เสียงกระแทกของหีบไม้สักทองลงบนพื้นกระดานไม้สนปะปนกับเสียงคำรามต่ำของพายุทรายที่โหมกระหน่ำอยู่เบื้องนอก ทำเอาบานหน้าต่างกระดาษสาของโรงเตี๊ยมเก่าแก่สั่นสะเทือนราวกับจะหลุดร่วง
"ป้ายชื่อเก่าถูกถอดออกแล้วใช่หรือไม่?"
เสียงหวานใสดังกังวานขึ้นท่ามกลางความหนטบเหน็บของลมชายแดน หลินชิงเซียนในอาภรณ์รัดกุมสีครามเข้มปักลายเมฆมงคลด้วยดิ้นเงินเนื้อดี สวมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเทาเงินเพื่อกันไอร้อนและลมหนาวอันแปรปรวนของดินแดนรกร้างแห่งนี้ นางกวาดสายตาคมปลาทูมองสำรวจโครงสร้างภายในของโรงเตี๊ยม 'อสุนีบาตพเนจร' ที่บัดนี้ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่ในใจว่า 'ไท่ผิงเซียน' หรือความสงบสุขแห่งชิงเซียน
จูเอ๋อร์สาวใช้คู่ใจรีบก้าวเข้ามาประคอง พร้อมกับยื่นถ้วยน้ำชาสมุนไพรเตือนความอบอุ่นส่งให้ "เรียนฮูหยิน เจ้าหน้าที่เมืองด่านชายแดนรับสินบน... อ่า หมายถึงรับค่าธรรมเนียมการค้าเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ ป้ายร้าน 'โรงเตี๊ยมโอสถร้อยลี้' ถูกยกขึ้นแขวนแทนที่เมื่อยามอัสดงที่ผ่านมา บรรดาพ่อค้าคาราวานและทหารตรวจการณ์เริ่มมองด้วยความสนเท่ห์แล้วเจ้าค่ะ"
ชิงเซียนรับถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ รสชาติขมอมหวานของโสมภูเขาและชะเอมเทศช่วยขับไล่ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางข้ามผ่านภูเขาหิมะสามลูกมาร่วมครึ่งเดือน นางวางถ้วยลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งที่ถูกเช็ดจนสะอาดเอี่ยม ก่อนจะกวาดสายตาสำรวจการจัดวางโครงสร้างร้าน ชั้นล่างถูกออกแบบให้เป็นโรงเตี๊ยมและโรงหมอขนาดย่อม ส่วนชั้นสองถูกแบ่งเป็นห้องพักวีไอพีสำหรับพ่อค้ากระเป๋าหนักและสายข่าวที่แฝงตัวมา
ทว่า การมาเยือนชายแดนครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องการค้า...
"รายงานจากกองทัพพยัคฆ์ทมิฬเป็นอย่างไรบ้าง?" ชิงเซียนเอ่ยถามเสียงเรียบ ขณะนิ้วเรียวดั่งลำหญ้าคาเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ
เงาร่างสีดำสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นราวกับภูตผี คุกเข่าลงเบื้องหน้าด้วยความเคารพอย่างสูง "เรียนพระชายา ท่านอ๋องทรงนำกำลังพลห้าหมื่นนายตรึงกำลังอยู่ที่หุบเขาอัคคีพ่าย ทว่า... เสบียงกรังที่ควรจะส่งไปถึงเมื่อเจ็ดวันก่อนถูกสกัดกั้นโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย เสบียงในค่ายเหลือเพียงพอสำหรับอีกสามวันเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ!"
คิ้วเรียวดั่งคันศรของชิงเซียนขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ดวงตาคู่หงส์ฉายแววเยียบเย็นราวกับน้ำแข็งพันปี
*หึ... พวกขุนนางหนอนบ่อนไส้ในเมืองหลวงคงคิดจะใช้ความอดอยากบีบให้มู่หรงเหยียนก้มหัวสินะ*
นางแค่นเสียงAในลำคอ รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปาก ชายผู้นั้นขึ้นชื่อเรื่องความดุร้ายและเยือกเย็นในยามออกศึก แต่ยามนี้เขากำลังเผชิญกับวิกฤตที่แม้แต่คมดาบก็ไม่อาจฟันฝ่าได้ นั่นคือ 'ความหิวโหย' ของทหารนับหมื่น
"ไม่ต้องตกใจไป" ชิงเซียนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ท่วงท่าสง่างามดั่งนางพญาหงส์ที่กางปีก "ประกาศออกไปว่า 'โรงเตี๊ยวโอสถร้อยลี้' เปิดทำการแล้ว! คืนนี้... ข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับเหล่าพ่อค้าคาราวานและนายกองชายแดนทุกคนด้วยอาหารรสเลิศและสุราหมักทิพย์ พร้อมทั้งแจกจ่ายโอสถระงับพิษไข้แดนเถื่อนฟรี!"
จูเอ๋อร์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ "ฮูหยินเจ้าคะ การทำเช่นนี้... จะไม่เป็นการดึงดูดสายตาจากพวกกบฏและสายสืบฝ่ายตรงข้ามหรอกหรือเจ้าค่ะ?"
"ดึงดูดสิ... ข้ากำลังรอให้พวกมันเดินเข้ามาในถ้ำเสือต่างหาก" ชิงเซียนยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้คนที่มองรู้สึกหนสันหลังวาบ นางหยิบตลับยาสีหยกขาวขึ้นมาหมุนเล่น "ในเมื่อพวกมันตัดเส้นทางเสบียงของท่านอ๋อง ข้าก็จะใช้ 'โรงเตี๊ยม' แห่งนี้เปลี่ยนเส้นทางเดินเงินและข่าวกรองของชายแดนเสียใหม่ทั้งหมด!"
ยามค่ำคืนมาเยือน ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วผืนทรายเวิ้งว้าง ลมพายุพัดหวีดหวิวราวกับเสียงโหยหวนของวิญญาณ ทว่าภายใน 'โรงเตี๊ยวโอสถร้อยลี้' กลับสว่างไสวด้วยโคมไฟกระดาษนับร้อยดวง กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อย่างเครื่องเทศและสุราหมักชั้นดีลอยฟุ้งไปทั่ว ดึงดูดให้เหล่าทหารรับจ้าง พ่อค้าเร่ และนายกองยศน้อยใหญ่ต่างพากันเดินเรียงหน้าเข้ามาหลบหนีความหนาวเย็น
ชิงเซียนนั่งอยู่หลังฉากกั้นผ้าไหมโปร่งสีเพลิง นางสวมชุดคลุมยาวปักลายหงส์ทอง ทอดพระเนตรมองความเคลื่อนไหวเบื้องล่างผ่านช่องว่างอย่างใจเย็น
ทันใดนั้น ประตูไม้หนาหนักของโรงเตี๊ยมก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท!
ลมพายุเฮือกใหญ่พัดพาเอาไอเย็นและทรายเข้ามารวมกัน ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทหารยศสูงผู้หนึ่งก้าวเข้ามาด้วยท่าทีองอาจ กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านออกมาจากตัวจนลูกค้าโต๊ะอื่นต้องรีบหลบทางให้ ชายผู้นั้นมีแผลเป็นลากผ่านหางตาซ้าย ดวงตาดุร้ายราวกับเหยี่ยวทะเลทราย กวาดตามองรอบร้านก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ฉากกั้นผ้าไหม
"ฮูหยินผู้จัดการร้าน... ออกมาต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองหน่อยซิ!" เสียงทุ้มห้าวเอ่ยขึ้นด้วยความเย่อหยิ่ง
ชิงเซียนมิได้สะดุ้งสะเทือน นางค่อยๆ จิบชาในมืออย่างเชื่องช้า ก่อนจะลุกขึ้นและก้าวเดินออกมาด้วยฝ่าเท้าเบานุ่มราวกับแมวป่า รอยยิ้มพริ้มเพราประดับบนใบหน้างดงามที่สะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่ง
"ยินดีต้อนรับท่านแม่ทัพรอง... เอ่อ ไม่สิ นายกองเฉิน ผู้มีเกียรติมาเยือนร้านเล็กๆ ของเราในยามวิกาล มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ?"
เฉินเฟิงหรี่ตามองสตรีเบื้องหน้าอย่างพิจารณา แม้จะได้ยินข่าวลือว่าภรรยาของฉินอ๋องเป็นเพียงสตรีอ่อนแอในห้องหอ แต่สตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขากลับมีรัศมีกดดันบางอย่างที่แม้แต่นายกองใหญ่อย่างเขายังต้องรู้สึกอึดอัด
"เจ้าคือคนที่เปิดโรงหมอกับโรงเตี๊ยมแข่งกับอำนาจของข้าในเขตชายแดนนี้สินะ?" เฉินเฟิงก้าวเข้าไปประชิดหมายจะใช้อำนาจกดดัน "รู้หรือไม่ว่าที่นี่... ใครคือผู้กุมกฎ!"
ชิงเซียนไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว นางเงยหน้าสบตากับนายกองร่างยักษ์ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน "กฎหรือ? ข้าทราบดีว่ากฎของที่นี่คือผู้ชนะคือกฎ... แต่ทว่า..."
นางเว้นจังหวะ เลื่อนมือไปหยิบถ้วยชาเคลือบหยกที่จูเอ๋อร์เพิ่งรินเสร็จใหม่ๆ ขึ้นมา แล้วส่งยิ้มหวานหยดที่ซ่อนพิษสงไว้รอบด้าน
"ท่านนายกองเฉิน ดื่มชาถ้วยนี้เสียก่อนเถิดเจ้าค่ะ... เพราะเกรงว่าหลังจากนี้ ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสมันอีกเลย"
กลางดึกสงัด ขณะที่ลมพายุภายนอกเริ่มสงบลง เงาร่างสูงตระหง่านในชุดเกราะสีดำสนิทชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อและกลิ่นอายเลือด ก็พังประตูห้องพักชั้นสองเข้ามาอย่างไร้ซุ่มเสียง!
คมดาบยาวปลายชุ่มเลือดจ่อเข้าที่ลำคอของชิงเซียนที่กำลังนั่งเปิดบัญชีอยู่ใต้แสงเทียน ทว่านางกลับไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
"กล้าดียังไง ถึงกล้าเอาตัวเข้ามาเสี่ยงในดินแดนรกร้างแห่งนี้คนเดียว... ชายาข้า" เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยเอ่ยกระซิบข้างหู พร้อมกับอ้อมแขนแข็งแกร่งที่ดึงรั้งร่างบางเข้าหาตัวด้วยความโหยหาและดุร้าย
ชิงเซียนวางพู่กันในมือ ยิ้มรับสัมผัสคุ้นเคยนั้น ก่อนจะเอ่ยกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ฉินอ๋องต้องชะงักกงเกวียน
"ท่านอ๋อง... หม่อมฉันไม่ได้มาเสี่ยง แต่หม่อมฉันพา 'เสบียงห้าแสนศิลา' และ 'หัวของหนอนบ่อนไส้' มามอบให้ท่านเป็นของขวัญต่างหากล่ะเพคะ..."
หวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะถูกใจและทำให้ทุกท่านตื่นเต้นไปกับแผนการของท่านอ๋องและพระชายานะครับ
ฮูหยินสายซิ่ง พลิกมิติซ่อมอนาคตท่านอ๋องสายดุ•ตอนที่ 33
โรงเตี๊ยมชายแดน
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินสายซิ่ง พลิกมิติซ่อมอนาคตท่านอ๋องสายดุ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!