กลิ่นของฟอร์มาลีนเข้มข้นจนแสบจมูก มันไม่ใช่กลิ่นที่คนทั่วไปจะคุ้นเคย แต่มันคือกลิ่นแห่งความจริง—ความจริงที่ไม่เคยโกหกใคร และไม่เคยไว้หน้าใครเช่นกัน
พชรยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะผ่าศพสเตนเลสไร้รอยต่อ แสงไฟนีออนสีขาวโพลนจากเพดานสาดทาบลงบนร่างไร้วิญญาณเบื้องหน้า นิ้วเรียวยาวใต้ถุงมือยางสีดำกำลังคีบชิ้นเนื้อบางส่วนอย่างแม่นยำ ทุกย่างก้าวในห้องชันสูตรอันเงียบงันถูกควบคุมด้วยจังหวะเวลาที่เที่ยงตรงราวกับกลไกนาฬิกา สติปัญญาของเขาจดจ่ออยู่กับการถอดรหัสร่องรอยบนร่างนั้น เพื่อตอบคำถามที่กฎหมายและคนเป็นต้องการคำตอบ
ทว่า ความเงียบสงบในยามวิกาลกลับถูกรบกวน
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาราวกับเสียงแมวเดินบนพรม ย่างกรายเข้ามาทางประตูด้านหลังที่ควรจะถูกล็อกแน่นหนา พชรไม่ได้หันกลับไปทันที เขายังคงใช้ปลายมีดผ่าตัดกรีดลงบนเนื้อเยื่ออย่างนิ่มนวล แต่ดวงตาสีเข้มใต้กรอบแว่นสายตากลับเหลือบมองเงาสะท้อนบนกระจกเงาบานใหญ่ที่บุผนังห้อง
เงาของใครบางคนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในมุมอับสายตา
"การลักLorfเข้ามาในเขตกักกันศพของสถาบันนิติเวช มีโทษทางอาญาฐานบุกรุกสถานที่ราชการและทำลายหลักฐาน... คุณตำรวจเก่าอย่างคุณ น่าจะรู้กฎข้อนี้ดีกว่าใครนะ รินรดา"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ ไร้ซึ่งความตกใจ
รินรดาชะงักฝีเท้าที่กำลังก้าวเข้าใกล้ตู้เก็บเวชระเบียน เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะก้าวออกมาจากเงาสลัวของเสาปูนเปลือย ดวงตาคมกริบฉายแววท้าทายเช่นเคย แม้ในสถานการณ์ที่เธอกำลังตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
"ฉันไม่ได้มาทำลายหลักฐาน... ฉันแค่มารับสิ่งที่พวกคุณมักจะมองข้ามไปต่างหาก พชร" รินรดาตอบเสียงลอดไรฟัน เดินตรงเข้ามาใกล้โดยไม่เกรงกลัวรัศมีเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวนิติพยาธิแพทย์หนุ่ม "คดีนี้... มันไม่ใช่การฆ่าตัวตายอย่างที่รายงานเบื้องต้นระบุ คุณก็รู้ดีแก่ใจ"
พชรวางเครื่องมือลงบนถาดสเตนเลสเสียงดังกระทบกันกริบ เขาถอดถุงมือยางออกทีละข้างอย่างใจเย็น ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ ระยะห่างระหว่างเขากับเธอนั้นใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่ผสมปนเปมากับกลิ่นอับชื้นยามค่ำคืน
"สัญชาตญาณของตำรวจตกอับ มันเชื่อถือไม่ได้เท่าผลตรวจทางห้องปฏิบัติการหรอกนะ รินรดา" พชรเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดที่เพิ่งผ่านการลับ "หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ไม่เคยโกหก... มันบอกว่าผู้ตายขาดอากาศหายใจจากรัดคอตัวเอง"
"แต่มันมีรอยฟกช้ำที่ข้อมือซ้ายเป็นรูปนิ้วมือมนุษย์!" รินรดาก้าวเข้ามาประชิด จนหน้าอกเกือบชนกับเสื้อกาวน์สีขาวของเขา แววตาของเธอสั่นระริกด้วยความโกรธและอัดอั้น "คนเราจะใช้มือข้างหนึ่งบีบคอตัวเองจนตาย พร้อมกับล็อกข้อมืออีกข้างไว้แน่นจนเกิดรอยเขียวช้ำได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่เพราะมี 'ใครอีกคน' ยืนอยู่ข้างเตียงในวินาทีสุดท้าย!"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องชันสูตรอีกครั้ง ชั่วขณะหนึ่ง มีเพียงเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องทำความเย็นที่ทำงานแข่งกับบรรยากาศอันตึงเครียด
พชรจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยไฟแห่งความยุติธรรมที่เคยแผดเผาตัวเธอเองจนเกือบมอดไหม้ในอดีต เขารู้ดีว่าเธอกำลังวิ่งไล่ตามเงาอะไรบางอย่าง—เงาที่พรากผู้ใต้บังคับบัญชาและอนาคตในเครื่องแบบตำรวจของเธอไปเมื่อสองปีก่อน
"คุณกำลังเอาอส่วนตัวมาทับซ้อนกับคดีอีกแล้ว รินรดา" พชรกระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงของเขาลดระดับลงจนกลายเป็นเสียงกระซิบที่เยียบเย็นและสั่นประสาท "เพราะความมั่นใจแบบนี้ไม่ใช่หรือ ที่ทำให้สารวัตรมือดีอย่างคุณต้องกลายมาเป็นแค่คนแอบย่องเบาในโรงพยาบาลตอนตีสอง"
คำพูดนั้นบาดลึกราวกับคมมีด รินรดาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง มือเรียวของเธอ กำSมัดเข้าหากันจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ แต่แทนที่จะถอยหนี เธอกลับยิ้มหยันออกมาที่มุมปาก
"อย่างน้อย... ฉันก็ไม่ได้ใช้ศพเป็นเกราะป้องกันความกลัวในอดีตเหมือนใครบางคน" เธอกล่าวสวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะเบี่ยงตัวเดินเลยผ่านเขาตรงไปยังเตียงผ่าตัด ร่างไร้วิญญาณของผู้ตายถูกคลุมด้วยผ้าดิบสีขาวครึ่งท่อน
พชรไม่ได้ห้าม ปล่อยให้เธอยืนมองร่างนั้นด้วยสายตาพิจารณา เพราะเขารู้ดีว่า ต่อให้เธอฉลาดสักแค่ไหน เธอก็ไม่มีทางมองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นผิวหนังนั้นได้ด้วยตาเปล่า—จนกระทั่ง...
"เดี๋ยวก่อน" พชรเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเปลี่ยนโทนไปเล็กน้อย
รินรดาชะงัก หันกลับมามองเขาด้วยความสงสัย
พชรเดินกลับมาที่เตียง สวมถุงมือยางคู่ใหม่อย่างรวดเร็ว นิ้วมือของเขาไม่ได้แตะที่ลำคอหรือข้อมือตามที่รินรดาสงสัย แต่เขาใช้ปลายคีบโลหะแหวกดูบริเวณหลังใบหูและเส้นผมของผู้ตายที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อแห้งกรัง
"มองให้ดีสิ... รินรดา" พชรเอยชวนมอง พร้อมกับใช้นิ้วกดลงไปเบาๆ ที่ผิวหนังบริเวณกกหูของศพ
ภายใต้แสงไฟสว่างจ้า ผิวหนังบริเวณนั้นปรากฏจุดเลือดออกขนาดเล็กจิ๋ว (Petechiae) กระจายตัวอย่างผิดปกติ ไม่เพียงแต่ที่ดวงตาและเยื่อบุตาเท่านั้น แต่มันลามลงมาที่ลำคอในมุมที่แรงดึงจากการแขวนคอหรือการรัดทั่วไปไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้
รินรดาก้มตัวลงมองใกล้ขึ้น ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ความตื่นตระหนกฉายชัดขึ้นในแววตา
"นี่มัน..." เธอกล่าวเสียงแผ่ว "รอยจุดเลือดออกแบบนี้... มันไม่ได้เกิดจากการขาดอากาศหายใจธรรมดา"
"ถูกต้อง" พชรเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ แววตาสีเข้มของเขาฉายประกายความมืดมนบางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังหวั่นเกรง "นี่คือร่องรอยของการใช้สารพิษกดประสาทชนิดออกฤทธิ์เร็ว... มันทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนเป็นอัมพาตชั่วขณะ แต่ยังคงความรู้สึกเจ็บปวดไว้ครบถ้วน"
พชรเว้นจังหวะ เลื่อนสายตากลับไปยังร่างบนเตียงเหล็ก ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบ
"ผู้ตายไม่ได้ฆ่าตัวตาย... และเขาไม่ได้ตายเพราะขาดอากาศหายใจจากเชือกเส้นนั้น" พชรหันมามองเธอ นัยน์ตาคมกริบสะท้อนภาพใบหน้าซีดเผือดของอดีตนายตำรวจสาว "แต่เขาถูกทำให้ 'ตายทั้งเป็น' ขณะที่ยังมีสติรับรู้ทุกวินาทีที่หัวใจค่อยๆ หยุดเต้น... และฆาตกร ยืนดูเขาทุรนทุรายอยู่ตรงจุดที่คุณกำลังยืนอยู่ตรงนี้ เมื่อสามชั่วโมงก่อน"
ยังไม่ทันที่รินรดาจะทันได้เปล่งเสียงอุทาน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นก้องกังวานจากทางเดินด้านนอก—มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของเวรเปลหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั่วไป แต่เป็นเสียงรองเท้าหนังที่เดินตรงมายังประตูห้องชันสูตรอย่างมั่นคง ราวกับรู้ว่ากำลังมี 'แขกที่ไม่ได้รับเชิญ' รออยู่ข้างใน
และก่อนที่สลักกลอนประตูนิรภัยจะส่งเสียงคลิกเบาๆ พร้อมกับการหมุนลูกบิด...
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
นิติพยานกับเงาอำมหิตที่ไร้เสียง•ตอนที่ 1
ศพปริศนาบนเตียงเหล็ก
ผลงานโดย ดร.นิติเวช
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดร.นิติเวช)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติพยานกับเงาอำมหิตที่ไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
