กลิ่นฟอร์มาลีนและแอลกอฮอล์ล้างแผลยังคงติดตรึงอยู่ที่ปลายจมูกของรินรดา ราวกับมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจเข้าออกไปเสียแล้ว หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้โลหะเย็นเฉียบในห้องชันสูตรไร้แสงแดด แสงไฟนีออนสีขาวนวลสาดส่องลงบนโต๊ะสแตนเลสว่างเปล่า ที่ซึ่งเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้... มันเคยรองรับร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นมารดา และความจริงอันเน่าเฟะที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรมของตระกูลใหญ่
เสียงฝีเท้าหนักแน่นทว่าเชื่องช้าดังสะท้อนก้องมาจากทางเดินแคบๆ รินรดาไม่จำเป็นต้องหันไปมอง เธอก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์ผสมความเย็นชาที่เป็นเอกลักษณ์ของกวินทร์ ชายหนุ่มก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หลังโต๊ะชันสูตร ระยะห่างระหว่างพวกเขามีนัยยะของความหวาดระแวงและความโหยหาที่ถูกบดบังไว้ด้วยทิฐิแห่งวิชาชีพ
"คุณควรกลับไปพักผ่อนได้แล้วค่ะ รินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศให้หนักอึ้ง
รินรดาเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีเข้มไร้แววหวาดกลัว มีเพียงประกายความแข็งกร้าวที่สะท้อนภาพเงาของเขา "พักผ่อนหรือคะ? ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยรอยเลือดของคนที่ฉันรักเนี่ยนะ... คุณกวินทร์ ดูเหมือนคุณจะประเมินสภาพจิตใจของฉันสูงเกินไป หรือไม่ก็ประเมินความเห็นแก่ตัวของตัวเองต่ำเกินไป"
กวินทร์ไม่ได้แสดงอาการสะดุ้งสะเทือนต่อคำพูดเสียดสีนั้น ชายหนุ่มเพียงแต่ถอดเสื้อสูทเนื้อดีออกพาดไว้พนักเก้าอี้ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีเข้มลงสองเม็ด เผยให้เห็นรอยแผลเป็นจางๆ บริเวณไหปลาร้า—ร่องรอยจากค่ำคืนแห่งการนองเลือดที่พวกเขาเพิ่งผ่านพ้นมาด้วยกัน เขาก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นจนเกือบชิดขอบโต๊ะ ปลายจมูกของคนทั้งคู่แทบจะอยู่ในระดับเดียวกันหากรินรดาไม่เอนตัวถอยหลังเล็กน้อย
"ความเห็นแก่ตัวเหรอคะ?" กวินทร์ทวนคำ น้ำเสียงเจือรอยยิ้มหยันที่มุมปาก "ถ้าฉันเห็นแก่ตัวจริง ป่านนี้แฟ้มหลักฐานทั้งหมดที่เชื่อมโยงคดีฆาตกรรมแม่ของคุณกับกองทุนลับของตระกูลฉัน คงถูกเผาทำลายคากองไฟไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ไม่ใช่มานั่งอยู่ตรงนี้เพื่อให้คุณเอามาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางกฎหมายหรอกนะ"
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเย็นเยียบ "คุณเก็บมันไว้เพราะมันคือหลักประกันความปลอดภัยของคุณเองต่างหาก กวินทร์ คุณไม่ได้ปกป้องความยุติธรรม คุณกำลังปกป้องลมหายใจของตัวเองในเกมที่กำลังจะแพ้ต่างหากล่ะ"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่ตึงเครียดจนแทบจะจุดประกายไฟได้ เคมีอันตรายที่ดึงดูดและผลักไสพวกเขาออกจากกันในเวลาเดียวกันกำลังทำงานอย่างเงียบเชียบ ความเจ็บปวดจากการสูญเสียและความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผย ไม่ได้ทำให้พวกเขาอ่อนแอลง ตรงกันข้าม มันกลับหลอมรวมความเย็นชาของนิติเวชสาวกับความเจ้าเล่ห์ของทนายความหนุ่มให้กลายเป็นเกราะป้องกันตัวที่แน่นหนา
รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประจันหน้ากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว แม้ส่วนสูงจะน้อยกว่า แต่รัศมีทางจิตวิทยาที่เธอแผ่ออกมากลับทำให้ห้องกว้างดูแคบลงไปถนัดตา "เราสูญเสียทุกอย่างไปแล้วค่ะ... แม่ของฉันตาย ความลับที่ตระกูลของคุณปกปิดมาหลายสิบปีก็ถูกฉีกกระชากจนไม่เหลือชิ้นดี แล้วเรายังเหลืออะไรให้ต้องรักษาไว้อีกหรือคะ?"
กวินทร์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววร้าวราล. ลึกเข้าไปในความแข็งกระด้างนั้น เขาเห็นเงาของเด็กผู้หญิงคนเดิมที่เคยร้องไห้ข้างศพมารดาเมื่อหลายปีก่อน มือหนาเอื้อมออกไปช้าๆ ปลายนิ้วสัมผัสกรอบหน้าเนียนของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา เป็นการสัมผัสที่เต็มไปด้วยความลังเลและเจ็บปวด แต่รินรดากลับไม่ถอยหนี เธอยอมปล่อยให้ความอบอุ่นจากปลายนิ้วของเขาตัดผ่านความหนาวเหน็บในใจ แม้จะรู้ดีว่ามันคือคมมีดที่เคลือบด้วยยาพิษ
"เราเหลือกันและกัน... ในนรกขุมนี้ยังไงล่ะคะ รินรดา" กวินทร์กระซิบชิดริมฝีปาก น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด เป็นความอ่อนโยนที่อันตรายที่สุดเท่าที่เขาเคยมีให้
รินรดานิ่งงังไปชั่วขณะ หัวใจที่ปิดตายมานานนับปีสั่นไหวอย่างรุนแรง เธอเกลียดชังความรู้สึกนี้ ความรู้สึกที่ว่าท่ามกลางซากปรักหักพังของความจริง เธอกลับโหยหาอ้อมกอดของศัตรูผู้กุมความลับทั้งหมดไว้
ทว่า... ก่อนที่บทสนทนาอันเปราะบางจะก้าวล้ำเส้นแบ่งระหว่างความรักความแค้น เสียงสัญญาณเตือนภัยแหลมสูงก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งอาคารสถาบันนิติเวช ไฟฉุกเฉินสีแดงฉานกะพริบวับวาบสาดส่องห้องผ่าศพให้กลายเป็นฉากภาพยนตร์ระทึกขวัญ
รินรดาผละออกจากสัมผัสของกวินทร์ทันที สัญชาตญาณดิบของนักนิติเวชตื่นตัวเต็มที่ "เกิดอะไรขึ้น? ระบบรักษาความปลอดภัยถูกแฮก?"
กวินทร์ขมวดคิ้วแน่น ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะพุ่งเป้าไปที่จอคอมพิวเตอร์หลักบนโต๊ะทำงานที่ดับวูบไปชั่วขณะ และเมื่อมันติดขึ้นมาอีกครั้ง หน้าจอกลับปรากฏภาพกล้องวงจรปิดจากชั้นใต้ดิน—ชั้นเก็บรักษาวัตถุพยานคดีพิเศษที่ควรจะเข้าถึงได้แค่เธอกับผู้อำนวยการสถาบันเท่านั้น
ภาพบนจอแสดงให้เห็นเงาร่างของใครบางคนกำลังยืนอยู่หน้าตู้เซฟนิรภัย ตู้เซฟที่เก็บ "หลักฐานชิ้นสุดท้าย" ที่สามารถพลิกคำพิพากษาคดีของแม่เธอได้ตลอดกาล
และที่น่าตกใจยิ่งกว่า... ร่างเงานั้นไม่ได้กำลังงัดแงะ แต่มันกำลังกดรหัสผ่าน... รหัสผ่านแปดหลักที่ใช้เสียงของรินรดาเองในการปลดล็อก!
หัวใจของนิติเวชสาวกระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วเท้าขึ้นสู่สันหลัง ในขณะที่กวินทร์คว้าปืนพกสั้นออกจากเอวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดึงตัวเธอล็อกไว้ด้านหลังแผ่นอกกว้างเพื่อบังกระสุน
"รินรดา..." กวินทร์กระซิบข้างใบหู น้ำเสียงเคร่งเครียดจนเห็นเส้นเลือดที่ขมับ "ในห้องนี้มีแค่คุณกับฉันที่มีสิทธิ์เข้าถึงตู้เซฟนั้น... แล้วใครกันล่ะที่กำลังยืนอยู่ข้างล่างนั่น?"
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงกำลังก้าวขึ้นบันไดทีละขั้น มุ่งตรงมายังห้องชันสูตรแห่งนี้...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดมิดนี้มาด้วยกันนะคะ — เงาจันทราลี้ลับ
ดีลลับฉบับคนตาย: อย่าไว้ใจศพข้างกาย•ตอนที่ 29
ชำระล้างบาดแผล
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับฉบับคนตาย: อย่าไว้ใจศพข้างกาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!