มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ•ตอนที่ 16

ความลับเริ่มเผย

ผลงานโดย คนมองเมือง
“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคุณต้องทำถึงขนาดนี้ริน” เสียงของวินดังก้องในห้องสี่เหลี่ยมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟจางๆ และไอความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ เขาไม่ได้ตะโกน แต่ความเงียบงันที่เขาทิ้งไว้หลังจากประโยคนั้นมันกลับหนักอึ้งราวกับมีใครเอาแท่งตะกั่วมาวางทับลงบนโต๊ะไม้ตัวเล็กระหว่างเขากับริน รินชะงักมือที่กำลังถือแก้วกาแฟ สันกรามของเธอขบเข้าหากันจนนูนเด่นชัด เธอไม่เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาที่มักจะฉายแววเข้มแข็งและดื้อรั้นยามเถียงเรื่องงาน บัดนี้กลับหลุบต่ำ จ้องมองเพียงหยดน้ำที่เกาะอยู่ข้างแก้วพลาสติกราวกับมันคือเรื่องคอขาดบาดตาย “วิน... บางเรื่องถ้ามันยังไม่ถึงเวลา ก็ไม่ต้องรู้หรอกค่ะ” รินเว้นวรรค คำว่า ‘ค่ะ’ ในประโยคของเธอมันสั่นพร่าเล็กน้อย ก่อนจะรีบแก้ไขด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ “ฉันจัดการเองได้ มันเป็นชีวิตของฉัน” “ชีวิตของคุณ? หรือชีวิตของพ่อคุณกันแน่ที่กำลังดึงคุณจมน้ำอยู่” วินวางกล้องถ่ายภาพคู่ใจลงบนโต๊ะ แรงกระทบของมันทำให้ช้อนกาแฟสั่นกระทบขอบแก้วดังเคร้ง วินมองผู้หญิงตรงหน้า—คนที่เขามักจะแอบถ่ายภาพเก็บไว้ในความทรงจำเสมอ ภาพรินในมุมที่เธอยิ้มให้โลกอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่ทว่าในชั่วโมงนี้ ทุกอย่างดูเปลี่ยนไป เส้นเลือดที่ขมับของเธอเต้นตุบๆ ผิวพรรณที่เคยสดใสดูซีดเผือดเหมือนคนอดนอนสะสมมานานนับเดือน ความสงสัยที่วินเคยมีต่อพฤติกรรมแปลกๆ ของเธอในช่วงนี้กระจ่างชัดขึ้นทีละน้อย เมื่อเขาตัดสินใจเดินตามเธอไปจนถึงตึกแถวเก่าซอมซ่อในซอยลึกเมื่อเย็นวาน “ฉันเห็นแล้ว ริน” วินลดระดับเสียงลง เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบ “เห็นพวกผู้ชายใส่สูทไปยืนกดดันหน้าบ้าน เห็นคุณวางเงินฟ่อนนั้นลงบนโต๊ะ... เงินที่ฉันรู้ดีว่ามันมากกว่าเงินเดือนที่คุณได้รับทั้งปี” รินเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเธอแดงก่ำ แต่มันไม่ใช่แววตาของคนอ่อนแอ มันคือแววตาของคนจนตรอกที่พร้อมจะสู้กับทุกอย่างแม้จะรู้ว่าแพ้ วินสังเกตเห็นมือของเธอที่สั่นเทาอยู่ใต้โต๊ะ เขาอยากจะเอื้อมมือไปกุม แต่มันกลับรู้สึกเหมือนมีกำแพงที่ชื่อว่า ‘ความเกรงใจ’ กั้นขวางไว้ “วิน...” รินสูดลมหายใจเข้าลึก “คุณเป็นแค่คนรู้จัก... เป็นแค่เพื่อนที่ถ่ายรูปสวยๆ ให้ฉัน คุณไม่ควรเอาตัวเองมาเกลือกกลั้วกับเรื่องสกปรกแบบนี้ หนี้ที่พ่อฉันก่อ... มันไม่ใช่แค่ตัวเลข มันคือสัญญาที่เอาชีวิตเป็นเดิมพัน” “ผมไม่ใช่แค่เพื่อน” วินโพล่งออกมาอย่างลืมตัว ก่อนจะนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง “ผมหมายความว่า... ผมเป็นช่างภาพ และผมก็มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นเสมอ ไม่ใช่แค่ในเลนส์ แต่มันคือความทุกข์ที่สะท้อนออกมาจากแววตาคุณ” รินหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ “คนมองเมืองแบบคุณ คงมีแค่ภาพที่สวยงามในหัวสินะคะ แต่ความจริงคือ... คนบางคนเกิดมาเพื่อเป็นบันไดให้คนอื่นเหยียบขึ้นไป พ่อฉันเขาก็แค่คนติดการพนันที่ทำพังทุกอย่าง ส่วนฉัน... ก็แค่ลูกที่โง่พอจะยอมรับผิดชอบทุกอย่างเพื่อให้ชื่อนามสกุลนี้ยังคงอยู่” บทสนทนาถูกตัดตอนด้วยความเงียบ บรรยากาศในร้านกาแฟเงียบเหงาเกินกว่าจะเป็นพื้นที่ของคนสองคน ลุงสมหมายที่นั่งอยู่มุมมืดของร้านฝั่งตรงข้าม—คนที่วินมักจะเห็นนั่งคัดแยกกระป๋องอลูมิเนียมอยู่เป็นประจำ—เงยหน้าขึ้นจากถุงขยะ สายตาฝ้าฟางของเขามองตรงมายังโต๊ะของวินและริน ลุงสมหมายถอนหายใจยาว ก่อนจะก้มลงเก็บขยะต่อเหมือนรู้ดีว่านี่คือละครชีวิตที่เขาพบเห็นจนเบื่อหน่ายในมหานครไร้เงาแห่งนี้ วินรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่บนปากเหว เขาเห็นความลับที่รินแบกไว้ มันไม่ใช่แค่หนี้ก้อนโต แต่มันคือโซ่ตรวนที่ผูกมัดเธอไว้กับอดีตที่พ่อของเธอสร้างขึ้น วินนึกถึงตัวเองในอดีต... นึกถึงวันที่เขาตัดสินใจทิ้งครอบครัวเพื่อหนีจากความผิดพลาดของตัวเอง ความรู้สึกนั้นวนกลับมาจุกที่คอหอย “ถ้าคุณเลือกจะแบกมันไว้คนเดียว คุณอาจจะพังไปจริงๆ” วินโน้มตัวไปข้างหน้า เสียงของเขาต่ำและหนักแน่น “ให้ผมช่วย...” “ช่วย? คุณจะช่วยอะไรได้!” รินแค่นยิ้ม มือที่สั่นเทาคว้ากระเป๋าถือขึ้นมาเตรียมจะลุก “คุณมีเงินเหรอ? หรือคุณจะเอากล้องไปขาย? วิน... หนี้ก้อนนี้มันเกินกว่าที่คุณจะจินตนาการถึง และถ้าคุณยังไม่เลิกยุ่งเรื่องของฉัน อีกไม่นาน... พวกนั้นจะไม่ได้มาหาแค่ที่บ้านฉัน แต่มันจะมาหาคนที่อยู่รอบตัวฉันด้วย” รินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอหันหลังเตรียมจะเดินออกไป แต่แล้วเธอก็ชะงัก เท้าของเธอหยุดนิ่งราวกับถูกแช่แข็งเมื่อเสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าดังขึ้น หน้าจอสมาร์ทโฟนสว่างวาบเผยให้เห็นเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่ได้บันทึกชื่อ แต่รินกลับหน้าซีดเผือดทันทีที่เห็นมัน เธอรับสายด้วยมือที่สั่นเทา “ค่ะ... ฉันบอกแล้วไงว่ากำลังหา... พรุ่งนี้เหรอคะ? ไม่... คุณให้เวลาฉันหน่อย...” น้ำเสียงของรินเปลี่ยนไปจากที่เคยดื้อรั้นกลายเป็นความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เธอฟังเสียงจากปลายสายเพียงครู่เดียว ก่อนจะลดโทรศัพท์ลงช้าๆ หันกลับมามองวินด้วยสายตาที่ว่างเปล่าราวกับวิญญาณหลุดลอย “พวกเขารู้แล้ว” รินพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาอาบแก้ม “วิน... พวกเขารู้แล้วว่าฉันไม่ได้มาคนเดียว” วินลุกขึ้นยืนตามสัญชาตญาณ ทันใดนั้น เงาร่างสูงใหญ่ของชายสองคนในชุดสูทสีเข้มก็ก้าวเข้ามาในร้านกาแฟ ทั้งคู่ไม่ได้มองไปที่พนักงานร้าน แต่สายตาคมกริบของพวกเขากลับพุ่งตรงมาที่วินเพียงคนเดียว พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปากของชายคนหนึ่งที่เอ่ยขึ้น “คุณวินครับ... พวกเราได้รับคำสั่งมาว่า ให้ช่วยตามหา ‘หลักฐาน’ บางอย่างที่คุณบังเอิญถ่ายติดไปเมื่อวานนี้” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยดน้ำตาและเศษเสี้ยวของความจริงในเมืองใหญ่ไปกับคนมองเมืองนะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหานครไร้เงา: บันทึกมิตรภาพใต้แสงไฟ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%