"ทุบมันให้ตาย! อย่าให้ร่างสวะนี่ได้เห็นตะวันในวันพรุ่งนี้!"
เสียงตะคอกที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามดังบาดลึกเข้ามาในโสตประสาท เสียงฝ่าเท้าที่กระทืบลงบนพื้นดินแฉะชื้นดังสนั่นหวั่นไหวตามจังหวะการลงทัณฑ์ แต่ละครั้งที่ปลายเท้าหนาหนักฟาดลงบนซี่โครง ความเจ็บปวดราวกับกระดูกนับพันท่อนกำลังแตกละเอียดก็แล่นพล่านไปทั่วร่าง จนกระทั่งความเงียบงันเริ่มเข้าครอบงำ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปนไปกับกลิ่นดินโคลนที่อบอวลอยู่รอบตัว
หลี่เฟยเทียนลืมตาขึ้น... แต่สิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่โถงวิหารเทพบนยอดเขาไกรลาศที่เขาจากมา แต่มันคือท้องฟ้าสีเทาหม่นที่ดูราวกับผ้าขี้ริ้วเก่าคร่ำ พลังปราณทั่วร่างเหือดแห้งหายไปดุจสายน้ำที่ถูกตัดขาด เหลือเพียงความร้อนรุ่มและอาการปวดร้าวที่แล่นริ้วไปตามเส้นชีพจรที่พังทลาย
"ตายแล้วงั้นหรือ? หรือนี่คือวิบากกรรมที่ข้าต้องชดใช้ในปรโลก?"
เขากัดฟันแน่นจนเลือดซึมออกมาจากมุมปาก จิตวิญญาณแห่งมหาเทพผู้ครองกระบี่ไร้ลักษณ์สั่นสะท้านขึ้นมาด้วยแรงอาฆาต เขาไม่ใช่คนที่จะยอมจำนนต่อโชคชะตา แม้ในยามที่ลมหายใจรวยรินดั่งเทียนไขต้องลม เขาก็ยังสัมผัสได้ถึง 'ตัวตน' อีกคนหนึ่งที่ดับสูญไปก่อนหน้านี้ ร่างกายนี้คือศิษย์สายนอกผู้ต่ำต้อยในสำนักกระบี่เมฆาที่ถูกรุมทำร้ายจนสิ้นใจ... เพียงเพราะเขาบังอาจเอื้อมมือไปแตะต้องดอกบัวขาวที่เป็นดั่งยอดดวงใจของใครบางคน
"เหอะ... ร่างกายสวะ เส้นชีพจรอุดตัน สติปัญญาต่ำทราม แต่จิตวิญญาณของเจ้ากลับเต็มไปด้วยความแค้นเคืองที่บริสุทธิ์ยิ่งนัก"
หลี่เฟยเทียนเค้นเสียงหัวเราะในลำคอพลางพยายามยันกายขึ้น ความรู้สึกถึงสัมผัสหยาบกระด้างของหินกรวดบาดผิวหนังทำให้นัยน์ตาที่เคยดุดันดุจราชันหม่นแสงลงวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาจากส่วนลึกของดวงตา
เขาไม่ได้ร้องขอความเมตตาจากสวรรค์ แต่เขากำลังมองหา... คมกระบี่
ในความทรงจำที่ตกค้าง ร่างนี้ถูกศิษย์สายใน 'หานจง' ใช้พลังปราณขั้นก่อกำเนิดทุบตีจนสิ้นใจเพียงเพราะความอิจฉาริษยา แต่หานจงหารู้ไม่ว่า การกระทำที่ไร้หัวคิดนั้นกลับกลายเป็นการทำลายโซ่ตรวนที่ผูกมัดดวงวิญญาณของมหาเทพไว้กับความตาย
*ครืด...*
มือที่สั่นเทาของเขาคว้าไปที่เศษเหล็กสนิมเขรอะข้างกาย มันไม่ใช่กระบี่ หากแต่เป็นเพียงเศษเหล็กที่ถูกทิ้งขว้างจากการฝึกซ้อม ทว่าในสายตาของหลี่เฟยเทียน มันกลับกลายเป็นคมศาสตราที่พร้อมจะกรีดฟ้าผ่าดินในอีกเพียงไม่กี่ชั่วยาม
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังใกล้เข้ามาอีกครั้ง สัมผัสของพลังปราณที่แผ่กดดันกดทับลงมาจนพื้นดินสั่นสะเทือน เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า เป็นชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาที่ฉาบไว้ด้วยความอำมหิต แววตาของหานจงเหยียดหยามราวกับเขามองเห็นเพียงมดปลวก
"ยังไม่ตายอีกหรือ? ร่างสวะนี่หนังเหนียวเสียจริง" หานจงแสยะยิ้มพลางเงื้อเท้าหมายจะซ้ำให้ดับดิ้น
หลี่เฟยเทียนไม่ตอบโต้ เขาเพียงแค่นัยน์ตาหรี่ลง จิตเทพที่หลับใหลเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่น พลังปราณที่เคยแห้งเหือดกลับเริ่มดูดกลืนกระแสอากาศรอบตัวเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง นี่ไม่ใช่การบำเพ็ญเพียรทั่วไป แต่มันคือวิถีแห่ง 'ไร้ลักษณ์' ที่ไม่ต้องพึ่งพาทั้งปราณหรือวิชา แต่พึ่งพาเพียง 'เจตจำนง' ที่แข็งแกร่งกว่าดารา
"เจ้า... รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังเหยียบย่ำสิ่งใดอยู่?" เสียงของหลี่เฟยเทียนแหบพร่า ทว่ากลับกังวานราวกับเสียงฟ้าคำรามที่ซ่อนเร้นอยู่ในก้นบึ้งของมหาสมุทร
หานจงชะงักฝีเท้า ความรู้สึกแปลกประหลาดเสียวสันหลังวาบแล่นผ่านร่างอย่างไม่มีสาเหตุ ราวกับว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายที่จ้องมองมาจากความมืดมิด
"แกพูดว่าอะไรนะ!" หานจงตวาดเพื่อกลบเกลื่อนความกลัว พลังปราณสีแดงฉานพุ่งออกมาจากฝ่ามือเตรียมปะทะ
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง กลิ่นอายความหนาวเหน็บที่รุนแรงจนบีบคั้นหัวใจก็แผ่ซ่านลงมาจากนภากาศ เกล็ดหิมะสีเงินร่วงหล่นลงมาท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรี ผิดวิสัยฤดูกาลที่ควรจะร้อนระอุ
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นบนยอดไม้สูงใหญ่ นางมีอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกร่วงหล่น ใบหน้าเรียบเฉยดั่งรูปสลักน้ำแข็ง นัยน์ตาสีม่วงครามเย็นชาคู่นั้นกวาดมองลงมาที่หลี่เฟยเทียนเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่หานจงด้วยกระแสสังหารที่ทำให้ทุกคนรอบข้างต้องหยุดหายใจ
"ศิษย์พี่หญิง... เย่ว์ฉิงเซียน?" หานจงหน้าซีดเผือด เข่าทรุดลงกับพื้นทันทีด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น
หลี่เฟยเทียนแหงนหน้ามองนาง แววตาของเขาไร้ซึ่งความเกรงกลัว มีเพียงประกายความสนใจที่ยากจะหยั่งถึง... สตรีผู้นี้มีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชานั้น และดูเหมือนว่านางจะไม่ได้มาเพื่อ 'ช่วย' เขา แต่นางมาเพื่อ 'ทวงคืน' อะไรบางอย่าง
นางค่อยๆ ลดตัวลงมาถึงพื้นดิน หิมะรอบกายพัดวนเป็นวงกว้าง นางเดินตรงมายังหลี่เฟยเทียน สูดลมหายใจลึก กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ปะทะเข้ากับจมูกของเขา
"เจ้า... เจ้าไม่ใช่เขา" นางเอ่ยเพียงประโยคสั้นๆ แต่ทว่าเสียงนั้นกลับสั่นไหวเล็กน้อยด้วยอารมณ์ที่พยายามกดทับไว้
หลี่เฟยเทียนยันกายลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะบาดเจ็บสาหัส แต่เขากลับยืนตรงตระหง่านราวกับยอดเขาที่ไม่มีวันสยบต่อผู้ใด เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นแล้วกระซิบตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนมีเพียงนางที่ได้ยิน
"ข้าคือใครไม่สำคัญ... สำคัญที่ว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป กระบี่ของข้า... จะไม่ยอมอยู่ใต้คมของใครอีก แม้แต่เจ้า"
สิ้นคำกล่าว บรรยากาศโดยรอบก็พลันเปลี่ยนไป สายฟ้าสีดำนับหมื่นเส้นเริ่มก่อตัวขึ้นเหนือยอดเขาสูง ความโกลาหลของทัณฑ์สวรรค์กำลังก่อตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในเส้นทางวิถีแห่งกระบี่ครั้งนี้ครับ!
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ สลักนามเหนือนภาลัย•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนจากความตาย
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ สลักนามเหนือนภาลัย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
