เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา•ตอนที่ 1

เสียงติ๊กต่อกในคืนพายุ

ผลงานโดย เหมยฮวาแรกแย้ม
คราบโลหิตสีเข้มที่หยดลงบนเฟืองจักรกลทองเหลืองขนาดจิ๋ว ไม่ได้ทำให้รินรดารู้สึกตกใจจนเสียกระบวน—อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในระดับที่จะทำให้มือเรียวที่กำลังคีบสปริงบาลานซ์ต้องสั่นเทา กลิ่นอับชื้นของฝนห่าใหญ่ที่กระหน่ำซัดสาดใส่กระจกหน้าร้าน ผสมปนเปเข้ากับกลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นเลือดสดๆ ลอยอวลอยู่ในพื้นที่คับแคบของร้าน "เวลาทิพย์" ร้านซ่อมนาฬิกาโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกแคบๆ ไร้ชื่อ แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบใบหน้าคมคายที่นอนคว่ำหน้าหมดสติอยู่บนพื้นไม้ปาร์เกต์ ชายแปลกหน้าในชุดสูฟเข้ารูปที่บัดนี้ขาดวิ่นและเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำฝนและหยาดโลหิต กำลังนอนหายใจรวยรินอยู่แทบเท้าเธอ รินรดากวาดสายตาเรียวคมมองสำรวจร่างนั้นอย่างใจเย็น เธอไม่ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแจ้งตำรวจ หรือแม้แต่ส่งเสียงกรีดร้องน่ารำคาญเหมือนนางเอกละครหลังข่าว เธอกลับถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่งอย่างเหนื่อยหน่าย พร้อมกับวางคีมปากจระเข้ลงบนโต๊ะทำงานเสียงดัง *กริ๊ก* "ตายยากตายเย็นจริงนะพ่อคุณ... เลือกทำเลได้แย่เสียจริง ร้านซ่อมนาฬิกาไม่ได้เปิดรับซ่อมศพฟรีๆเสียหน่อย" น้ำเสียงราบเรียบแต่เจือความหงุดหงิดหลุดออกมาจากริมฝีปากอิ่มที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงระเรื่อ รินรดาย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วแตะที่ซอกคอแกร่ง ชีพจรเต้นอ่อนแรงแต่ยังคงความดุดัน ชายคนนี้สูญเสียเลือดมากเกินไป บาดแผลฉีกขาดที่สีข้างข้างขวาเกิดจากคมมีดหรือเศษกระสุนเฉี่ยวชน บ่งบอกชัดเจนว่าเขาเพิ่งหนีตายจากนรกมาหมาดๆ และที่แย่ยิ่งกว่าคือ... เขาดึงเอาความยุ่งยากระดับมหันตภัยเข้ามาในชีวิตอันแสนสงบสุขของเธอด้วย ทันใดนั้น เปลือกตาที่ปิดสนิทของร่างสูงก็กระพริบไหว ดวงตาคมกริบสีนิลกาฬคู่นั้นเปิดขึ้นอย่างฉับพลัน พร้อมกับมือหนาที่พุ่งเข้ามาบีบรอบข้อ มือของรินรดาด้วยความเร็วระดับสัญชาตญาณดิบเถื่อน แรงบีบมหาศาลทำให้เธอต้องนิหน้าด้วยความเจ็บปวด แต่แทนที่จะหวาดกลัว รินรดากลับตวัดสายตาดุดันกลับไปทันที "ปล่อยมือออกจากข้อมือฉัน ก่อนที่ฉันจะเอาไขควงเบอร์สองจิ้มตาแกให้บอดสนิททั้งสองข้าง" เธอเอ่ยเสียงลอดไรฟันด้วยความโมโห ร่างกายไม่ได้ถอยหนีแม้แต่น้อย คีรินหอบหายใจหนักหน่วง ดวงตาคมกริบจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าสลับกับสภาพรอบตัว สมองที่ปั่นป่วนจากพิษบาดแผลทำให้ความทรงจำช่วงก่อนหน้าขาดหายเป็นห้วงๆ เขาสจำได้แค่เสียงไล่ล่า เสียงปืน และความมืดมิด แต่ตอนนี้... สิ่งที่ดึงดูดสติอันเลือนรางของเขาไว้ คือผู้หญิงปากจัดที่กำลังจ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง โดยไม่มีแววตาของความหวาดกลัวอยู่เลยแม้แต่น้อย "เธอเป็น... ใคร..." เสียงแหบพร่าหลุดออกมาจากริมฝีปากที่ซีดเซียวของเขา "คนที่กำลังจะช่วยชีวิตนาย หรือไม่ก็... คนที่จะโยนศพนายออกไปให้ปลากินนอกร้าน เลือกเอาสิคะพ่อรูปหล่อ" รินรดาแค่นFยิ้มหยัน ขยับข้อมือที่ถูกพันธนาการไว้เล็กน้อย "แต่ถ้ายังไม่อยากตายคาตักฉัน ช่วยคลายมือควายๆ นี่ออกจากข้อมือฉันก่อนเถอะค่ะ เลือดนายมันเปื้อนเสื้อฉันหมดแล้ว" คีรินมุมปากกระตุกขึ้นนิดๆ แม้ใบหน้าจะซีดเซียวจนแทบไร้สีเลือด แต่แววตาที่มองเธอกลับมีความแพรพราวและดื้อรั้นฉายชัดขึ้นมาอย่างน่าหมั่นไส้ "ปากร้าย... เป็นช่างซ่อมนาฬิกาหรือแม่มดกันแน่" "ปากแบบนี้แหละค่ะที่กำลังจะควักกระสุนออกจากสีข้างให้คุณ นอนนิ่งๆ ถ้าไม่อยากให้ฉันลงมือพลาดแล้วตับไตไส้พุงคุณทะลักออกมาซะก่อน" รินรดาสะบัดข้อมือหลุดจากการเกาะกุมอย่างไม่ใยดี ก่อนจะลุกขึ้นไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลและอุปกรณ์ทำแผลออกมาจากตู้ใต้โต๊ะทำงาน เธอกลับมานั่งคุกเข่าข้างกายเขาอีกครั้ง ใช้กรรไกรตัดผ้าเนื้อดีของเขาออกเผยให้เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องแกร่งที่มีรอยแผลเป็นจากอดีตและบาดแผลสดๆ น่ากลัว ความใกล้ชิดทำให้กลิ่นกายเฉพาะตัวของชายหนุ่ม—กลิ่นฝน กลิ่นเลือด และกลิ่นบุหรี่จางๆ—ตีรวนเข้ามาปะปนกับกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเธอ บรรยากาศภายในร้านที่มีเพียงเสียง "ติ๊กต่อก... ติ๊กต่อก" ของนาฬิกาแขวนผนังเรือนโบราณดังสะท้อนก้อง กลับยิ่งขับเน้นจังหวะหัวใจที่เต้นผิดเพี้ยนของคนทั้งคู่ให้เด่นชัดขึ้น "เจ็บหน่อยนะ" เธอเอ่ยเตือนเสียงห้วน ก่อนจะใช้คีมคีบเศษโลหิตและทำความสะอาดแผล คีรินกัดกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็นสันนูนความเจ็บแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่เขากลับไม่ส่งเสียงร้องออกมาสักแอะ ดวงตาคมกริบยังคงจ้องมองใบหน้างดงามที่กำลังตั้งอกตั้งใจทำแผลให้เขาอย่างไม่วางตา เส้นผมสีดำสนิทที่หลุดลุ่ยลงมาเคลียข้างแก้มเนียนทำให้ความดุร้ายในแววตาของเธอลดทอนลงไปบ้าง เหลือเพียงเสน่ห์เย้ายวนใจที่ยากจะปฏิเสธ "มองหน้าฉันแบบนี้... หลงเสน่ห์ช่างซ่อมนาฬิกาเข้าแล้วหรือไงคะ?" รินรดาเอ่ยแซะโดยไม่เงยหน้าขึ้น มือยังคงง่วนอยู่กับการเย็บแผลอย่างคล่องแคล่วและแม่นยำ "เปล่า... แค่คิดว่า ผู้หญิงอะไร ทั้งมือหนัก ปากจัด... แถมยังใจกล้าหน้าด้านเอาผู้ชายแปลกหน้าเลือดโชกเข้ามานอนในร้านได้หน้าตาเฉย" คีรินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงแหบแห้งแต่แฝงแววกวนประสาทที่ทำเอารินรดาอยากจะเอาสำลีชุบแอลกอฮอล์ยัดปากเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอด "ถ้าไม่ใช่เพราะไม่อยากให้พื้นไม้ราคาแพงของฉันต้องมาพังเพราะคราบเลือดสกปรกๆ ของคุณนะ ฉันปล่อยให้นายเน่าตายหน้าร้านไปนานแล้วค่ะคุณอดีตตำรวจ" ประโยคสุดท้ายที่หลุดออกมาจากปากของรินรดา ทำให้รอยยิ้มกวนๆ บนใบหน้าของคีรินแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคมหรี่แคบลงทันที ความตื่นตัวพุ่งพล่านขึ้นมาในอก เขาไม่ได้บอกเธอสักคำว่าเขาเคยเป็นอะไร... แล้วผู้หญิงคนนี้รู้ได้อย่างไร? คีรินเอื้อมมือหนาไปคว้าต้นแขนเรียวของเธอไว้แน่นด้วยแรงเฮือกสุดท้าย ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเธอเพื่อค้นหาคำตอบ "เธอรู้ได้ยังไงว่าฉัน..." *ปัง! ปัง! ปัง!* เสียงทุบประตูกระจกหน้าร้านอย่างรุนแรงดังขัดจังหวะขึ้น พร้อมกับแสงไฟฉายสודส่องกวาดไปทั่วร้านผ่านกระจกใส ธันวา... ชายผู้มีอิทธิพลที่ตามล่าเขามาตลอดสามวัน ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าประตู และเงาตะคุ่มของลูกน้องอีกหลายคนก็ปรากฏขึ้นปิดล้อมร้านไว้ทุกด้าน รินรดาสบถออกมาเบาๆ ในลำคอ เธอตวัดสายตากลับมามองชายหนุ่มที่นอนบาดเจ็บอยู่บนพื้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความระอาปนคาดโทษ ขณะที่คีรินกลับขบกรามแน่น ดึงตัวลุกขึ้นพิงเคาน์เตอร์ด้วยความยากลำบาก มือข้างหนึ่งเอื้อมไปหยิบปืนพกสั้นที่เหน็บไว้ด้านหลังขึ้นมาเตรียมพร้อม "ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญ จะมาเร็วกว่าที่คิดนะคะ" รินรดากระซิบเสียงเยียบเย็น ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างท้าทาย ทั้งๆ ที่สถานการณ์ตรงหน้าแขวนอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมลุ้นไปกับความแสบคันของแม่ช่างซ่อมนาฬิกาคนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (เหมยฮวาแรกแย้ม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับช่างซ่อมนาฬิกา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%