เสียงไม้กระบองฟาดลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังสนั่นหวั่นไหว จนกาน้ำชาเซรามิกสั่นสะเทือน น้ำชาสีอำพันกระฉอกเปื้อนขอบถ้วย
"ร้านรวงเปิดมาตั้งนาน ค่าคุ้มครองยังไม่ยอมจ่าย แถมยังกล้าขายของตัดหน้าตลาดของเสี่ยเปียวอีกรึ! นึกว่ามีผัวเป็นทหารแล้วจะเบ่งได้งั้นเร่ะ สะใภ้ตระกูลเว่ย!"
เงาสะท้อนในดวงตาของหลินฟางเซียนมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอยังคงยืนเช็ดเคาน์เตอร์ไม้ด้วยผ้าสะอาดอย่างใจเย็น ท่วงทีเยือกเย็นราวกับกำลังพิจารณากราฟหุ้นตกในยามวิกฤตที่เธอเคยผ่านมานับครั้งไม่ถ้วน ปลายนิ้วเรียวสวยวางผ้าลงช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชายร่างกำยำที่มีรอยแผลเป็นน่ากลัวพาดผ่านแก้มขวา
ฟางเซียนแย้มยิ้ม มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกเสียวสันหลังวาบ รอยยิ้มนี้... คือรอยยิ้มเดียวกับที่เธอมักใช้ก่อนจะเทขายหุ้นทิ้งจนเจ้ามือรายใหญ่ล้มละลายในชาติก่อน
"ค่าคุ้มครอง? ฉันจ่ายภาษีถูกต้องตามกฎหมาย และพื้นที่ตรงนี้ก็เป็นสิทธิ์การเช่าโดยชอบธรรม... ส่วนเสี่ยเปียวอะไรนั่น ถ้าอยากได้เงินนัก ก็ให้เขาเอาสมองมาแลก ไม่ใช่ส่งพวกอันธพาลกระจอกๆ มาเห่าหอนแถวนี้"
คำพูดราบเรียบแต่เชือดเฉือนทุกอณูประสาททำให้หัวหน้าอันธพาลถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด มันตบโต๊ะเสียงดังลั่นพร้อมชี้หน้าเธอ "นังนี่! ปากดีนักนะ! พี่น้อง! รื้อร้านมันให้ราบ อย่าให้มันกล้าเปิดปากพูดจาอวดดีได้อีก!"
สิ้นคำสั่ง ลูกน้องอีกสามคนที่ยืนล้อมกรอบต่างชักท่อนไม้และเหล็กปีนขึ้นเงื้อมหมายจะพังชั้นวางสมุนไพรและโหลสินค้ามิติพิเศษของเธอ
*ครืน!*
ยังไม่ทันที่ท่อนไม้จะกระทบถูกสินค้าแม้แต่ปลายเล็บ เสียงประตูกระจกหน้าร้านก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงมหาศาล แรงปะทะทำให้บานพับสั่นสะเทือน ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มก้าวเข้ามาในร้านด้วยก้าวเดินที่หนักแน่นและทรงพลัง อุณหภูมิภายในร้านดูเหมือนจะลดฮวบลงทันทีราวกับถูกแช่แข็งด้วยไอสังหารจากสนามรบ
พันจ่าเว่ยหลางกวาดสายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวภูเขาเพียงครั้งเดียว รังสีอำมหิตที่สั่งสมมาจากการเผชิญหน้ากับความเป็นความตายในสนามรบแผ่ซ่านกดทับจนพวกอันธพาลถึงกับหายใจติดขัด
"ใคร... บอกว่าจะพังร้านเมียฉันนะ?"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่ทรงอำนาจจนชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ที่ถือกระบองถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เว่ยหลางไม่ได้พกอาวุธปืน ทว่ากล้ามเนื้อที่อัดแน่นภายใต้เครื่องแบบทหารและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วดุจเสือดาว ก็เพียงพอที่จะทำให้คนพวกนี้รู้ซึ้งถึงคำว่านรกมีจริง
อันธพาลคนแรกฝืนใจฮึดสู้ มันเงื้อมไม้พุ่งเข้ามาหาเว่ยหลางหมายจะลอบทำร้ายจากด้านหลัง
ฟางเซียนไม่แม้แต่จะกระพริบตา เธอยืนกอดอกมองภาพตรงหน้าด้วยความสบายใจ ราวกับกำลังชมภาพยนตร์แอคชั่นชั้นดีที่สามีของเธอเป็นพระเอกนำเดี่ยว
เว่ยหลางเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ มือหนาคว้าข้อมือของมันไว้แน่นก่อนจะบิดหมุนด้วยมุมที่เหมาะสมจนเกิดเสียงกระดูกลั่นกรอบเบาๆ ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือด ร่างหนาของอันธพาลถูกเหวี่ยงกระเด็นทะลุกรอบประตูออกไปนอนกองกับพื้นถนนหน้าร้านอย่างหมดสภาพ
ในเวลาไม่ถึงสามลมหายใจ อันธพาลที่เหลืออีกสามคนก็ลงไปนอนโอดครวญกุมท้องและแขนขาอยู่บนพื้นร้าน เว่ยหลางปัดฝุ่นที่ข้อมือเสื้อของตนเองอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้าไปหาภรรรยาสุดที่รัก สายตาที่ดุดันเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและห่วงใยในพริบตา
"ฟางเซียน... เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ? พวกมันทำอะไรเธอหรือเปล่า?" เว่ยหลางสำรวจร่างกายภรรยาอย่างละเอียดด้วยความร้อนรน มือใหญ่วางทาบที่แก้มเนียนอย่างทะนุถนอม
ฟางเซียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เธอจับมือหนาของสามีลงมาแนบแก้มตนเอง "คุณมาทันเวลาพอดีค่ะ... เอ๊ย... พอดีครับ เกือบจะไม่ได้ใช้กระทะเหล็กจัดการพวกมันอยู่แล้วเชียว" เธอยิ้มล้อเลียนสามีที่มักจะหวงเธอจนเกินเหตุเสมอ
"ผมบอกแล้วว่าผมจะเป็นเกราะคุ้มครองให้คุณเอง ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องภรรยาของเว่ยหลาง" น้ำเสียงทุ้มเข้มกล่าวอย่างจริงจัง ก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบไปเห็นถุงกระดาษคราฟท์สีน้ำตาลบนเคาน์เตอร์ "นั่น... วัตถุดิบที่คุณซื้อมาจากตลาดมืดเมื่อเช้าหรือครับ?"
"ใช่ค่ะ... อะแฮ่ม ใช่ครับ" ฟางเซียนแก้คำสรรพนามในใจอย่างขบขัน "ฉัน... ผมตั้งใจว่าจะทำเมนู 'เนื้อตุ๋นยาจีนสูตรลับ' ให้คุณทานเพื่อบำรุงกำลังหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกทหารยังไงล่ะครับ"
กลิ่นหอมกรุ่นของเครื่องเทศชั้นดีอย่างโป๊ยกั๊ก อบเชย และสมุนไพรบำรุงกำลังนานาชนิดเริ่มโชยออกจากหม้อดินเผาใบน้อยที่ฟางเซียนแอบเคี่ยวทิ้งไว้ในมิติลับก่อนหน้านี้ กลิ่นหอมเย้ายวนใจลอยฟุ้งไปทั่วทั้งคูหาและทะลุออกไปนอกร้าน จนพวกอันธพาลที่นอนโอครวญอยู่หน้าร้านยังต้องสูดจมูกด้วยความหิวโหย
เว่ยหลางก้มลงมองหน้าภรรยา ดวงตาคมเข้มทอประกายอบอุ่น เขาชื่นชอบเวลาที่ภรรยาของเขาลงมือทำอาหารเหลือเกิน ความละเมียดละไมนี้ทำให้บ้านหลังเล็กๆ อบอวลไปด้วยความสุขที่หาไม่ได้จากที่ใด
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังหวานชื่นและกลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นกำลังเรียกน้ำย่อย เสียงเคาะประตูกระจกหน้าร้านเบาๆ ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
*ก๊อก... ก๊อก...*
เว่ยหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปมองตามเสียง
ร่างของหญิงชราคนหนึ่งก้าวพ้นเงาสลัวของยามเย็นเข้ามาในร้าน ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก แม่เฒ่าจาง แม่สามีผู้ไม่เคยปรากฏตัวยามที่สะใภ้เดือดร้อน บัดนี้กลับยืนส่งยิ้มพิลึกพิลั่นอยู่ตรงหน้า พร้อมกับถุงย่ามเก่าๆ ที่พองโตราวกับซ่อนสมบัติบางอย่างเอาไว้
"อ้าว... ลูกชายแม่ ทำไมทำหน้าแบบนั้นเล่า? เห็นหน้าแม่แล้วไม่ดีใจเร่ะ?" แม่เฒ่าจางกวาดสายตามองไปรอบร้านที่ข้าวของกระจัดกระจายเล็กน้อย ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "หึ! เปิดร้านค้าใหญ่โต ร่ำรวยจนผัวไม่ต้องทำอะไรแล้วสินะ... งั้นก็ดี ถึงเวลาที่แกต้องคาย 'สมบัติลับ' ที่ซ่อนไว้มาให้ตระกูลจางเสียที!"
ฟางเซียนหรี่ตาลงทันที สมองอัจฉริยะประมวลผลสถานการณ์ในเสี้ยววินาที แม่เฒ่าจางรู้เรื่องร้านนี้ได้อย่างไร? และทำไมถึงเจาะจงมาในเวลาที่พวกอันธพาลเพิ่งถูกจัดการพอดีราวกับนัดหมายไว้?
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "เซียนหุ้นย้อนเวลา" ด้วยดีเสมอมานะครับ
พลิกวิกฤตหุ้นพันล้าน ขยี้ญาติทรยศให้จมดิน•ตอนที่ 18
สามีสายสนับสนุน
ผลงานโดย เซียนหุ้นย้อนเวลา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนหุ้นย้อนเวลา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พลิกวิกฤตหุ้นพันล้าน ขยี้ญาติทรยศให้จมดิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!