กลิ่นอับของข้าวเปลือกเก่าคร่ำคร่าผสมกับกลิ่นฝุ่นดินในคลังเสบียงหลวงยามวิกาลช่างเป็นกลิ่นที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดเสียเหลือเกินค่ะ แต่สำหรับหลินฟางเซียนแล้ว กลิ่นเหล่านี้กลับเจือไปด้วยกลิ่นอายของ 'ผลกำไร' และ 'หลักฐานการทุจริต' ที่นางตามล่ามานานแรมเดือน ดวงตากลมโตภายใต้แสงคบเพลิงหรี่ลงเล็กน้อยยามกวาดตามองกระสอบข้าวที่ควรจะอัดแน่นเต็มคลัง แต่กลับเบาหวิวราวกับปุยนุ่นยามที่ปลายนิ้วเรียวสัมผัสผ่าน
"ฮูหยินขอรับ... เราพบสมุดบัญชีซ่อนอยู่หลังกองฟางมุมโน้น มีรอยประทับตราของสำนักตรวจสอบบัญชีหลวง และ... มีชื่อของขุนนางกรมคลังเกี่ยวพันด้วยหลายคนทีเดียว" เสียงกระซิบแหบพร่าของรองแม่ทัพเฉินดังขึ้น ทำลายความเงียบงันภายในห้องโถงเก็บเสบียงอันกว้างใหญ่
ฟางเซียนมิได้เอ่ยคำใด นางเพียงหยิบผ้าเช็ดหน้าสีอ่อนขึ้นมาปัดฝุ่นออกจากสมุดเล่มหนาอย่างใจเย็น มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ทำให้คนที่พบเห็นมักจะนึกหวั่นเกรง เพราะในสายตาของนาง บรรดาหนูสกปรกที่กัดกินเสบียงของกองทัพเหล่านี้ ช่างบังอาจนักที่กล้าหาญชาญชัยมาลูบคมภรรยาของแม่ทัพเว่ยอิง
ทว่า... ก่อนที่นางจะได้พลิกเปิดหน้าต่อไปเพื่อตรวจสอบชื่อตัวการใหญ่ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเร่งรีบก็ดังสะท้อนก้องมาจากทางเดินด้านนอก
"เกิดอะไรขึ้น! ใครบังอาจบุกรุกคลังเสบียงหลวงยามวิกาลเช่นนี้!"
เสียงทุ้มห้วนที่เต็มไปด้วยอำนาจและเจตนาคุกคามดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของใต้เท้าหาน ขุนนางผู้ดูแลกิจการเสบียงกรองประจำเมืองหลวง ที่ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับกอง1กำลังทหารยามนับสิบชีวิต ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ (หรืออาจจะเป็นความร้อนรนที่ถูกขัดจังหวะบางอย่าง) สายตากราดมองฟางเซียนและลูกน้องด้วยแววตาดดูแคลนระคนหวาดระแวง
"คารวะใต้เท้าหานค่ะ ดึกดื่นตื่นค่ำเช่นนี้ เหตุใดท่านจึงขยันขันแข็งถึงขนาดต้องมาตรวจตราคลังเสบียงด้วยตนเองเล่าคะ?" ฟางเซียนเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มประดับบนใบหน้าช่างงดงามราวกับบุปผางามยามเช้า แต่กลับแฝงไว้ด้วยหนามแหลมคมที่ทิ่มแทงใจคนฟังได้อย่างเจ็บแสบ
ใต้เท้าหานหน้าตึงขึ้นทันCที เขาสบตากับสมุดบัญชีในมือของนางแวบหนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าให้ขรึมลงแล้วแค่นเสียงฮึดฮัด "ฮูหยินเว่ย! ที่นี่คือเขตหวงห้ามของทางการ แม้ท่านจะเป็นภรรยาของแม่ทัพใหญ่ แต่การบุกรุกเข้ามาในยามวิกาลโดยไม่มีราชโองการหรือคำสั่งอนุญาตเช่นนี้ ถือว่ามีความผิดฐานยุ่มย่ามกับทรัพย์สินของแผ่นดิน! ทหาร! ล้อมพวกมันไว้!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ทหารยามทั้งหมดต่างชักดาบออกจากฝัก เสียงเหล็กกระทบกันดัง *กริ๊ง* สะท้อนก้อง บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดขึ้นจนแทบจะใช้มือตัดได้
ทว่าฟางเซียนกลับมิได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางค่อยๆ วางสมุดบัญชีลงบนโต๊ะไม้ตัวเก่าอย่างเชื่องช้า ขยับกายยืนขึ้นเต็มความสูง สายตาคมกริบราวกับพญาเหยี่ยวจ้องมองขุนนางรุ่นลายครามตรงหน้า
"ทรัพย์สินของแผ่นดินงั้นหรือคะใต้เท้าหาน? แปลกจริงนะคะ... ข้าคิดว่ามันคือข้าวสารและเสบียงที่สามีของข้าต้องนำไปแจจ่ายให้ทหารกล้าแนวหน้าเสียอีก ไฉนเลยท่านจึงร้อนรนราวกับสุนัขจนตรอกยามที่เห็นข้าเปิดดู 'ความลับ' ในคลังนี้เล่า?"
"สามหาว!" ใต้เท้าหานตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด "เจ้าเป็นแค่สตรีในห้องหอ กลับกล้ากล่าวหาขุนนางขั้นสามเช่นข้า! ส่งคนไปจับกุมตัวนางมา! ใครขัดขวางถือว่าสมรู้ร่วมคิดกับโจร!"
ทหารยามก้าวเข้ามาหมายจะตะครุบตัวฟางเซียน แต่ทว่า... ในวินาทีนั้นเอง เสียงคำรามต่ำที่คุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นจากความมืดมิดเบื้องนอก
"ใครกล้าแตะต้องภรรยาข้า!"
ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสนามของแม่ทัพเว่ยอิงก้าวเข้ามาอย่างองอาจ ดาบประจำกายในมือยังคงเปื้อนคราบโคลนจากการฝึกซ้อมยามดึก แต่รัศมีสังหารและไอสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้น ทำเอาทหารยามนับสิบถึงกับถอยกรูดโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคมกราบดุดันดั่งพญาราชสีห์กวาดมองผู้บุกรุกทุกคนด้วยความเย็นเยียบจนน่าขนลุก
ฟางเซียนลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก มุมปากแย้มยิ้มกว้างขึ้น นางก้าวเข้าไปหาผู้เป็นสามีที่เอื้อมมือหนามาโอบเอวบางไว้แสดงความเป็นเจ้าของอย่างเปิดเผย
"ท่านพี่... ท่านมาช้าไปนิดเดียวนะคะ เกือบจะไม่ได้ฟังเรื่องสนุกๆ เสียแล้ว" นางเอ่ยกระซิบหยอกเย้า ท่าทีสนิทสนมและสายตาที่เว่ยอิงมองภรรยานั้นเต็มไปด้วยความรักใคร่และหวงแหนอย่างล้นพ้น จนคนนอกเห็นแล้วยังต้องเบือนหน้าหนี
"ข้าขออภัยที่มาช้า ฟางเอ๋อร์... พอดีข้างนอกมี 'แขกไม่ได้รับเชิญ' มาต้อนรับนิดหน่อย" เว่ยอิงเอ่ยตอบภรรรยาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนผิดกับที่ใช้พูดกับคนอื่น ก่อนจะหันขวับไปจ้องหน้าใต้เท้าหานที่ตอนนี้เหงื่อกาฬไหลซก ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
ใต้เท้าหานกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อรู้ตัวว่าต่อให้มีอำนาจในกรมคลังเบื้องหลัง ก็คงไม่อาจต้านทานอำนาจดิบและหลักฐานที่คาอยู่ในมือของแม่ทัพผู้เหี้ยมโหดคนนี้ได้
"ท่านแม่ทัพ... เว่ยอิง... นี่เป็นความเข้าใจผิด..." ใต้เท้าหานพยายามเค้นเสียงพูดออกมาช -ช้าๆ
"ความเข้าใจผิดงั้นหรือคะ?" เสียงหวานใสของฟางเซียนแทรกขึ้นมาทันที นางหยิบสมุดบัญชีเล่มเดิมขึ้นมาโบกเบาๆ กลางอากาศ รอยยิ้มพราวระยับปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวย "ถ้าเช่นนั้น เรามาลองฟัง 'ความจริง' จากปากของคนในคลังเสบียงคนนี้กันดีกว่าค่ะ... ว่าข้าวสารหายไปสามแสนกระสอบนั้น มันไปตกอยู่ในท้องของหนูตัวไหนกันแน่!"
ฟางเซียนสะบัดมือส่งสัญญาณให้รองแม่ทัพเฉินลากตัว 'พยานปากเอก' ที่แอบซ่อนอยู่อีกมุมหนึ่งออกมา ร่างของชายสวมชุดเสมียนสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ คุกเข่าลงแทบเท้าของเว่ยอิงทันทีโดยไม่ต้องเค้นถาม
แต่ทว่า... ในวินาทีที่เสมียนคนนั้นกำลังจะอ้าปากเอ่ยชื่อผู้บุกเบิกการทุจริต ลูกธนูอาบยาพิษดอกหนึ่งก็แหวกอากาศพุ่งตรงเข้ามาปักเข้าที่หน้าอกของเสมียนคนนั้นอย่างแม่นยำ! เสียงกรีดร้องตกใจดังขึ้น ความโกลาหลบังเกิดชั่วพริบตา
เว่ยอิงคว้าตัวฟางเซียนเข้ามากอดแนบอก ปัดดาบป้องกันตัวตามสัญชาตญาณ ดวงตาดุดันกวาดมองไปยังเงาดำที่ไหววูบบนหลังคาคลังเสบียง
ฟางเซียนซบหน้าลงกับแผงอกอุ่นของสามี หัวใจเต้นระรัวไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะประกายตาที่วาวโรจน์ด้วยความท้าทาย นางสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นอายอันตรายที่คืบคลานเข้ามาทำให้รู้ว่า... เกมนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ เท่านั้น
ท่ามกลางความชุลมุนและกลิ่นคาวเลือดที่เริ่มคละคลุ้ง ใต้เท้าหานกลับแอบยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ฟางเซียนต้องชะงัก
"ฮูหยิน... ท่านคิดว่าท่านกำความลับนี้ไว้คนเดียวจริงๆ งั้นหรือ? หึ... น่าเสียดายนัก ที่คนเบื้องหลังของข้า ไม่ใช่แค่ขุนนางกระจ่อยรั้นในเมืองหลวงหรอกนะ..."
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "นางร้ายสายสตรอง ปฏิวัติวิถีฟาร์มหลวง" มาโดยตลอดนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
นางร้ายสายสตรอง ปฏิวัติวิถีฟาร์มหลวง•ตอนที่ 30
คดีปริศนาในคลังเสบียง
ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสายสตรอง ปฏิวัติวิถีฟาร์มหลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!