“ถ้าเธอจะยืนกดดันกันด้วยความเงียบแบบนี้ ผมแนะนำให้เราแยกย้ายดีกว่าครับริน เพราะดูเหมือนเรื่องของเรามันจะไม่ได้จบลงที่การปรับความเข้าใจ แต่มันจบลงตั้งแต่ตอนที่คุณเลือกจะเดินหันหลังให้ผมเมื่อสามปีก่อนแล้ว”
เสียงทุ้มต่ำแต่สั่นพร่าของชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทคัตติ้งเนี้ยบก้องขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมภายในคาเฟ่เล็กๆ ที่วินมักจะมานั่งประจำ รินนั่งตัวแข็งทื่อ ฝ่ามือทั้งสองข้างวางสั่นเทาอยู่บนตัก เธอกำชายเสื้อจนยับยู่ยี่ สายตาของเธอมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกที่มีคราบฝนเกาะเป็นทางยาว แทนที่จะสบตากับคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม
วิน ซึ่งนั่งอยู่มุมมืดของร้านในตำแหน่งที่ลับสายตาที่สุด ทำได้เพียงกอดกล้องคู่ใจไว้แน่น หัวใจของเขาเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก เขาไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่นี่คือพื้นที่ส่วนตัวที่เขาใช้พักใจจากการแบกรับชีวิตคนอื่นผ่านเลนส์ และวันนี้ เขากลับต้องมาเป็นพยานในฉากชีวิตที่ขมขื่นที่สุดของหญิงสาวที่เขารู้สึกดีด้วย
“คุณไม่มีสิทธิ์พูดคำนั้น” รินเค้นเสียงออกมาในที่สุด เสียงของเธอแผ่วเบาแต่กร้าวร้าว “ในวันที่ผมต้องการเหตุผล คุณให้ไม่ได้... และในวันที่ผมสร้างชีวิตใหม่ได้ด้วยตัวเองแล้ว คุณก็กลับมาทำลายมันด้วยความรู้สึกผิดที่คุณเพิ่งจะนึกขึ้นได้งั้นหรือครับ กวินทร์?”
กวินทร์... ชื่อที่รินไม่เคยเอ่ยถึงให้เขาได้ยิน
วินรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านปลายนิ้ว ความเงียบที่เกิดขึ้นตามมานั้นหนักอึ้งพอจะทำให้คนทั้งร้านหายใจไม่ออก กวินทร์ชายหนุ่มผู้มีแววตาหยิ่งทะนงโน้มตัวลงมาข้างหน้า ระยะห่างที่ลดน้อยลงทำให้เขามองเห็นรอยน้ำตาที่รินพยายามกักเก็บไว้ในเบ้าตา
“ผมไม่ได้มาทำลาย ผมมาเพื่อบอกว่า... พ่อกับแม่ผมเสียแล้วนะริน” กวินทร์กระซิบ เสียงของเขาเปลี่ยนไปจากความเกรี้ยวกราดเป็นความอ้อนวอน “และก่อนที่ท่านจะจากไป ท่านฝากเรื่องของคุณไว้กับผม ผมไม่ได้มาเพื่อขอโอกาส แต่ผมมาเพื่อเคลียร์สิ่งที่ผมติดค้าง... เพื่อให้ผมได้ใช้ชีวิตที่เหลือโดยไม่มีเงาของความผิดพลาดคอยหลอกหลอน”
รินแค่นหัวเราะ ทั้งน้ำตา “คนเห็นแก่ตัวก็ยังเห็นแก่ตัววันยังค่ำ คุณเอาความตายของพ่อแม่มาเป็นเครื่องมือ เพื่อปลดล็อกความรู้สึกผิดของตัวเองสินะครับ? คุณไม่เคยถามผมเลยสักคำว่าสามปีที่ผ่านมา ผมต้องตายไปกี่ครั้งกับการพยายามยืนให้ได้ด้วยลำแข้งตัวเอง”
วินขยับตัวเปลี่ยนมุมกล้องโดยสัญชาตญาณ เขาเห็นภาพกวินทร์เอื้อมมือไปจะสัมผัสมือของริน แต่รินชักกลับอย่างรวดเร็ว กิริยานั้นชัดเจนกว่าคำพูดใดๆ ว่าช่องว่างระหว่างคนทั้งคู่ได้กลายเป็นหุบเหวที่ลึกเกินกว่าจะข้ามผ่าน
“ผมจะไม่อยู่รบกวนคุณนาน ริน” กวินทร์ถอนหายใจยาว ก่อนจะหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลวางลงบนโต๊ะ “นี่คือสิทธิ์ในที่ดินที่พ่อนำไปจำนองไว้... ผมไถ่คืนมาให้คุณแล้ว มันเป็นของครอบครัวคุณแต่แรก ผมไม่มีสิทธิ์แตะต้องมัน”
รินมองซองเอกสารนั้นราวกับมันเป็นระเบิดเวลา “ผมไม่เอา”
“รับไว้เถอะครับ ถือว่าเป็นการชดใช้จากคนแปลกหน้าที่เคยรักคุณที่สุด” กวินทร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขามองไปรอบร้านสายตาของเขาหยุดลงที่มุมมืดที่วินซ่อนตัวอยู่เพียงครู่เดียว เป็นสายตาที่อ่านยาก—กึ่งสมเพช กึ่งอิจฉา ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินออกจากร้านไปท่ามกลางเสียงกระดิ่งหน้าร้านที่ดังกรุ๊งกริ๊งอย่างน่าหดหู่
บรรยากาศในร้านกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง ทว่ามันเป็นความเงียบที่แตกร้าวไปแล้ว รินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เธอฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ไหล่บางของเธอไหวระริกตามแรงสะอื้นที่ถูกกักขังมานาน
วินตัดสินใจลุกขึ้น เขาเดินช้าๆ ไปหยุดอยู่ข้างโต๊ะของรินโดยไม่คิดจะถ่ายภาพใดๆ ในเวลานี้ ในใจของเขาไม่ได้มีความสงสัยเรื่องอดีตของเธออีกต่อไป เหลือเพียงความรู้สึกเห็นใจที่หน่วงหนักจนน่าอึดอัด
“คุณรินครับ” วินเรียกชื่อเธอเบาๆ
รินสะดุ้งสุดตัว เธอรีบปาดน้ำตาและเงยหน้าขึ้นมองวินด้วยดวงตาแดงก่ำ “คุณวิน... คุณอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
“นานพอที่จะรู้ว่า บางครั้งการเป็นเจ้าของอดีตก็หนักเกินกว่าจะแบกไว้คนเดียว” วินหย่อนตัวลงนั่งเก้าอี้ตัวที่กวินทร์เพิ่งลุกไป เขาเลื่อนกล้องวางลงบนโต๊ะเพื่อแสดงถึงการยอมลดกำแพงระหว่างกัน “ถ้าการระบายมันทำให้คุณรู้สึกเบาขึ้น... ผมยินดีจะเป็นคนที่นั่งฟังอยู่ตรงนี้จนกว่าพายุในใจคุณจะสงบลงครับ”
รินมองหน้าวินด้วยแววตาที่สั่นไหว เธอไม่ได้ตอบในทันที แต่ทว่าก่อนที่เธอจะได้เอ่ยปากอะไรออกมา เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางด้านหลังของวิน ชายร่างใหญ่ในชุดมอมแมมที่วินคุ้นตาดี—ลุงสมหมาย—เดินกะเผลกตรงเข้ามาที่โต๊ะด้วยสีหน้าตื่นตระหนกผิดปกติ
“คุณวินครับ! รีบไปดูที่ห้องมืดของคุณเถอะครับ มีคนบุกเข้าไป... มันไม่ได้มาเพื่อขโมยของ แต่มันพยายามรื้อค้นอะไรบางอย่างที่น่าจะเป็นเอกสารสำคัญของคุณทิ้งทั้งหมด!”
วินหน้าถอดสีทันที หัวใจร่วงวูบลงไปที่ตาตุ่ม เพราะในห้องมืดนั้น นอกจากผลงานภาพถ่ายแล้ว ยังมีสมุดบันทึกที่เขาใช้จดรายชื่อผู้คนในเมืองที่เขาเคยแอบช่วยเหลือไว้... รวมถึงรายชื่อของ ‘คนสำคัญ’ ที่เขาพยายามปกป้องจากอิทธิพลมืดที่กำลังตามล่าเขาอยู่
วินหันกลับมามองรินที่กำลังตัวสั่นด้วยความตกใจก่อนจะลุกขึ้นยืนด้วยความสับสน และในวินาทีนั้นเอง กวินทร์คนที่เพิ่งเดินออกจากร้านไป ก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับชายฉกรรจ์อีกสองคนในชุดสูทสีดำสนิท สายตาของกวินทร์ไม่ได้มองที่รินอีกต่อไป แต่มองตรงมาที่วินด้วยแววตาที่เยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง พร้อมเอ่ยประโยคที่ทำลายความสงบสุขทั้งหมดที่วินเคยมี
“ผมไม่ได้มาเพื่อคืนที่ดินให้รินหรอกครับ... ผมมาเพื่อทวงคืน 'หลักฐาน' ที่คุณเก็บไว้ในห้องมืดนั่นต่างหาก วิน... ส่งมันมาให้ผม ก่อนที่เพื่อนรักของคุณคนนี้จะต้องเป็นคนจ่ายราคาแทน”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์ไปกับผมในตอนนี้นะครับ
มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ•ตอนที่ 21
พายุในใจ
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!