เสียงล็อกกลอนประตูห้องทำงานดัง ‘คลิก’ หนักหน่วง สะท้อนก้องความเงียบงันภายในเพนต์เฮาส์หรูใจกลางกรุง ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของคินน์ อัครเดโช จะก้าวตามเข้ามาปิดกั้นโลกภายนอก เหลือไว้เพียงอากาศที่อัดแน่นไปด้วยประจุไฟฟ้าแห่งความตึงเครียด และกลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าผสมอำพันที่เขายังคงจำได้ดี... กลิ่นกายของรินรดา
ผู้หญิงที่เขาเคยคิดว่าไม่มีวันมีค่าพอจะให้อยู่ในสายตา แต่วันนี้... เธอกลับยืนอยู่ตรงหน้าด้วยท่าทีสงบนิ่ง เยือกเย็น และเปล่งประกายความเย้ายวนชนิดที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
“คุณล็อกประตูทำไมคะ คุณคินน์”
รินรดายังคงยืนพิงขอบโต๊ะทำงานสีเข้ม มือเรียวบางภายใต้ชุดสูทเข้ารูปสีเทาอ่อนประสานกันไว้ที่หน้าท้อง ท่าทางของเธอไม่ได้มีความหวาดกลัว หรือแม้แต่เงาความอ่อนแอที่เคยมีในอดีตเหลืออยู่เลย ดวงตากลมโตคู่สวยมองตรงมาที่เขาด้วยแววตาเรียเฉย ราวกับเขาก็เป็นเพียงแค่นักธุรกิจแปลกหน้าคนหนึ่ง ไม่ใช่อดีตสามีที่เคยเซ็นใบหย่าให้เธออย่างไร้เยื่อใยเมื่อสองปีก่อน
คินน์ไม่ตอบทันที ดวงตาคมกริบกวาดมองสำรวจเรือนร่างอรชรที่ดูสะพรั่งและเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้หญิงที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน สะโพกผายภายใต้กระโปรงทรงสอบรับกับเอวคอดกิ่ว แผ่นหลังที่เคยห่อเหี่ยวในวันวาน บัดนี้ตั้งตรงสง่างาม และที่สำคัญที่สุด... ภาพเงาสะท้อนในกระจกห้องรับแขกเมื่อครู่ยังคงหลอนอยู่ในหัว
ดวงตากลมโตคู่นั้น จมูกโด่งรั้นนั่น และรอยยิ๋วที่มุมปากของเด็กชายตัวน้อยคนนั้น... มันคือพิมพ์เดียวกันกับเขาไม่มีผิดเพี้ยน!
“เด็กคนนั้นเป็นใคร” เสียงทุ้มต่ำของคินน์ลอดไรฟันออกมาด้วยความเคียดแค้นระคนสับสน มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン “เด็กผู้ชายที่ยืนอยู่กับคุณที่ล็อบบี้... เขาเป็นใคร รินรดา!”
รินรดายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและท้าทาย เธอผละออกจากขอบโต๊ะ ก้าวเข้าไปหาเขาช้าๆ อย่างไม่เกรงกลัว แม้ความสูงของเธอจะอยู่แค่ระดับอกของเขา แต่รัศมีออร่าที่เธอแผ่ออกมากลับทรงพลังเสียจนชายหนุ่มต้องเป็นฝ่ายถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“ทำไมคะ ตกใจมากเหรอที่เห็นเด็กคนนั้น” น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นชาบาดลึกเอ่ยขึ้น “หรือว่าคุณตาฝาดไป คิดไปเองว่าหน้าตาเขาบังเอิญไปละม้ายคล้ายกับมหาเศรษฐีผู้เย่อหยิ่งอย่างคุณเข้าล่ะคะ”
“รินรดา!” คินน์พุ่งเข้ามาประชิดตัวเธออย่างรวดเร็ว มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวทั้งสองข้างด้วยแรงอารมณ์ที่พรั่งพรู ทั้งโกรธ ทั้งเจ็บปวด และสับสนจนแทบคลั่ง “อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน! เด็กคนนั้นอายุเท่าไหร่... สองขวบใช่ไหม? และเราหย่ากันไปนานแค่ไหนแล้ว! ตอบฉันมาว่าเขาเป็นลูกใคร!”
แรงบีบที่หัวไหล่ทำให้รินรดานิหน้าเล็กน้อยด้วยความเจ็บ แต่แทนที่จะร้องขอความเห็นใจ เธอกลับเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาวาวโรจน์ด้วยความแค้นที่สะสมมานานนับปีถูกส่งผ่านนัยน์ตาคู่นั้นอย่างไม่มีปิดบัง
“ปล่อยค่ะ!” เธอกระชากแขนออกจากการเกาะกุมอย่างแรงจนคินน์ต้องยอมปล่อยด้วยความตกใจในแรงฮึดของเธอ “คุณมีสิทธิ์อะไรมาถามเรื่องนี้คะ คุณคินน์? ในเมื่อตอนที่เราเซ็นใบหย่า คุณเป็นคนพูดเองไม่ใช่เหรอว่า... ผู้หญิงอย่างไร้ค่าอย่างฉัน ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะใช้นามสกุลของคุณร่วมด้วยซ้ำ แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องลูกล่ะคะ?”
คำพูดนั้นพุ่งเข้าเสียบแทงหัวใจของคินน์ราวกับมีดกรีดซ้ำลงบนแผลเก่า ภาพวันที่เขาเคยไล่เธอออกจากบ้านอย่างไร้เยื่อใย ภาพที่เธอน้ำตานองหน้าถือกระเป๋าใบเล็กเดินออกไปจากชีวิตเขาโดยที่เขาไม่เคยเหลียวแลย้อนกลับมาฉายชัดในหัว
“วันนั้น... วันนั้นฉันไม่ได้ตั้งใจ...” เสียงของคินน์ขาดห้วง ความเย่อหยิ่งทระนงตนที่เคยมีพังทลายลงต่อหน้าผู้หญิงคนที่เขาเคยเหยียบย่ำ “ฉันไม่รู้ว่าเธอท้อง... รินรดา ทำไมเธอไม่บอกฉัน?”
“บอกเหรอคะ?” รินรดาหัวเราะออกมาเบาๆ น้ำเสียงของเธอกลั้วเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสมเพชระคนกัน “บอกคนที่บอกว่าฉันเป็นแค่เครื่องมือแก้แค้นครอบครัวเหรอคะ? บอกผู้ชายที่บอกว่าต่อให้ฉันตายต่อหน้า เขาก็ไม่ชายตาแลเหรอคะ? คุณคินน์... คุณคิดว่าคนอย่างคุณ ในตอนนั้น มีค่าพอที่จะให้ฉันเอาลูกไปผูกติดด้วยเหรอคะ!”
ทุกถ้อยคำของเธอคมกริบยิ่งกว่าใบมีด มันกรีดลึกลงไปในเนื้อเยื่อหัวใจจนคินน์รู้สึกชาหนึบไปหมดทั้งร่าง ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความสำนึกผิดที่โถมซัดเข้ามาหนักหน่วงราวกับคลื่นสึนามิ
“แต่เขาเป็นลูกฉัน...” คินน์พึมพำเสียงสั่น นัยน์ตาคมเข้มแดงก่ำด้วยความอัดอั้น “ฉันเป็นพ่อของเด็กคนนั้น... รินรดา เธอกล้าดียังไงเอาสายเลือดของฉันไปซ่อนไว้ ตั้งสองปี... เธอกล้าดียังไง!”
“แล้วคุณล่ะคะ กล้าดียังไงมาทวงสิทธิ์ความเป็นพ่อตอนนี้?” รินรดาก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาบ้าง นิ้วเรียวบางจิ้มลงบนอกเสื้อสูทราคาแพงของเขาเน้นๆ ทีละคำ “สายเลือดเหรอคะ? สำหรับฉัน เด็กคนนี้มีแค่แม่คนเดียว... ไม่มีพ่อสารเลวคนไหนในสูติบัตรหรอกค่ะ! และต่อให้คุณจะพยายามตรวจ DNA หรือใช้กฎหมายบ้าบออะไรมาแย่งเขาไป ฉันก็จะสู้กับคุณจนวินาทีสุดท้าย จำไว้!”
ความใกล้ชิดที่ระอุไปด้วยอารมณ์เดือดดาล ทำให้กลิ่นกายหอมหวานของเธอยิ่งแผ่ซ่านเข้าจู่โจมประสาทสัมผัสของคินน์ ความโกรธแค้นในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาอันดิบเถื่อนที่ถูกกดทับไว้ภายใต้สำนึกผิด สัญชาตญาณของความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของพุ่งพล่านจนเขาแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่
“เธอคิดเหรอว่าจะหนدฉันพ้น...” คินน์คำรามต่ำในลำคอ ก่อนที่มือหนาจะคว้าหมับเข้าที่เอวคอดกิ่วของเธอแล้วดึงเข้ามาประชิดแนบแน่นจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ร่างบางปะทะเข้ากับแผงอกกว้างของเขาอย่างจัง
“ปล่อยนะ! คนบ้า!” รินรดาร้องอุทานด้วยความตกใจ พยายามใช้มือทั้งสองข้างดันแผงอกเขาออก แต่แรงของผู้หญิงหรือจะสู้แรงของชายหนุ่มที่กำลังคลุ้มคลั่งด้วยแรงปรารถนาได้
“ในเมื่อเธอไม่ยอมพูดดีๆ งั้นเรามาคุยกันในแบบที่เธอกับฉันถนัดที่สุดดีกว่า...” คินน์ก้มลงกระซิบชิดริมฝีปากอิ่มที่กำลังเผยอด้วยความตกใจ ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่บนพวงแก้มเนียน “สองปีที่ผ่านมา... รู้ไหมว่าฉันต้องทนทรมานกับความว่างเปล่ายังไง รินรดา... ฉันคิดถึงเธอ... คิดถึงจนแทบคลั่ง”
“ปล่อยฉันนะ... อื๊อ!”
คำประท้วงของเธอถูกกลืนหายไปในลำคอทันที เมื่อริมฝีปากหนาประกบจูบลงมาอย่างไร้ความปรานี ริมฝีปากที่เคยใจร้ายและเย็นชาในอดีต บัดนี้กลับร้อนรุ่มและเต็มไปด้วยความหิวกระหาย ราวกับสัตว์ป่าที่อดโซมานานนับปี คินน์บดขยี้เรียวปากอิ่มของเธออย่างเอาแต่ใจ เรียลิสติกและเร่าร้อน ปลายลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปกอบกโกยความหวานล้ำภายในโพรงปากนุ่มอย่างดุดัน รินรดาพยายามเบือนหน้าหนีและทุบตีอกเขาด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่ยิ่งเธอขัดขืน อ้อมแขนแกร่งก็ยิ่งรัดแน่นราวกับงูเหลือมที่กำลังรัดเหยื่อให้จมดิ่งลงสู่ห้วงอารมณ์
จูบที่เต็มไปด้วยความโหยหาและความเจ็บปวดผสมPกันจนแยกไม่ออก รสชาติของหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอหน่วยตาคู่สวยของเธอกลับยิ่งปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนในตัวเขาให้พุ่งทะยานสูงขึ้น คินน์อุ้มรกร่างบางขึ้นด้วยมือเดียวจนเธอต้องเกี่ยวเรียวขาโอบรอบเอวสอบของเขาไว้โดยอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้ร่วงหล่นลงไป
สัมผัสแนบชิดผ่านเนื้อผ้าทำให้เคมีอันร้อนแรงระหว่างทั้งคู่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ความคุ้นเคยในเรือนร่างของกันและกันปลุกเร้าไฟสวาทที่มอดไหม้ไปนานให้ลุกโชนขึ้นมาใหม่อย่างไม่มีทางต้านทาน มือหนาลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนผ่านเนื้อผ้าสูท บีบเคล้นสะโพกผายอย่างแรงด้วยความหมั่นเขี้ยวและโหยหา ส่วนรินรดาแม้จะพยายามแข็งขืน แต่ร่างกายที่เคยเป็นของเขา ย่อมจดจำสัมผัสวาบหวามนี้ได้ดีเกินไป ลมหายใจหอบกระชั้นของเธอเริ่มสอดประสานไปกับจังหวะการหายใจรุนแรงของชายหนุ่ม ความเกลียดชังกำลังถูกหลอมละลายด้วยความซาบซ่านที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูผิว...
แต่ในวินาทีที่เปลวไฟแห่งอารมณ์กำลังจะแผดเผาทั้งคู่จนกู่ไม่กลับ เสียงเคาะประตูดังปังๆ จากด้านนอกก็กระชากพวกเขากลับสู่โลกความเป็นจริง
“คุณรินครับ! คุณรินอยู่ข้างในไหมครับ? ผมศรัณย์เอง!”
เสียงเรียกของศรัณย์... ชายหนุ่มผู้เป็นทั้งคู่คิดทางธุรกิจ และคนที่คินน์เกลียดขังเข้ากระดูกดำ ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท ทำให้รินรดาสดุ้งเฮือก ตั้งสติได้แล้วใช้แรงทั้งหมดผลักอกคินน์ออกอย่างแรงจนร่างสูงเซถอยหลังไปสองก้าว
รินรดายกมือขึ้นเช็ดริมฝีปากที่บวมเจ่อของตัวเองด้วยความโกรธปนกระอักกระอ่วน นัยน์ตากลมโตที่ฉาบด้วยหยาดน้ำตาจ้องมองเขาด้วยความเกลียดชังยิ่งกว่าเดิม
“จำใส่สมองของคุณเอาไว้... ว่าต่อให้คุณจะใช้วิธีสกปรกแค่ไหน ก็ไม่มีวันได้ตัวฉัน... และไม่มีวันได้ลูกคืน!”
พูดจบ เธอก็กระชากเปิดประตูห้องทำงานออกไปทันที ปล่อยให้คินน์ยืนหอบหายใจรุนแรงอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ร่างสูงยืนกำมือแน่นจนสั่นเทา ดวงตาคมกริบมองตามร่างบางที่ก้าวออกไปสู่อ้อมกอดของศรัณย์ที่ยืนรออยู่ด้านนอก
ทว่า... ก่อนที่ประตูห้องทำงานจะปิดลงสนิท สายตาของคินน์ก็เหลือบไปเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลที่หล่นอยู่บนพรมปูพื้น ใกล้กับโต๊ะทำงานของเธอ มันเป็นเอกสารที่รินรดาเพิ่งหยิบติดมือมาจากกระเป๋า
ด้วยความสงสัยระคนสังหรณ์ใจบางอย่าง คินน์ก้าวเข้าไปหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมา มือหนาดึงกระดาษแผ่นสุดท้ายที่โผล่อ้นออกมาดู... และวินาทีนั้นเอง ลมหายใจของเขาก็แทบหยุดสะะงัก เมื่อตัวอักษรบนหัวกระดาษระบุชัดเจนว่าเป็น *‘ผลตรวจวิเคราะห์สารพันธุกรรม (DNA Testing)*’ และชื่อของเด็กชายตัวน้อย... กลับไม่ใช่ลูกของเขาคนเดียว... แต่มีความลับอีกอย่างที่ซ่อนอยู่!
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่สนับสนุน "รสรินกลิ่นกำมะหยี่" เสมอมานะคะ
เศษเสี้ยวปรารถนาในรอยร้าว•ตอนที่ 2
รอยร้าวที่ไม่มีวันสมาน
ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวปรารถนาในรอยร้าว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
