โลหิตอสูรสีชาดหยดติ๋งลงบนพื้นศิลาขาวบริสุทธิ์ ส่งเสียงดังเซ็งแซ่ราวนับหยดฝนกลางฤดูใบไม้ร่วง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วหุบผาดารา ทว่าใจกลางความตายที่คืบคลานเข้ามาทุกขณะ กลับมีบุรุษผู้หนึ่งยืนเอามือไขว่หลังอย่างใจเย็น
"หลี่มู่เฉิน! เจ้าคนสติฟั่นเฟือน! ปล่อยให้มันเข้ามาใกล้ระยะร้อยก้าวเช่นนี้ ย่อมหมายถึงการรนหาที่ตายชัดๆ!"
เสียงตะโกนด้วยความเกรี้ยวกราดและตื่นตระหนกดังมาจากศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่เมฆาคมนามว่า 'เฟิงเทียน' เขายืนอยู่บนยอดผาสูงชัน มือถือกระบี่วิเศษสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว สัตว์อสูรตรงหน้าไม่ใช่เดรัจฉานทั่วไป แต่มันคือ ‘พยัคฆ์เพลิงทมิฬ’ สัตว์อสูรระดับนภาขั้นสูง ที่มีพละกำลังทะลวงภูเขาและมีเปลวเพลิงที่แผดเผาแม้กระทั่งวิญญาณ
ทว่า หลี่มู่เฉินกลับมิได้ชายตามองเฟิงเทียนแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอประกายลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาล เขายกมือขวาขึ้น นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวจรดลงกลางอากาศอย่างไร้ซุ่มเสียง ปราณจิตวิญญาณสีทองอร่ามพวยพุ่งออกมาจากปลายนิ้ว ลากเส้นสายอักขระโบราณที่ซับซ้อนและวิจิตรตระการตาลงบนความว่างเปล่า
ครืน!
แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าของพยัคฆ์เพลิงทมิฬสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น อักษรโบราณนับร้อยตัวพลانเปล่งแสงเจิดจ้าขึ้นพร้อมกัน ล้อมรอบตัวอสูรร้ายไว้ในพริบตา ค่ายกลดาราผนึกมารทำงานทันทีโดยไม่ต้องรอให้ผู้ร่ายออกคำสั่งซ้ำสอง
"วิชาเดรัจฉานก떼กระจอกเช่นนี้ จะกักขังราชันแห่งอสูรได้อย่างไร!" เฟิงเทียนแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน พร้อมเตรียมชักกระบี่เข้าช่วยด้วยความจำใจ เพื่อไม่ให้สำนักต้องเสื่อมเสียเกียรติหากมีคนตายในเขตทดสอบ
แต่ทว่า... ภาพที่ปรากฏต่อสายตากลับทำให้ลมหายใจของทุกคนในหุบผาต้องสะดุด
พยัคฆ์เพลิงทมิฬที่คำรามก้องด้วยความดุร้ายเมื่อครู่ กลับพลันแข็งค้างราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน เมื่อเส้นสายอักขระสีทองอร่ามพุ่งรัดพันธนาการเข้ากับจุดชีพจรวิญญาณของมันทั้งเก้าจุด แรงกดดันจากค่ายกลหนักอึ้งราวนำภูเขาไท่ซานมาทับถม อสูรร้ายที่เคยทะนงตัวส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดทรมาน เปลวเพลิงรอบตัวมันดับวูบลงในพริบตา ก่อนที่ร่างมหึมาจะทรุดฮวบลงคุกเข่าต่อหน้าหลี่มู่เฉินอย่างจำนน
ไม่มีเสียงดาบกระทบกัน ไม่มีคราบโลหิตกระเซ็นใส่กาย มีเพียงสติปัญญาและความเข้าใจในกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่เหนือชั้นกว่าอย่างสิ้นเชิง
"กระบี่... เจ้าใช้เพียงนิ้วมือวาดอักขระควบคุมค่ายกลโดยไม่แม้แต่จะแตะต้องด้ามกระบี่เลยสักนิด..." เฟิงเทียนอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถล่นออกมา ความทะนงตนในวิถีกระบี่ที่เขาสั่งสมมาแรมปีพังทลายลงในชั่วพริบตา ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่รอบนอก
หลี่มู่เฉินลดมือลง ชายเสื้อคลุมสีขาวสะอาดสะอ้านโบกสะบัดตามแรงลม เขามองพยัคฆ์เพลิงทมิฬที่นอนหมอบราบคาบด้วยแววตาเรียเฉย ราวกับสิ่งที่เพิ่งทำไปเป็นเพียงแค่การปัดฝุ่นออกจากบ่าเท่านั้น
"วิถีกระบี่แท้จริงมิได้อยู่ที่คมเหล็ก แต่อยู่ที่ใจที่ไร้สิ่งปรุงแต่ง" หลี่มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ลึกซึ้ง และเยือกเย็น "เจ้าถือกระบี่ด้วยความกลัวและความอยากเอาชนะ สุดท้าย... เจ้าจึงเป็นได้แค่ทาสของกระบี่ หาใช่เจ้านายของมันไม่"
คำพูดประโยคเดียวราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางจิตใจของเฟิงเทียน ทำให้บุรุษผู้ทะนงตนถึงกับหน้าซีดเผือด เข่าทรุดลงกับพื้นด้วยความอับอายและตระหนักรู้
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังตกตะลึงพรึงเพริดนั้น ท้องฟ้าเหนือหุบผาดาราที่เคยแจ่มใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มอย่างกะทันหัน เมฆทมิฬม้วนตัวเข้าหากันอย่างบ้าคลั่ง สายฟ้าสีเงินยวงฟาดผ่าลงมาใจกลางค่ายกลที่หลี่มู่เฉินเพิ่งวาดขึ้น แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านลงมาจากเบื้องบน ราวกับสวรรค์กำลังลงทัณฑ์ผู้ที่บังอาจล่วงล้ำเขตแดนลับแล
หลี่มู่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เบื้องบนนั้น... บนยอดหอคอยดาราที่สูงเสียดฟ้า ร่างระหงของสตรีผู้หนึ่งในชุดอาภรณ์สีม่วงอ่อนกำลังยืนสง่างามอยู่ริมระเบียง เรือนร่างอรชรถูกปกคลุมด้วยหมอกเซียนบางเบา ใบงดงามเย็นชาไร้ความรู้สึก ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับจ้องมองลงมาที่เขาด้วยประกายความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะหยั่งถึง
นางคือ 'เซียนจื่อเวย' นางเซียนผู้หยั่งรู้ชะตาฟ้าและเป็นผู้ดูแลหอคอยดารา ผู้ที่คนทั้งยุทธภพต่างเกรงกลัวและเทิดทูน
ร่างของเซียนจื่อเวยค่อยๆ ลอยลงมาจากหอคอยดาราอย่างไร้ซุ่มเสียง ราวกับขนนกที่ปลิวตามลม นางก้าวมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่มู่เฉินห่างกันเพียงคืบ กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกบัวสวรรค์ลอยแตะจมูก ทว่าแววตาของนางกลับเย็นชาจนน่าใจหาย
"หลี่มู่เฉิน... เจ้ากล้าดียังไงถึงฝืนชะตาฟ้าด้วยค่ายกลนี้?" เสียงหวานใสแต่เยือกเย็นเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่กลับก้องกังวานไปถึงก้นบึ้งหัวใจของทุกคน "เจ้าก็รู้ดีว่า การเปลี่ยนเส้นทางของพยัคฆ์เพลิงทมิฬ จะทำให้ 'ประตูแห่งหายนะ' ที่ผนึกไว้สามร้อยปี... เปิดออกในคืนนี้"
หลี่มู่เฉินไม่หลบสายตา เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยอย่างคนเหนือชั้น แม้เผชิญหน้ากับนางเซียนผู้กุมชะตาฟ้า เขากลับไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
"หากฟ้าดินกำหนดให้พวกเราต้องตายอย่างไร้ทางสู้..." หลี่มู่เฉินก้าวเข้าไปใกล้เซียนจื่อเวยอีกก้าวหนึ่ง จนสัมผัสได้ถึงไอเย็นจากกายของนาง "ข้าผู้เป็นมนุษย์ ย่อมต้องใช้ปลายปากกาและอักขระเหล่านี้... ขีดเขียนชะตาชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยมือของตนเอง"
เซียนจื่อเวยชะงักไปเล็กน้อย หัวใจที่ด้านชามานับร้อยปีพลันกระตุกวูบอย่างรุนแรง นางจ้องมองนัยน์ตาที่มั่นคงดั่งขุนเขาของเขา ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบจะขยับเอ่ยคำพูดที่ทำให้หลี่มู่เฉินต้องหุบยิ้มทันที
"ถ้าเช่นนั้น... จงเตรียมใจรับผลกรรมเสีย เพราะเงาแห่งความตายที่เจ้ากำลังเรียกหา บัดนี้... ได้ก้าวเท้าเข้ามาประชิดแผ่นหลังของเจ้าแล้ว"
สิ้นเสียงหวานนั้น พื้นดินเบื้องล่างเท้าของหลี่มู่เฉินและเซียนจื่อเวยก็แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับไอพลังมารสีดำสนิทที่พวยพุ่งขึ้นมาราวกับอสูรกายร้ายจากขุมนรก ล้อมรอบตัวทั้งสองคนไว้จนไม่เหลือทางหนี และในวินาทีที่เงาดำมืดกำลังจะกลืนกินร่างของพวกเขา ประตูศิลาโบราณด้านหลังหอคอยดาราก็เปิดออกเองโดยไม่มีผู้ใดสัมผัส พร้อมกับเสียงกระบี่เล่มหนึ่งที่ค่อยๆ เลื่อนหลุดออกจากฝักทีละน้อย...
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีอักขระและกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
*หมึกทองคำข้ามภพ*
กระบี่ไร้ลักษณ์กับนางเซียนผู้หยั่งรู้ชะตาฟ้า•ตอนที่ 1
ยันต์อักขระคืนชีพ
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับนางเซียนผู้หยั่งรู้ชะตาฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
