"ในเมื่อคุณอยากรู้ชีวิตฉันนัก ก็ลองอ่านนี่ดูสิ ว่าคุณพร้อมจะรับผิดชอบกับสิ่งที่เห็นมากแค่ไหน"
คำพูดนั้นไม่ได้มาพร้อมความเกรี้ยวกราด แต่มันคือความนิ่งสนิทดุจผิวน้ำที่ถูกแช่แข็ง รินโยนสมุดปกหนังเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่งลงบนโต๊ะไม้เตี้ยๆ ในร้านกาแฟที่เงียบเชียบที่สุดย่านถนนบรรทัดทอง เสียงกระดาษกระทบโต๊ะฟังดูหนักอึ้งกว่าที่ควรจะเป็น ในมือของเธอมีแก้วกาแฟเย็นที่ละลายจนน้ำแข็งจืดชืดไปหมดแล้ว เช่นเดียวกับแววตาของเธอที่ไม่ได้สะท้อนแสงไฟสลัวของร้านแม้แต่น้อย
วินชะงักมือที่กำลังจะหยิบกล้องคู่ใจขึ้นมาจัดระเบียบเลนส์ เขาเงยหน้ามองหญิงสาวตรงข้าม นัยน์ตาของรินวูบไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาแข็งขืน เธอไม่ได้มองเขา แต่มองออกไปนอกหน้าต่างกระจกที่พร่ามัวไปด้วยคราบฝนตกค้างจากเมื่อคืน
"ความรับผิดชอบ... คุณหมายถึงอะไรครับริน" วินถามเสียงเรียบ สังเกตเห็นปลายนิ้วของเธอที่สั่นเทาขณะจับหลอดกาแฟ
"ความรับผิดชอบที่ว่า ถ้าคุณเห็นตัวตนที่แท้จริงของฉันแล้ว คุณจะยังมองฉันด้วยสายตาแบบเดิมอยู่ไหม หรือสุดท้ายคุณก็จะกลายเป็นคนแปลกหน้าอีกคน ที่รีบเดินหนีไปเมื่อเห็นว่าโคลนตมที่ฉันจมอยู่มันเริ่มกระเด็นไปโดนเสื้อผ้าสะอาดๆ ของคุณ" เธอแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้แตะไปถึงดวงตาเลยแม้แต่นิด
วินไม่ตอบ เขาเอื้อมมือไปหยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นมาเปิด หน้ากระดาษเหลืองกรอบมีลายมือหวัดๆ บันทึกความฝันที่ถูกจดไว้เป็นข้อๆ พร้อมขีดฆ่าด้วยปากกาสีแดงฉานแทบทุกบรรทัด มันไม่ใช่บันทึกประจำวัน แต่มันคือ 'บัญชีความสูญเสีย'
*‘คอร์สเรียนวาดภาพที่ปารีส - ยกเลิกเพราะค่ารักษาพยาบาลแม่’*
*‘เงินออมสำหรับการเปิดแกลเลอรีเล็กๆ - จ่ายค่าดอกเบี้ยหนี้นอกระบบที่พ่อก่อไว้’*
*‘ชีวิตที่ต้องการความเงียบ - แลกกับการทำงานล่วงเวลาจนเกือบหูดับในออฟฟิศนรก’*
ทุกบรรทัดเหมือนมีดที่กรีดลงบนความรู้สึกของวิน เขาเงยหน้าขึ้นมองรินอีกครั้ง คราวนี้เขาเห็นรอยคล้ำใต้ตาที่เธอพยายามปกปิดด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะ และรอยย่นระหว่างคิ้วที่บอกเล่าว่า เธอไม่ได้นอนหลับสนิทมานานแค่ไหนแล้ว
"ทำไมถึงเพิ่งบอกผมตอนนี้ครับ" วินเอ่ยถามเบาๆ
"เพราะฉันเหนื่อย..." รินตอบสั้นๆ ก่อนจะวางแก้วลงจนเกิดเสียงดัง "วิน คุณรู้ไหมว่าเมืองนี้มันฉลาดมาก มันสร้างความหวังให้เราหยิบฉวยเหมือนผลไม้ที่แขวนอยู่บนที่สูง พอมันเห็นเราเขย่งจนสุดตัว มันก็ค่อยๆ ดึงกิ่งไม้นั้นให้สูงขึ้นไปอีก จนสุดท้ายเราก็แค่คนโง่ที่ยืนคอตั้งบ่าอยู่กลางถนน มองดูคนอื่นที่เขาเกิดมาพร้อมบันไดก้าวข้ามหัวเราไป"
เธอโน้มตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ของน้ำหอมราคาประหยัดผสมกับกลิ่นไอแดดอับๆ ของชุดทำงานเตะจมูกวิน มันเป็นกลิ่นของความพยายามที่ล้มเหลว
"คุณถ่ายรูปคนอื่นมาเยอะ คุณเคยถ่ายรูปความพ่ายแพ้ของตัวเองบ้างไหมล่ะวิน?"
วินนิ่งอึ้ง เขาพยายามจะนึกหาคำปลอบโยนที่สวยหรูตามแบบฉบับนักเขียน แต่ทว่าในห้วงความคิดของเขากลับนึกถึงตอนที่เขาต้องจำใจขายกล้องตัวแรกเพื่อเอาเงินไปประกันตัวพี่ชายเมื่อห้าปีก่อน ความรู้สึกผิดที่เขากดทับไว้ใต้ก้นบึ้งของหัวใจค่อยๆ ตีตื้นขึ้นมาจนจุกอยู่ที่ลำคอ
"ผมไม่ได้ถ่ายรูปความพ่ายแพ้..." วินตอบเสียงแหบพร่า "ผมแค่พยายามลบมันออกไปจากเฟรมภาพตลอดเวลา จนลืมไปว่าภาพที่ไม่มีจุดตำหนิเลย... มันคือภาพที่ไม่มีความจริงอยู่เลยสักนิด"
รินหัวเราะร่วน เป็นหัวเราะที่ฟังดูหดหู่ที่สุดเท่าที่วินเคยได้ยิน "งั้นเราก็ต่างเป็นคนขี้ขลาดทั้งคู่สินะ คนหนึ่งซ่อนความเจ็บไว้ในเลนส์ อีกคนซ่อนความพังไว้ในสมุดเล่มนี้"
ทันใดนั้น บรรยากาศภายในร้านที่เคยเงียบสงบกลับถูกแทรกแซงด้วยเสียงกระดิ่งหน้าร้านที่สั่นรัว เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนเดินตรงดิ่งเข้ามาที่โต๊ะของพวกเขา วินเงยหน้าขึ้นมองด้วยสัญชาตญาณของการเป็นช่างภาพ และสิ่งที่เขาเห็นทำให้เขารู้สึกเหมือนลมหายใจถูกพรากไปชั่วขณะ
ชายวัยกลางคนในชุดสูทราคาแพงที่ดูไม่เข้ากับร้านกาแฟซอมซ่อแห่งนี้ยืนตระหง่านอยู่ข้างหลังริน ใบหน้าของเขาเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้คนในร้านต้องก้มหน้าหนี รินที่เห็นเงาสะท้อนในกระจกถึงกับตัวแข็งทื่อ ปลายนิ้วที่จับสมุดเล่มนั้นสั่นแรงจนมันหลุดมือร่วงลงบนพื้น
"แม่บอกผมว่ารินย้ายมาอยู่ที่นี่" ชายคนนั้นกล่าวเสียงเย็น "แต่ไม่คิดว่าจะมานั่งคลุกคลีอยู่กับไอ้ช่างภาพไส้แห้งที่วันๆ เอาแต่ถ่ายรูปขยะข้างถนนแบบนี้... กลับบ้านเดี๋ยวนี้ ริน"
รินลุกขึ้นยืนช้าๆ ราวกับถูกกระชากวิญญาณ สายตาที่เธอมองวินเปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความเจ็บปวดอีกต่อไป แต่มันคือความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด
"วิน... ถ้าคุณอยากเห็นความจริงที่มากกว่าในสมุดเล่มนี้" รินกระซิบเบาๆ ในขณะที่เธอกำลังก้าวเดินออกไปพร้อมชายแปลกหน้า "พรุ่งนี้ไปที่โกดังร้างท้ายตลาดมืดตอนเที่ยงคืน... แต่อย่าเอากล้องไปเด็ดขาด ถ้าคุณอยากมีชีวิตรอดกลับมา"
ประตูร้านปิดลงทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว วินก้มลงเก็บสมุดเล่มนั้นขึ้นมา ทว่าขณะที่เขากำลังจะเปิดหน้าถัดไป สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นรูปถ่ายใบหนึ่งที่เสียบไว้ที่ปกหลัง มันไม่ใช่รูปวิวทิวทัศน์หรือรูปครอบครัว แต่มันคือรูปของ 'ลุงสมหมาย' ที่กำลังถือของบางอย่างในมือ... ของที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับการตายปริศนาของนักข่าวท้องถิ่นที่เพิ่งเป็นข่าวใหญ่เมื่อสัปดาห์ก่อน!
หัวใจของวินเต้นรัวจนแทบหลุดออกมาจากอก นี่เขาเพิ่งก้าวเท้าเข้าสู่เส้นทางที่อันตรายกว่าที่เขาคิดไว้หลายเท่าตัวเสียแล้ว
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอ่านความในใจของคนเมืองไปพร้อมกับผมนะครับ
มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ•ตอนที่ 8
ความฝันที่ถูกแช่แข็ง
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!