เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะไม้ยาวราคาแพงหูฉี่ไม่ได้ดังสนั่นจนน่าเกลียด แต่มันดังพอที่จะทำให้บรรยากาศห้องประชุมใหญ่ของบริษัทสถาปัตยกรรมชื่อดังอย่าง *‘The Space Architects’* เงียบกริบราวกับป่าช้าในชั่วพริบตา
รินรดาไม่สะดุ้ง เธอเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างท้าทาย ปลายนิ้วเรียวสวยที่เพิ่งบรรจงทำเล็บเจลลายหินอ่อนสีนู้ดเคาะเบาๆ ลงบนขอบโต๊ะเป็นจังหวะเนิบนาบ ดวงตากลมโตภายใต้ขนตางอนงามจ้องมองร่างสูงโปรดักชันเนี๊ยบกริบในชุดสูทสั่งตัดสีเทาชาร์โคลที่ยืนค้ำหัวเธออยู่
"ฉันเพิ่งฟังคุณพรีเซนต์โปรเจกต์ ‘The Haven’ จบไป... และบอกตามตรงนะคะคุณธันวา ว่ามันคือหายนะดีๆ นี่เอง"
น้ำเสียงหวานใสแต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและมั่นใจในตัวเองพุ่งตรงไปยังเป้าหมายอย่างไร้ความเกรงกลัว รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้เธอจะเตี้ยกว่าเขาเกือบหนึ่งช่วงหัวไหล่ แต่รัศมีออร่าความมั่นหน้ามั่นโหนกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ของเธอกลับทำให้เธอดูลอยเด่นอยู่เหนือบรรยากาศกดดันรอบตัว
ธันวาขยับแว่นสายตาขอบโลหะบางเฉียบขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบหลังเลนส์แว่นคู่นั้นกวาดมองอินฟลูเอนเซอร์สาวชื่อดังที่ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์โครงการด้วยสายตาราวกับกำลังมองเศษฝุ่นผงบนปกเสื้อ
"หายนะเหรอครับ... อ้อ ขอโทษที ดิฉันลืมไปว่าคนเรามักจะมองไม่เห็นคุณค่าของงานศิลปะ หากสมองส่วนนั้นถูกแทนที่ด้วยพื้นที่สำหรับคิดคอนเทนต์เรียกยอดไลก์" ธันวาตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เย็นชา และเจือรอยยิ้มหยันที่มุมปากอย่างน่าหมั่นไส้ "คุณรินรดาครับ บ้านไม่ใช่สตูดิโอติ๊กต็อกที่มีไว้แค่เต้นโชว์มุมสวยๆ เพื่อแลกกับยอดวิว การจัดวางพื้นที่ใช้สอยมันต้องอาศัยตรรกะและวิศวกรรม ไม่ใช่แค่ความมโนแจ่มว่ามุมไหนถ่ายรูปออกมาแล้วหน้าเรียวที่สุด"
*เพล้ง!*
เสียงนี้ไม่ได้มาจากแก้วน้ำที่แตก แต่มันคือเสียงศักดิ์ศรีของรินรดาที่ถูกเหยียบย่ำด้วยคำพูดปากจัดระดับพรีเมียมของสถาปนิกหนุ่มผู้เย่อหยิ่งที่สุดในวงการ
คีย์ ซึ่งนั่งกอดอกอยู่มุมห้องถึงกับต้องยกมือขึ้นป้องปากกลั้นขำ ดวงตาพราวระยับมองเพื่อนสนิทที่กำลังเปิดศึกน้ำลายกับสาวมั่นหน้าสวยเฉี่ยวคนนี้อย่างสนุกสนาน เขารู้ดีว่าธันวาเกลียดพวกอินฟลูเอนเซอร์ที่ชอบเข้ามาแทรกแซงงานออกแบบแค่ไหน แต่กับรินรดา... มันดูเหมือนมีไฟบรรลัยกัลป์ลุกโชนอยู่ในอากาศตั้งแต่แรกสบตา
"ปากแบบนี้สินะคะ ถึงได้โสดสนิทเป็นมนุษย์หินอยู่ในตึกกระจกนี่มาสามสิบปี" รินรดาก้าวเข้าไปประชิดตัวเขา กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบผสมวานิลลาจางๆ ลอยแตะจมูกธันวา ทว่าชายหนุ่มกลับไม่มีทีท่าถอยร่น เขากลับยืนนิ่งโน้มใบหน้าลงมาเล็กน้อยด้วยซ้ำ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังวาวโรจน์ด้วยความโกรธ
"ดีกว่าเอาเวลาชีวิตไปหมกมุ่นกับการจัดฉากชีวิตปลอมๆ ลงโซเชียลเพื่อเรียกเรตติ้งก็แล้วกันครับ" ธันวาเอ่ยเสียงกระซิบเบาๆ ทว่าบาดลึก "ถ้าคุณมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสถาปัตยกรรมสักครึ่งหนึ่งของความพยายามในการโพสต์ท่าถ่ายรูป งานนี้คงไม่ต้องเสียเวลาเชิญคุณมานั่งวิจารณ์ให้เสียบรรยากาศหรอกครับ"
"นี่คุณ...!"
รินรดากัดฟันกรอด มือเรียว กำหมัดแน่นจนเล็บแทบจะจิกเข้าไปในเนื้อ ความมั่นใจทั้งหมดที่สะสมมานานนับปีถูกผู้ชายปากร้ายคนนี้พังทลายลงในเวลาไม่ถึงสิบนาที เธอมองสำรวจใบหน้าหล่อเหลาที่เรียบเฉยราดด้วยน้ำแข็งของเขาแล้วอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ ให้สมกับความน่าหมั่นไส้
แต่ก่อนที่สงครามประสาทระหว่างสถาปนิกปากจัดกับอินฟลูเอนเซอร์สาวตัวแม่จะบานปลายไปมากกว่านั้น เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะประชุมของธันวาก็แผדเสียงดังขึ้น ขัดจังหวะการปะทะฝีปากที่กำลังเผ็ดร้อน
ธันวาปรายตามองหน้าจอนิ่งๆ ก่อนจะหันมามองรินรดาที่ยังคงยืนจ้องหน้าเขาไม่กะพริบตา "ประชุมแค่นี้พอก่อนครับ ผมหมดอารมณ์จะฟังคนไม่มีเหตุผลมาติเรือทั้งที่ยังไม่รู้จักหางเสือแล้ว"
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินเลี่ยงไปหยิบโทรศัพท์ โดยไม่คิดจะแคร์ความเดือดดาลที่กำลังพุ่งทะยานถึงขีดสุดของหญิงสาวแม้แต่น้อย รินรดากลั้นหายใจด้วยความคับแค้นใจ เธอยังไม่เคยยอมแพ้ใครหน้าไหนในปฐพีนี้ ผู้ชายคนนี้เป็นใคร ถึงกล้ามาหยามเธอต่อหน้าทีมงานนับสิบชีวิต!
เธอตัดสินใจก้าวตามหลังเขาไปหมายจะต่อว่าให้หนำใจ ทว่าจังหวะที่ธันวาหันกลับมาอย่างกะทันหันเพื่อจะหยิบแฟ้มงานบนโต๊ะ ร่างบางที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงจึงเบรกไม่ทัน
*ตุ้บ!*
ร่างระหงชนเข้ากับแผงอกกว้างแกร่งของสถาปนิกหนุ่มเต็มแรง ความตกใจทำให้รินรดาเซถอยหลัง แต่ธันวาไวกว่า มือหนาเอื้อมไปคว้าเอวคอดกิ่วของเธอไว้ตามสัญชาตญาณเพื่อไม่ให้เธอล้มลงไปกองกับพื้น
โลกทั้งใบคล้ายจะหยุดหมุนไปชั่วขณะ
รินรดาเบิกตากว้างเมื่อพบว่าระยะห่างระหว่างใบหน้าของเธอกับเขามันใกล้จนแทบจะแนบชิด ลมหายใจอุ่นๆ ของธันวาเป่ารดอยู่บริเวณข้างแก้มเนียน กลิ่นเพอร์ฟูมผู้ชายผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยวนอยู่ในโสตประสาท ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชาคู่นั้นตอนนี้กำลังมองสำรวจริมฝีปากอิ่มสีแดงสดของเธอด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง—มันไม่ใช่ความเย้ยหยัน แต่มันคือประกายความร้อนรุ่มบางอย่างที่จู่ๆ ก็พุ่งวาบขึ้นมาในความมืด
หัวใจของอินฟลูเอนเซอร์สาวเต้นรัวผิดจังหวะจนน่ากลัว สมองที่เคยแล่นฉิวในการหาคำพูดมาจิกกัดพลันขาวโพลนไปหมด
"ปล่อยนะคะ..." เธอพยายามเปล่งเสียงกระซิบออกไปอย่างยากลำบาก เมื่อรู้สึกว่าฝ่ามืออุ่นจัดของเขากำลังกระชับแน่นอยู่ที่เอวของเธอโดยไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อยง่ายๆ
ธันวาไม่ยอมปล่อย เขากลับโน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกโด่งเกือบจะชนกัน ดวงตาคู่คมจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่เริ่มฉายแววหวั่นไหวอย่างปิดไม่มิด
"ระวังตัวหน่อยสิครับคุณรินรดา..." เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่ากระซิบชิดริมหูจนขนลุกซู่ "ปากเก่งขนาดนี้... ระวังจะไม่ได้ใช้แค่เถียงผมนะครับ"
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในโลกแห่งอารมณ์อันเร่าร้อนนี้ด้วยกันนะคะ
เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากจัด•ตอนที่ 1
ความมั่นหน้ากับความเย็นชา
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์หัวใจของนายสถาปนิกปากจัด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!