“เจ้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเงยหน้ามองข้าด้วยซ้ำ เจ้าขยะแห่งยอดเขาเมฆาคล้อย!”
เสียงแผดกร้าวของ ‘จ้าวหลิน’ ศิษย์พี่ชั้นสูงผู้กุมอำนาจการจัดสรรทรัพยากรประจำหอโอสถดังก้องไปทั่วลานหิน ลมปราณสีครามที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาสั่นสะเทือนมวลอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวดังระงม บรรดาศิษย์รอบข้างต่างถอยร่นด้วยความหวาดเกรง เหลือเพียงร่างหนึ่งที่ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงราวกับขุนเขาที่ไม่สะทกสะท้านต่อพายุร้าย
หลี่เฟยเทียนมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่าลึกเข้าไปในดวงตานั้นกลับปรากฏประกายของ ‘กระบี่’ ที่พร้อมจะฉีกกระชากมิติแห่งความเป็นจริง มือขวาของเขาวางอยู่บนด้ามกระบี่ไม้เนื้อหอมที่ดูสามัญที่สุดในสายตาคนทั่วไป แต่นั่นคืออาวุธที่ผ่านการขัดเกลาด้วยจิตวิญญาณของมหาเทพผู้เคยสยบแผ่นดินมาแล้ว
“คนเรานั้นมีค่าเท่ากับสิ่งที่เขายึดถือ” หลี่เฟยเทียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานลึกเข้าสู่โสตประสาทของทุกคน “หากเจ้าคิดว่าตนเองสูงส่งเพราะอำนาจที่ได้มาจากการกดขี่ผู้อื่น... ข้าเกรงว่ากระบี่ในมือข้าคงต้องขออนุญาตสั่งสอนให้เจ้าเข้าใจเสียใหม่ ว่าความห่างชั้นที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร”
“สามหาว!” จ้าวหลินคำรามลั่น ประทับฝ่ามือลงบนอากาศ ส่งคลื่นลมปราณอัดกระแทกเข้าใส่ร่างของหลี่เฟยเทียนอย่างรุนแรง พลังระดับปราณก่อกำเนิดขั้นปลายบดขยี้พื้นศิลาจนแตกร้าวเป็นวงกว้าง ทว่าวินาทีที่คลื่นพลังนั้นจะปะทะกับอกของศิษย์รุ่นน้อง ร่างของหลี่เฟยเทียนกลับเลือนหายไปเหมือนภาพลวงตา
*ฟึ่บ!*
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่เสียงลมหายใจของจ้าวหลินจะสะดุดกึก เพราะเขารู้สึกได้ถึงไอสังหารอันเย็นเยียบที่ประทับอยู่ข้างลำคอ
หลี่เฟยเทียนไม่ได้เคลื่อนไหวด้วยวิชาตัวเบาที่หวือหวา เขาเพียงแค่ ‘ก้าว’ สั้นๆ หนึ่งก้าวตามวิถีแห่งเต๋า กระบี่ไม้ในมือเขายังคงอยู่ในฝัก ทว่าเพียงแค่แรงกดดันจากการขยับนิ้วเพียงเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะทำให้จ้าวหลินตัวแข็งทื่อราวกับถูกคำสาป
“เจ้าใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อฝึกฝนพลังปราณที่เปราะบาง แต่กลับลืมแก่นแท้ของวิถีกระบี่ที่ควรจะสะอาดบริสุทธิ์” หลี่เฟยเทียนกระซิบข้างหู น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเวทนา “จงจำไว้... กระบี่ไม่ได้มีไว้เพื่อข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่า แต่มันมีไว้เพื่อปกป้องเกียรติยศที่เจ้ากำลังทำลายทิ้งด้วยมือของตัวเอง”
“อย่า... อย่าคิดว่าข้าจะยอม!” จ้าวหลินกัดฟันกรอด รีดเค้นพลังปราณเฮือกสุดท้ายออกมาจากจุดตันเถียน หมายจะหันกลับมาปลิดชีพศัตรู ทว่าสิ่งที่เขาเห็นกลับไม่ใช่กระบี่ไม้ แต่เป็นเงาของกระบี่นับหมื่นเล่มที่ซ้อนทับกันจนบังมิดมวลท้องฟ้า
นั่นไม่ใช่พลังปราณ แต่มันคือ ‘เจตจำนง’
ท่ามกลางมวลอากาศที่กดทับ เย่ว์ฉิงเซียนที่ยืนสังเกตการณ์อยู่บนระเบียงหอสูงพลันขมวดคิ้วเรียวงาม นัยน์ตาคู่สวยสีดุจน้ำแข็งสั่นไหวเล็กน้อย นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย กลิ่นอายของคนที่อยู่เหนือวิถีเซียนธรรมดาสามัญ... กลิ่นอายของ ‘ผู้ที่บรรลุวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์’
“เขาเป็นใครกันแน่?” นางพึมพำกับตัวเอง มือที่กุมกระบี่ประจำกายกระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
หลี่เฟยเทียนเลื่อนนิ้วโป้งออกจากฝักกระบี่เพียงครึ่งนิ้ว เสียง ‘กริ๊ก’ เบาๆ ดั่งเสียงระฆังพิพากษาดังขึ้นในหัวของทุกคน จ้าวหลินทรุดเข่าลงกับพื้นทันทีโดยไม่มีการปะทะด้วยกำลัง พลังกดดันมหาศาลบีบอัดจนกระดูกทั่วร่างลั่นเปรี๊ยะ เลือดสดๆ ไหลออกจากมุมปากของศิษย์พี่ผู้เย่อหยิ่ง
“ข้า... ข้าแพ้แล้ว...” จ้าวหลินพ่นคำออกมาด้วยความยากลำบาก
“การแพ้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่การไม่รู้จักประมาณตนต่างหากคือจุดจบของนักสู้” หลี่เฟยเทียนเก็บกระบี่เข้าฝักด้วยท่วงท่าสง่างาม ก่อนจะหันหลังกลับเดินจากไปท่ามกลางสายตาที่ตื่นตะลึงของเหล่าศิษย์ในสำนัก
ทว่า ก่อนที่เขาจะก้าวพ้นลานฝึก เสียงฝีเท้าที่เบาดุจหิมะตกก็ดังขึ้นด้านหลัง พร้อมกับกลิ่นหอมเย็นจางๆ ของดอกเหมันต์ที่คุ้นเคย
“เจ้าทำเกินไปหรือเปล่า? ศิษย์พี่จ้าวหลินอาจจะนิสัยไม่ดี แต่เขาก็เป็นศิษย์ชั้นสูงของสำนัก หากเจ้าทำร้ายเขาจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ ผู้อาวุโสย่อมไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆ”
หลี่เฟยเทียนหยุดก้าว ชายหนุ่มหันกลับไปเผชิญหน้ากับดรุณีผู้สง่างามที่ยืนตระหง่านอยู่กลางสายลม เส้นผมสีดำขลับปลิวไสวไปตามแรงลม ดวงตาสีฟ้าครามของเย่ว์ฉิงเซียนจ้องมองมายังเขาราวกับจะค้นหาคำตอบที่ซ่อนอยู่ในความโดดเดี่ยวของชายหนุ่ม
หลี่เฟยเทียนเผยยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ดูเยือกเย็นและแฝงไว้ด้วยความลับที่สั่นคลอนหัวใจ “หากกฎของสำนักคือการกดขี่ผู้อื่นเพื่อความสุขของตนเอง... ข้าก็น้อมรับบทลงโทษที่จะตามมา แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น ข้ามีบางอย่างที่อยากจะถามเจ้า... ศิษย์พี่หญิง”
“อะไร?”
เขาก้าวเข้าไปใกล้จนลมหายใจของทั้งสองประสานกัน เย่ว์ฉิงเซียนชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าเรียบเฉยขึ้นสีระเรื่ออย่างผิดวิสัย “ในวันที่ท้องฟ้านี้ถูกฉีกกระชากด้วยทัณฑ์สวรรค์... เจ้าจะยังเลือกยืนอยู่ข้างข้า หรือจะเลือกยืนอยู่ใต้เงาของผู้อื่นเหมือนที่เจ้าทำอยู่ตอนนี้?”
คำถามนั้นเปรียบเสมือนคมกระบี่ที่กรีดลงบนความเงียบงัน เย่ว์ฉิงเซียนเบิกตากว้าง ความสับสนปรากฏขึ้นในดวงตา ทว่าในวินาทีที่นางกำลังจะเอ่ยตอบ เสียงคำรามกึกก้องจากยอดเขาต้องห้ามพลันดังสะท้อนมาถึงใจกลางสำนัก ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับถูกหมึกยักษ์สาดทับ
ศิษย์ทุกคนต่างแหงนหน้ามองด้วยความแตกตื่น กระบี่ทุกเล่มในฝักของศิษย์นับพันคนต่างสั่นสะเทือนและส่งเสียงร้องครางออกมาพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง เหมือนกับพวกมันกำลังก้มกราบใครบางคนที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล
สายฟ้าสีทองสายหนึ่งผ่าลงมาตรงหน้าของหลี่เฟยเทียนและเย่ว์ฉิงเซียน แสงสว่างจ้าทำลายม่านตาของทุกคนจนพร่ามัว เมื่อม่านแสงจางลง ร่างหนึ่งในชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำพร้อมตราประทับกระบี่หักที่หน้าอกก็ก้าวออกมาจากรอยแยกของมิติ
“ศิษย์น้อง... เจ้าเรียกหาข้าหรือ?” บุคคลนั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทำให้อากาศรอบข้างแช่แข็งในทันที
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในเส้นทางวิถีแห่งกระบี่ครั้งนี้ครับ!
หมื่นกระบี่คืนรัง
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ สลักนามเหนือนภาลัย•ตอนที่ 3
คมกระบี่สั่งสอน
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ สลักนามเหนือนภาลัย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
