมาส่งยิ้มหวานให้สามีหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกาย เฟยหรงส่ายหัวเบาๆ ด้วยความเอ็นดู พร้อมกับยื่นมือหนามาเช็ดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามขมับของนางอย่างแผ่วเบา
“เจ้ามือหนักขึ้นทุกวันนะซีซี เล่นเอาข้าเกือบไม่ได้ออกโรงเลย” เฟยหรงเอ่ยหยอกเย้าด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“ก็คนมันน่าโมโหนี่คะ สามี… วันนี้เราเหนื่อยกันมามากแล้ว มากินของอร่อยๆ ฉลองชัยชนะกันเถอะค่ะ”
หลินซีหมุนตัวกลับไปที่เคาน์เตอร์เตรียมจะหยิบขนมปังอบใหม่มาแบ่งกัน ทว่าในวินาทีนั้นเอง เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านก็ดังขึ้นอีกครั้ง… แต่มันไม่ใช่เสียงเคาะแบบเดิม มันเป็นเสียงเคาะสามครั้งหนักๆ ตามด้วยเสียงกხุดขวานของโลหะ และกลิ่นอายความมืดมิดที่แปลกประหลาดจนขนพองสเกียว
หลินซีชะงักมือที่กำลังถือมีดตัดเค้ก ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเมื่อมองผ่านกระจกออกไป ท่ามกลางหมอกหนาทึบที่บิดเบี้ยวเป็นรูปร่างประหลาด เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งในชุดเกราะสีดำสนิท ประดับด้วยตราสัญลักษณ์กางเขนเลือดแห่งแดนเหนือ กำลังก้าวช้าๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูกระจก พร้อมกับรอยยิ้มปริศนาที่ชวนให้รู้สึกหวาดผวาถึงขั้วหัวใจ…
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลิ้มรสความหอมหวานนี้ไปพร้อมกับหลินซีนะคะ!
แม่ค้าขนมปังสายฟาด กับนายทหารปากร้ายที่อยากเป็นชาวสวน•ตอนที่ 8
ตบหน้าญาติด้วยเงินกำไร
ผลงานโดย เบเกอรี่มิติต่างโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เบเกอรี่มิติต่างโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ค้าขนมปังสายฟาด กับนายทหารปากร้ายที่อยากเป็นชาวสวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!