ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ•ตอนที่ 1

หมากตัวใหม่ในวังหลวง

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
“เจ้ามั่นใจนะว่าคนผู้นี้จะไม่มีวันหักหลังตระกูลซู?” สุ้มเสียงแหบพร่าของชายชราผู้นั่งอยู่หลังม่านมุกไม่ได้มีความอาทรเจือปน มีเพียงกระแสความเย็นชาที่กรีดลึกราวกับคมมีดที่จ่ออยู่ที่ลำคอ ซูเหม่ยหลินคุกเข่าลงบนพื้นหินเย็นเยียบ เบื้องหน้าของนางคือป้ายวิญญาณบรรพชนที่นางเกลียดชังเข้ากระดูกดำ แต่นางยังคงก้มหน้าต่ำ กิริยาท่าทางอ่อนช้อยไร้ที่ติ “หากข้าล้มเหลว ท่านปู่ก็เพียงแค่กำจัดตัวหมากที่ไร้ค่าทิ้งเสีย แต่หากข้าสำเร็จ... สิ่งที่ตระกูลซูจะได้รับ คืออำนาจที่ไม่มีวันสั่นคลอนในราชสำนักเจ้าค่ะ” คำตอบของนางราบเรียบ ทว่าหนักแน่นดั่งหินผา ผู้เฒ่าตระกูลซูหัวเราะร่วนในลำคอ ก่อนจะโยนห่อผ้าบรรจุชุดนางกำนัลชั้นต่ำลงมาเบื้องหน้า “ไปเสีย อย่าให้ฮ่องเต้หนุ่มผู้ไร้น้ำยาคนนั้นมองออกว่าเจ้าคือใคร จงจำไว้ว่าเจ้าไม่ใช่บุตรสาวที่ถูกเนรเทศของตระกูลซู แต่เจ้าคือดวงตาที่ข้าส่งไปเพื่อเด็ดหัวเขาในยามที่เผลอ” ซูเหม่ยหลินก้มลงเก็บชุดนั้นด้วยมือที่สั่นน้อยๆ ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความแค้นที่มันปะทุอยู่ในอกราวกับลาวาที่รอวันระเบิด ตระกูลที่ทอดทิ้งนางในยามที่มารดาสิ้นลมหายใจ บัดนี้กลับต้องการใช้ร่างกายนางเป็นทางผ่านไปสู่บัลลังก์มังกร *ดี... หากพวกท่านต้องการให้ข้าเป็นหมาก ข้าก็จะเล่นบทนี้ให้สมจริงที่สุด จนกว่ากระดานนี้จะพังทลายลงด้วยมือของข้าเอง* *** วังหลวงในยามนี้คือกรงขังทองคำที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตาย ซูเหม่ยหลินก้มหน้าก้มตาเดินตามหัวหน้านางกำนัลเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นใน ทุกย่างก้าวที่สัมผัสพื้นหินขัด นางสัมผัสได้ถึงสายตาจับจ้องจากมุมมืดของศาลาและเสาต้นใหญ่ ฮ่องเต้หลี่จวินเหยา... บุรุษที่ใครต่อใครต่างตราหน้าว่าคือ ‘หุ่นเชิด’ ของเหล่าขุนนางกังฉิน กำลังรอพบคนใหม่ที่จะเข้ามาปรนนิบัติ เมื่อมาถึงหน้าตำหนักบรรทม กลิ่นกำยานราคาถูกอบอวลจนน่าเวียนหัว หัวหน้านางกำนัลผลักตัวนางเข้าไปข้างในก่อนจะปิดประตูลง เสียงลงกลอนที่ดัง ‘กริ๊ก’ เบาๆ นั้น ฟังดูเหมือนเสียงกุญแจที่ไขขังชีวิตนางไว้ในนรกขุมเดิม ในห้องโถงกว้างขวาง ร่างของบุรุษผู้หนึ่งนั่งพิงพนักเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างเกียจคร้าน เขาไม่ได้สวมชุดมังกรเต็มยศ แต่สวมเพียงชุดแพรสีขาวสะอาดตา ใบหน้าเรียบเฉยนั้นหล่อเหลาราวกับรูปสลัก ทว่าดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่ลึกล้ำราวกับห้วงเหวที่ไม่มีวันบรรจบกลับจ้องมองนางอย่างวิเคราะห์ “เจ้ายินดีหรือที่ต้องมาเป็นนางกำนัลในวันที่วังหลวงกำลังจะลุกเป็นไฟ?” เสียงของเขาเย็นเยียบและราบเรียบ แต่มันกลับทำให้หัวใจของซูเหม่ยหลินกระตุกวูบ นางไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แต่กลับสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวบุรุษผู้นี้ เขาไม่ใช่อ่อนแออย่างที่ข่าวลือว่าไว้... คนที่อ่อนแอจะไม่ปล่อยไอสังหารที่นิ่งสงบได้ถึงเพียงนี้ “หม่อมฉันเป็นเพียงนางกำนัลไร้ค่า ชีวิตนี้ขึ้นอยู่กับความเมตตาของฝ่าบาท เหตุใดต้องถามหาสิ่งที่หม่อมฉันปรารถนาเล่าเพคะ?” นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าจังหวะการหายใจมั่นคง หลี่จวินเหยาลุกขึ้นยืนช้าๆ เสียงฝีเท้าของเขาแผ่วเบาราวกับแมวป่าที่กำลังย่างสามขุมเข้าหาเหยื่อ เขาหยุดลงตรงหน้านาง ก่อนจะใช้นิ้วเรียวยาวเชยคางนางขึ้นให้สบตา เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง ราวกับจะอ่านตัวอักษรทุกตัวที่นางซ่อนไว้ในจิตวิญญาณ “สายตาของเจ้า... ไม่เหมือนพวกที่ตระกูลซูส่งมา” เขาขยับใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ ปะทะกับแก้ม “พวกเขาส่ง ‘มีด’ มาให้ข้า แต่ดูเหมือนว่ามีดเล่มนี้... จะไม่ได้อยากแทงข้าเพียงอย่างเดียว” ซูเหม่ยหลินนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นตระหนก แต่กระนั้นนางก็ยังคงรักษาความสงบทางสีหน้าไว้ได้ “ฝ่าบาททรงมีสายพระเนตรกว้างไกลนัก แต่หม่อมฉันขอเตือนด้วยความสัตย์จริง ว่าในวังแห่งนี้ สิ่งที่น่ากลัวกว่าคนจากตระกูลซู คือม่านหมอกที่ปกคลุมอยู่รอบบัลลังก์ของพระองค์เอง” ฮ่องเต้หนุ่มชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะผุดรอยยิ้มที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ดูอันตรายและคาดเดาไม่ได้มากกว่าเดิม เขาปล่อยคางนางแล้วหันหลังกลับไปมองหน้าต่างที่เปิดกว้างออกสู่ความมืดมิดของราตรี “เจ้าชื่ออะไร?” “ซูเหม่ยหลินเพคะ” “เหม่ยหลิน...” เขาพึมพำชื่อนางเบาๆ ก่อนจะหัวเราะหึๆ ในลำคอ “ในเมื่อตระกูลของเจ้าต้องการให้เจ้าจับตาดูข้า งั้นคืนนี้ข้าจะให้เจ้าเห็นในสิ่งที่ไม่มีใครในแผ่นดินนี้เคยเห็นมาก่อน” เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง ก่อนจะเดินตรงไปที่ผนังด้านหนึ่งแล้วกดกลไกบางอย่าง เสียงหินกระทบกันดังสนั่นลั่นตำหนัก ทันใดนั้น ผนังห้องที่ดูเหมือนจะมั่นคงกลับเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นบันไดลับที่ทอดลึกลงสู่ความมืดมิดใต้ดิน เสียงโซ่ตรวนและเสียงกรีดร้องแผ่วเบาดังลอดออกมาจากเบื้องล่างนั้น “นั่นคือคุกมืดที่มีแต่ข้าเท่านั้นที่รู้...” หลี่จวินเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง “เจ้าอยากรู้ไหมว่าใครคือผู้ที่พยายามจะลอบสังหารข้าในทุกๆ คืน? และเจ้าอยากรู้ไหม... ว่าคนเหล่านั้นจบลงอย่างไร?” เขายื่นมือมาข้างหน้าเพื่อเชื้อเชิญนาง “เลือกเอาซูเหม่ยหลิน... จะเดินตามข้าลงไปดูความลับของบัลลังก์นี้ หรือจะหันหลังกลับแล้วไปบอกตระกูลของเจ้าว่าข้าคือฮ่องเต้ที่ไร้พิษสงคนเดิม?” หัวใจของซูเหม่ยหลินเต้นรัวราวกับกลองศึก นี่ไม่ใช่แผนการที่นางวางไว้ ความลับที่เขาเปิดเผยให้เห็นในนาทีแรกที่เจอกันบ่งบอกชัดเจนว่า หมากตัวนี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ถูกกระทำ แต่นางกำลังก้าวเข้าสู่เกมการเมืองที่เดิมพันด้วยชีวิตและตายเพียงเสี้ยววินาที นางสูดหายใจเข้าลึก ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว—ก้าวที่เปลี่ยนชะตากรรมของนางไปตลอดกาล ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในม่านหมอกแห่งเล่ห์กลนี้กับหลิวเยี่ยนซีนะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกลับเหลี่ยมบัลลังก์ทมิฬ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%