"หยุดโกหกตัวเองสักทีริน... คุณไม่ได้มาที่นี่เพื่อซื้อของหรอก จริงไหมครับ?"
คำถามของผมดังขึ้นท่ามกลางเสียงดนตรีสดที่ดังอื้ออึงจากบาร์เบียร์ริมทาง รินชะงักมือที่กำลังหยิบพวงกุญแจไม้แกะสลักราคาถูก เธอไม่ได้หันมามองผมทันที แต่ดวงตาที่เคยจ้องมองสิ่งของอย่างเลื่อนลอยนั้นไหววูบ ผมเห็นไหล่ของเธอเกร็งขึ้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะผ่อนคลายลงราวกับคนยอมจำนนต่อความจริงที่ซ่อนไว้ไม่อยู่
ตลาดนัดกลางคืนแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาหาความบันเทิง แต่มันคือป่าคอนกรีตขนาดเล็กที่ผู้คนพากันมาเพื่อทิ้งหน้ากากที่สวมใส่มาทั้งวัน กลิ่นควันหมูปิ้งคลุกเคล้ากับกลิ่นไอเสียรถยนต์และน้ำหอมราคาถูกลอยฟุ้งไปทั่ว เป็นบรรยากาศที่ดิบและตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสในมหานครแห่งนี้
"ถ้าไม่ใช่ที่นี่ จะให้ฉันไปที่ไหนล่ะวิน" รินแค่นยิ้ม เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือนิดๆ "ที่ทำงาน... ฉันต้องเป็นพนักงานที่สมบูรณ์แบบ ที่บ้าน... ฉันต้องเป็นลูกสาวที่แบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า แต่ที่นี่... ท่ามกลางคนแปลกหน้าที่ไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร ฉันถึงจะอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกเหนื่อยได้"
เธอก้าวเดินไปตามทางเดินแคบๆ ที่เบียดเสียดด้วยผู้คน ผมเดินตามห่างๆ สังเกตเห็นแผ่นหลังที่ดูเปราะบางของเธอยามต้องแสงไฟนีออนสีจัดจ้าน รินแวะหยุดที่ร้านขายแผ่นเสียงเก่าๆ มือของเธอไล่สัมผัสหน้าปกอัลบั้มที่กระดาษเริ่มเปื่อยยุ่ย ผมรู้ว่าไม่ใช่เสียงเพลงที่เธอต้องการ แต่คือความรู้สึกย้อนวัยที่ยังไม่ได้ถูกกัดกินด้วยตัวเลขหนี้สินและตารางงานที่อัดแน่น
"ผมเคยคิดว่าความเงียบคือการเยียวยา" ผมเปรยขึ้นพลางยกกล้องขึ้นเก็บภาพเงาสะท้อนของเธอบนกระจกตู้โชว์ "แต่บางที การอยู่ในที่ที่วุ่นวายที่สุด กลับช่วยให้เราได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดเจนขึ้นนะ คุณว่าไหม?"
รินหันมามองผม แววตาของเธอเปลี่ยนจากความอ่อนล้าเป็นความว่างเปล่าที่ลึกซึ้งกว่าเดิม "วิน คุณเคยรู้สึกไหมว่าบางครั้ง เราก็เหมือนกับของพวกนี้... ของที่ถูกนำมาวางขายในตลาดมือสอง คนอื่นอาจมองว่ามันคือขยะ แต่จริงๆ แล้วมันคือสิ่งที่เคยถูกรักมาก่อน ก่อนที่จะถูกทิ้งให้ฝุ่นเกาะ"
บทสนทนาของเราถูกขัดจังหวะด้วยเสียงโวยวายจากร้านค้าข้างๆ ชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังด่าทอแม่ค้าด้วยถ้อยคำหยาบคายเกี่ยวกับราคาของ ผู้คนรอบข้างต่างพากันหลบเลี่ยงสายตา ไม่มีใครยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ รินนิ่งเงียบไปนาน เธอมองเหตุการณ์นั้นด้วยแววตาที่สะท้อนถึงความเห็นอกเห็นใจอย่างประหลาด เธอไม่ได้รังเกียจความวุ่นวาย แต่เธอกำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน
เราเดินมาหยุดที่มุมหนึ่งของตลาด ซึ่งเป็นจุดที่เงียบสงบที่สุด ลุงสมหมายนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกเก่าๆ ข้างกองเศษเหล็กและของเก่าที่แกเก็บรวบรวมมาได้ในวันนี้ แกเงยหน้าขึ้นมองเราสองคนด้วยสายตาที่ผ่านโลกมามากพอที่จะอ่านใจคนได้ขาดกระจุย
"เหนื่อยก็พัก ไม่ใช่เพราะหมดแรง แต่เพราะโลกมันบังคับให้เราวิ่งเร็วเกินไป" ลุงสมหมายเอ่ยขึ้นโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย แกวางบุหรี่ในมือลงแล้วชี้ไปที่กองของเก่าตรงหน้า "พวกนี้มันไม่เคยถามหรอกว่าถูกทิ้งมาเมื่อไหร่ มันแค่รอใครสักคนมาให้ค่ามันอีกครั้ง... เหมือนกับคนเรานั่นแหละ"
รินทรุดตัวลงนั่งบนลังไม้ใกล้ๆ กับลุงสมหมาย ความเข้มแข็งที่เธอเคยสร้างมาตลอดสัปดาห์พังทลายลงในชั่วพริบตา น้ำตาเม็ดเล็กๆ เริ่มเอ่อล้นคลอหน่วยตา เธอไม่ได้สะอึกสะอื้น แต่ความเงียบที่ตามมานั้นบาดลึกยิ่งกว่าเสียงตะโกนใดๆ ผมได้แต่นั่งลงเคียงข้าง เว้นระยะห่างที่พอดีเพื่อให้เธอรู้ว่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง
ผมกดชัตเตอร์เงียบๆ เก็บภาพวินาทีที่เธอยอมปล่อยวางความฝืนทนนั้นไว้เบื้องหลัง แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนต์เหนือหัวส่องกระทบใบหน้าที่อาบน้ำตาของเธอ มันเป็นภาพที่ดูงดงามและน่าเศร้าในเวลาเดียวกัน สวยงามเพราะนั่นคือความเป็นมนุษย์ที่ไม่ได้ผ่านการปรุงแต่ง เศร้าเพราะผมรู้ดีว่าเมื่อตะวันขึ้น เธอก็ต้องกลับไปสวมบทบาทเดิมอีกครั้ง
"ริน" ผมเรียกเธอเบาๆ เมื่อเห็นว่าเธอเริ่มสงบลง "ถ้าวันหนึ่งคุณไม่ต้องแบกมันไว้แล้ว คุณอยากจะไปที่ไหนจริงๆ?"
รินมองไปยังแสงไฟระยิบระยับของตึกสูงที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไป ราวกับดาวเคราะห์ที่ไม่มีวันเอื้อมถึง "ฉันแค่อยากหายไป... วิน ไปในที่ที่ไม่มีใครรู้จักชื่อฉัน ไม่มีใครรู้ว่าฉันเป็นหนี้เท่าไหร่ หรือต้องรับผิดชอบชีวิตใครบ้าง... ฉันแค่อยากเป็นคนแปลกหน้าที่เดินไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องมีจุดหมายปลายทาง"
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของเธอก็ดังขึ้นทำลายความเงียบนั้น เสียงริงโทนที่คุ้นเคยดูเหมือนจะเป็นฝันร้ายของเธอ รินหยิบเครื่องออกมาดูด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนที่ใบหน้าของเธอจะเปลี่ยนเป็นสีซีดขาวจนน่าตกใจ เธอรีบกดตัดสายทิ้งทันที แต่ไม่ทันที่ความสงบจะกลับคืนมา ชายร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเข้มสองคนที่ยืนสังเกตการณ์เราอยู่นานแล้วก็ก้าวตรงเข้ามาหา
หนึ่งในนั้นหยิบภาพถ่ายใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วชูให้รินดู ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความกดดันจนผมรู้สึกได้ "คุณรินครับ... คนที่บ้านเขาเป็นห่วงมาก และทางธนาคารเองก็อยากจะคุยเรื่องสัญญาฉบับสุดท้ายที่เหลืออยู่... หวังว่าคุณคงไม่คิดจะหนีไปไหนไกลนะครับ"
รินตัวแข็งทื่อ สายตาที่เธอมองมาที่ผมเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและคำขอโทษที่ไม่ได้เอ่ยออกมา ในขณะที่ผมกำลังจะก้าวเข้าไปขวาง ชายอีกคนก็วางมือลงบนไหล่ของผมด้วยแรงกดที่ทำให้กระดูกแทบแหลก พร้อมกับกระซิบข้างหูว่า "อย่าสอด... ถ้าไม่อยากให้ภาพถ่ายของครอบครัวที่พังพินาศไปแล้วของคุณ กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งในวันพรุ่งนี้"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดในใจของตัวละครไปกับผมในตอนนี้นะครับ
มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ•ตอนที่ 18
ตลาดนัดกลางคืน
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!