เสียงฉีกกระดาษดังขึ้นครั้งหนึ่ง... มันไม่ใช่เสียงที่ดังกรีดแทงแก้วหู แต่เป็นเสียงแผ่วเบาของเนื้อกระดาษปอนด์เกรดดีที่ถูกแรงดึงจากปลายนิ้วแยกออกจากสันกาวอย่างเด็ดเดี่ยว
เศษกระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าร่วงหล่นลงสู่พื้นพรมสีเทาเข้มในห้องทำงานที่เงียบสงบราวกับป่าช้า ทว่าอัดแน่นไปด้วยประจุไฟฟ้าแห่งความตึงเครียด รวิศนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่ สายตาคมกริบมองการกระทำนั้นนิ่งงัน เขาไม่ได้เอ่ยปากห้าม ไม่แม้แต่จะขยับตัวหนีจากพนักเก้าอี้ ปลายนิ้วเรียวยาวประสานกันไว้ที่หน้าตัก ความนิ่งของเขากลับทรงพลังยิ่งกว่าการทุบโต๊ะตะโกนโต้เถียง
มินตราไม่ได้มองหน้าเขา เธอจ้องมองแผ่นกระดาษในมือที่กำลังจะถูกฉีกเป็นชิ้นสุดท้าย ดวงตาคมปลาบของบรรณาธิการบริหารสาววับวาวด้วยความกรุ่นโกรธและแรงกดดันที่สะสมมาแรมเดือน บนหน้ากระดาษแผ่นนั้นคือบทกวีชิ้นเอกของรวิศ บทกวีที่ตีแผ่ความเน่าเฟะของกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ที่กวาดล้างชุมชนแออัดเพื่อสร้างตึกระฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของสำนักพิมพ์ในเวลานี้
"คุณกำลังทำลายข้าวของของผม หรือกำลังทำลายความจริงกันแน่ครับ คุณมินตรา"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน น้ำเสียงของรวิศราบเรียบแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ มันเป็นความสุภาพที่เยือกเย็นและเหินห่างจนน่ากลัว
มินตราหยุดมือ เธอยังไม่เงยหน้าขึ้นทันที ปลายนิ้วที่กำกระดาษไว้สั่นเทาเล็กน้อยด้วยความโกรธ ไม่ใช่เพราะคำพูดดูถูก แต่เพราะเธอกลัวว่าสิ่งที่เขากำลังพูดมันคือความจริง เธอยืดตัวขึ้นช้าๆ สบตากับกวีหนุ่มผู้ดื้อรั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความมุ่งมั่นที่ขัดแย้งกันในคราวเดียว
"ฉันไม่ได้ทำลายความจริง รวิศ... ฉันกำลังช่วยปกป้องคุณต่างหาก" น้ำเสียงของเธอแหบพร่าลงเล็กน้อย แต่ยังคงความเฉียบคมไว้ครบถ้วน "ความจริงที่คุณเขียนมันสวยงามจนบาดคอตัวเอง คุณคิดว่าโลกนี้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ความยุติธรรมบนปลายพู่กันอย่างเดียวหรือไงคะ? ถ้าตีพิมพ์บทกวีบทนี้ออกไป สำนักพิมพ์จะถูกฟ้องล้มละลายภายในสัปดาห์หน้า และคุณ... จะไม่ได้แม้แต่พื้นที่เล็กๆ ให้ตีพิมพ์งานชิ้นต่อไปในประเทศนี้อีกเลย"
รวิศแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างรวดเร็วก่อนจะจางหายไป เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเท้าช้าๆ เดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นอายเฉพาะตัวของเขาทั้งความดิบเถื่อนของกวีข้างถนนและความลุ่มลึกของผู้ชายที่ผ่านโลกมาโชกโชนแผ่ซ่านจนมินตราต้องหายใจสะดุด
"คุณกลัวการล้มละลายของบริษัท หรือกลัวว่าตำแหน่งบรรณาธิการบริหารของคุณจะสั่นคลอนกันแน่ครับ" รวิศโน้มตัวลงกระซิบ เสียงของเขาใกล้ชิดจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ "คุณเปลี่ยนไปมากจริงๆ มินตรา... ตั้งแต่วันที่คุณเริ่มเอาตัวเลขยอดขายมาเป็นไม้บรรทัดวัดคุณค่าของตัวอักษร"
คำพูดนั้นพุ่งเป้าไปที่บาดแผลลึกในใจของเธออย่างแม่นยำ มินตราเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ขึ้นด้วยหยาดน้ำตาที่เธอพยายามกลั้นไว้ไม่ให้ร่วงหล่น เธอยกแผ่นกระดาษในมือขึ้นระดับอก แล้วขว้างมันใส่หน้าอกของเขาอย่างแรง
"ใช่! ฉันมันเห็นแก่ตัว ฉันมันผู้หญิงหน้าเงินที่ต้องคอยเช็ดก้นให้กวีอุดมการณ์โลกสวยอย่างคุณ!" มินตราตะโกนใส่หน้าเขาโดยไม่สนภาพลักษณ์มืออาชีพอีกต่อไป น้ำตาที่กลั้นไว้เอ่อล้นคลอหน่วย "ถ้าไม่มีฉันคอยกลั่นกรอง คำพูดสวยหรูพวกนี้คงพาคุณไปนอนในคุกตั้งแต่วันที่คุณเขียนประณามรัฐมนตรีคนนั้นแล้ว! คุณเคยหันมามองความจริงบ้างไหม ว่าฉันต้องแลกอะไรมาบ้างเพื่อให้คุณได้นั่งถือปากกาเท่ๆ อยู่ตรงนี้!"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้งหลังเสียงตะโกนสิ้นสุดลง บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยแรงปรารถนาและความโกรธเกรี้ยวที่ผสมปนเปกันอย่างแยกไม่ออก รวิศนิ่งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยคมปลาบฉายแววความไหววับและเจ็บปวดลึกๆ เขาไม่ได้ถอยหนี แรงดึงดูดทางจิตวิญญาณระหว่างคนสองคนที่ยืนอยู่คนละฝั่งอุดมการณ์พุ่งสูงจนแทบจะแตะจุดเดือด
มือเรียวใหญ่ของรwiศเอื้อมออกไปคว้าข้อมือของมินตราที่ยังคงค้างอยู่กลางอากาศอย่างแผ่วเบา สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือของเขาทำให้นักบริหารสาวสะفัดตัวเล็กน้อยแต่ไม่ได้ดึงมือกลับ แววตาของทั้งคู่สบประสานกันอย่างมีความหมาย—มันเป็นการประทะกันที่ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่มันคือการยอมรับนับถือตัวตนของกันและกันท่ามกลางความแตกต่างที่ไม่มีวันบรรจบ
"ผมขอโทษ..." รวิศเอ่ยเสียงแผ่ว ความแข็งกร้าวในน้ำเสียงเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความอ่อนโยนที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันเย็นชา "แต่ผมยอมตัดทอนวิญญาณตัวเองไม่ได้หรอกนะ มินตรา งานเขียนชิ้นนี้คือตัวตนของผม ถ้าคุณไม่อยากตีพิมพ์มันในฐานะสำนักพิมพ์... เราก็ควรจบสัญญากันเสียตรงนี้"
มินตรานิ่งงัด หัวใจของเธอกระตุกวูบ คำว่า *จบสัญญา* ฟังดูคล้ายกับคำบอกลาที่เธอกลัวที่สุด เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำปฏิเสธและหาทางประนีประนอม ทันใดนั้นเอง...
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นทางการ ขัดจังหวะห้วงเวลาอันเปราะบางระหว่างคนทั้งสอง ก่อนที่ประจะบานใหญ่จะถูกผลักเปิดออกโดยไม่ต้องรออนุญาต ร่างสูงโปร่งของ "ภาคิน" ประธานกรรมการบริหารสำนักพิมพ์ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก ในมือของเขามีซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะ
"คุยกันเรื่องสัญญาจบลงพอดีเลยสินะครับ..." ภาคินกวาดสายตามองทั้งสองคนที่ยืนชิดกันด้วยรอยยิ้มสมเพช ก่อนจะโยนซองเอกสารลงบนโต๊ะทำงานของรวิศ เสียงกระแทกหนักแน่นดังก้องไปทั่วห้อง "ผมคงไม่ต้องเสียเวลาอธิบายนะว่าเอกสารในซองนี้คืออะไร... เพราะมันถูกส่งมาจากศาล ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาเรียบร้อยแล้วครับ"
รวิศและมินตราหันขวับไปมองซองเอกสารบนโต๊ะพร้อมกัน ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ความจริงอันหนתหนาวก็กระชากพวกเขากลับสู่โลกความเป็นจริงที่โหดร้ายกว่าที่คาดคิด...
บทกวีที่รวิศคิดว่ามีเพียงเขากับมินตราที่ล่วงรู้เนื้อหา กลับรั่วไหลออกไปสู่ภายนอกตั้งแต่วันก่อนแล้ว และผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าหาใช่ใครอื่นไม่
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและลมหายใจของบทกวีบทนี้ด้วยกันนะครับ
วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 12
กระดาษที่ถูกฉีกทิ้ง
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!