เศษซากดวงดาราภายใต้เงาแห่งความว่างเปล่า•ตอนที่ 1

สัญญาณจากความว่างเปล่า

ผลงานโดย เนบิวลาสตาร์
กลิ่นโอโซนสังเคราะห์จากระบบระบายอากาศผสมปะปนกับกลิ่นกาแฟดำคั่วเข้มที่เย็นชืดจนหมดอร่อย มันคือกลิ่นอายจำเจของความโดดเดี่ยวที่เอเลียส เวล คุ้นชินมาตลอดสามปีบนสถานีวิจัยลอยฟ้า ‘โอเอซิส-7’ นิ้วเรียวยาวที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการซ่อมแซมแผงวงจรข้ามคืนกำลังเคาะลงบนโต๊ะโลหะอย่างเสียจังหวะ ดวงตาสสีเทาเข้มจ้องมองหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าด้วยประกายความเบื่อหน่ายที่ผสมผสานกับความเคร่งเครียดอย่างลงตัว หน้าจอตรงหน้าเขากำลังแสดงผลกราฟคลื่นความถี่ของสเปกตรัมแม่เหล็กไฟฟ้าที่ควรจะราบเรียบดั่งผืนน้ำในสุญญากาศ แต่ในเวลานี้ มันกลับหยักศกและพุ่งทะยานราวกับกราฟชีพจรของคนใกล้ตาย คลื่นสัญญาณปริศนาที่เพิ่งกวาดผ่านเรดาร์เมื่อสิบนาที0ก่อน ไม่เพียงแต่ทรงพลังจนทำให้ระบบเซ็นเซอร์หลักของสถานีสั่นสะเทือน หากแต่มันกำลังท้าทายทุกกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ที่มนุษยชาติเคยบัญญัติไว้ "เป็นไปไม่ได้..." เอเลียสพึมพำกับตัวเอง เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเล็กน้อยจากการขาดการสนทนากับมนุษย์มานานหลายวัน เขาขยับแว่นกรอบโลหะบนสันจมูก นิ้วมือรัวแป้นพิมพ์ลอยตัวอย่างรวดเร็วเพื่อทำการรีบูตระบบกรองสัญญาณซ้ำเป็นรอบที่สาม เพราะเชื่อว่านี่อาจเป็นเพียงความผิดพลาดของฮาร์ดแวร์เก่าๆ ที่หมดอายุไข ทว่า ผลลัพธ์บนจอกลับยิ่งตอกย้ำความจริงที่ชวนขนลุก คลื่นนั้นไม่ใช่สัญญาณรบกวนจากพายุสุริยะ และไม่ใช่เศษซากดาวเคราะห์น้อยที่หลงยุค มันมีรูปแบบการจัดเรียงข้อมูลที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ราวกับว่า... มันคือบทสนทนาภาษาคณิตศาสตร์จากที่ไกลโพ้น ไกลเสียจนแม้แต่ความเร็วแสงก็ยังต้องใช้เวลาเดินทางนับร้อยปี ประตูห้องควบคุมเลื่อนเปิดออกพร้อมกับเสียงระบบไฮดรอลิกที่คุ้นหู ร่างระหงในชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงของสหพันธ์ดาราสวมทับด้วยเสื้อคลุมกันหนาวเนื้อหนาปรากฏขึ้นที่กรอบประตู ผู้การวาริน คาลัน ก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและไร้เสียงราวกับผู้ล่าในความมืด ดวงตาคู่คมสีนิลกวาดมองสภาพห้องที่เต็มไปด้วยแก้วกาแฟว่างเปล่าและบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งไว้ในถังขยะ ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าอันเคร่งเครียดของวิศวกรหนุ่ม "คุณเวล" น้ำเสียงเรียบสนทนาเอ่ยขึ้น เย็นเยียบและทรงอำนาจจนบรรยากาศในห้องลดอุณหภูมิลดลงไปหลายองศา "ฉันหวังว่าเสียงแจ้งเตือนระดับสีส้มเมื่อครู่ จะไม่ใช่เพราะคุณเมาเครื่องดื่มหมักจากถังปฏิกรณ์แล้วกดปุ่มผิดอีกนะ" เอเลียสไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้บังคับบัญชา เขายังคงจดจ่ออยู่กับการวิเคราะห์ข้อมูลโค้ดดิ้งประหลาดที่วิ่งผ่านตา "ถ้าเครื่องดื่มหมักของผมสามารถสร้างคลื่นความถี่ที่ทำลายล้างอัลกอริทึมการนำทางของสถานีได้ ผมคงลาออกไปเปิดบริษัทขายระบบรักษาความปลอดภัยให้กองทัพนานแล้วล่ะครับ ผู้การ" เขากดปุ่มแชร์หน้าจอหลักไปยังผนังกระจกใสเบื้องหลังวาริน ภาพกราฟสีแดงฉานที่บิดเบี้ยวปรากฏขึ้นสะท้อนกับดวงตาคู่นคมของเธอ "ดูนี่สิครับ สิ่งที่ผมกำลังเจออยู่นี่ มันเตือนภัยว่าเรากำลังมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญ... หรือบางที อาจจะเป็นบางสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวตั้งแต่แรก" วารินก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของเขา กลิ่นน้ำหอมจางๆ กลิ่นกุหลาบป่าผสมกับความเย็นเยียบของอวกาศลอยแตะจมูกเอเลียส ระยะห่างที่ใกล้จนเกินพอดีทำให้เขารับรู้ได้ถึงแรงกดดันอันน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ ผู้การสาวใช้ปลายนิ้วเรียวปัดหน้าจอโฮโลแกรมเพื่อหมุนดูสเปกตรัมแบบสามมิติ ใบหน้าที่มักจะไร้อารมณ์ปรากฏรอยขมวดคิ้วบางๆ เป็นครั้งแรก "มันมาจากไหน?" เสียงของวารินราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความระแวงที่ซ่อนเร้นอย่างแนบเนียน "นั่นแหละคือปัญหาครับ" เอเลียสเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ ระยะห่างระหว่างกันลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ จนเขาสามารถมองเห็นเงสะท้อนของตัวเองในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น "มันไม่ได้มาจากทิศทางของดาวเคราะห์ดวงใดในระบบสุริยะนี้ และไม่ได้มาจากห้วงอวกาศลึกฝั่งตะวันออก... มันพุ่งตรงมาจาก *'เขตแดนสูญญากาศสีดำ'* จุดอับสัญญาณที่แม้แต่แสงก็ยังไม่กล้าเฉียดเข้าไป" คำว่า *เขตแดนสูญญากาศสีดำ* ทำให้ลมหายใจของวารินสะดุดไปเสี้ยววินาที สถานที่ที่ไม่มีใครอยากเอ่ยถึง พื้นที่ต้องห้ามที่ทางการสั่งปิดตายหลังจากการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของยานสำรวจรุ่นพี่เมื่อสิบปีก่อน—อุบัติเหตุครั้งนั้นที่พรากครอบครัวและพี่ชายของเอเลียสไปต่อหน้าต่อตาในหน่วยงานวิจัยเดียวกัน "คุณกำลังจะบอกว่า..." วารินเว้นจังหวะ สายตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตาของวิศวกรหนุ่มเพื่อค้นหาความหวาดกลัว แต่เธอกลับพบเพียงประกายไฟแห่งความดื้อรั้นและแรงกระหายใคร่รู้ที่น่ากลัวยิ่งกว่า "ใช่ครับ ผู้การ" เอเลียสยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันโชคชะตา "สัญญาณนั่นกำลังเรียกชื่อเรา... หรืออย่างน้อยที่สุด ก็กำลังเคาะประตูบ้านหลังสุดท้ายของมนุษยชาติอย่างพวกเรา" ในเสี้ยววินาทีนั้น ก่อนที่วารินจะทันได้เอ่ยคำสั่งใดๆ เพื่อระงับเหตุหรือตัดสัญญาณทิ้ง หน้าจอหลักทั้งหมดในห้องก็เกิดอาการกระพริบเป็นจังหวะพร้อมเพรียงกัน แสงไฟนีออนสีขาวนวลเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานสลับดำ เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตดังลั่นไปทั่วทั้งสถานีวิจัย และสิ่งที่ทำให้หัวใจของทั้งสองคนแทบหยุดเต้น ไม่ใช่ความโกลาหลของระบบที่กำลังล่มสลาย แต่เป็นเสียงเคาะสามครั้งที่ดังมาจาก *ด้านนอก* ของกระจกห้องควบคุมหลัก—ห้องที่ตั้งอยู่บนความสูงสองร้อยเมตรเหนือพื้นผิวดาวเคราะห์ที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต และรายล้อมไปด้วยความว่างเปล่าอันหนתเหน็บของห้วงอวกาศ ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความเวิ้งว้างนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เนบิวลาสตาร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษซากดวงดาราภายใต้เงาแห่งความว่างเปล่า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%