นักสืบพ่วงระบบกับอาจารย์สาวจอมเขมือบปริศนา•ตอนที่ 18

เส้นขนานของความสัมพันธ์

ผลงานโดย นักสืบแว่นขยาย
กลิ่นอานของดินปืนและสนิมเหล็กยังคงลอยอวลอยู่ในความมืดมิดของห้องใต้ดินร้างแห่งนี้ หยดน้ำที่ซึมผ่านรอยร้าวของเพคอนกรีตด้านบนกระทบลงบนพื้นผิวเหล็กขึ้นสนิมเกิดเป็นเสียง 'ติ๋ง... ติ๋ง...' ที่ดังสะท้อนก้องกังวาน คล้ายเสียงนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลังชีวิตของพวกเราทีละวินาที "คุณริน... แผลตรงหัวไหล่นั่น เลือดเริ่มซึมผ่านเสื้อโค้ดออกมาอีกแล้วนะครับ" น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใยอันเจือจางดังขึ้นจากมุมมืด อาจารย์มิลินทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้นคอนกรีตที่เย็นเฉียบ แววตาคู่คมกริบของเธอไม่ได้ทอดมองไปยังความมืดเบื้องหน้า แต่กำลังจดจ้องอยู่ที่คราบสีแดงเข้มซึ่งขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ บนเนื้อผ้าสีเข้มของผม ผมกัดฟันแน่น ขยับแขนขวาด้วยความยากลำบาก ความเจ็บปวดแปลบปลากระโจนเข้าใส่เส้นประสาทจนต้องสูดลมหายใจเข้าลึก "ผมไม่เป็นไรครับอาจารย์... แค่รอยถากจากกระสุนพลังงานเมื่อครู่เท่านั้น ระบบแจ้งเตือนว่าความเสียหายอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ครับ" ผมกล่าวปฏิเสธพร้อมฝืนยิ้มมุมปากเพื่อให้อีกฝ่ายคลายความกังวล แม้ว่าหน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงสีฟ้าของระบบ *Digital Detective* จะกระพริบเตือนด้วยตัวอักษรสีแดงฉานว่า *[คำเตือน: ค่า HP ลดลงต่ำกว่า 40% แนะนำให้ทำการปฐมพยาบาลเร่งด่วน]* ลอยเด่นอยู่ตรงหน้าก็ตามที มิลินไม่เอ่ยคำใดต่อ เธอขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือเรียวขาวของเธอเข้ามาใกล้ ชายเสื้อโค้ดตัวยาวถูกฉีกออกเป็นแถบยาวอย่างรวดเร็วด้วยความคล่องแคล่ว มือเรียวบรรจงพันผ้าพันแผลรอบหัวไหล่ของผมอย่างเบามือและแม่นยำ ทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความระมัดระวังราวกับกำลังประคับประคองโบราณวัตถุอันเปราะบาง ทว่าในยามนี้ ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันและอันตรายรอบด้าน ความใกล้ชิดนี้กลับทำให้หัวใจของผมเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อศัตรูภายนอก แต่เป็นเพราะความรู้สึกแปลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นในอก ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมมองว่าอาจารย์มิลินเป็นเพียง 'ผู้ช่วย' หรือ 'ผู้ร่วมชะตากรรม' ที่ถูกระบบจับคู่มาให้เพื่อเอาตัวรอดในโลกที่เต็มไปด้วยคดีปริศนาและอาชญากรเหนือมนุษย์ เธอคืออัจฉริยะด้านการแกะรอยผู้เยือกเย็น ไร้ความรู้สึก และมีความหิวโหยประหลาดที่ต้องคอยหาพลังงานมาเติมเต็มอยู่เสมอ แต่ภาพของหญิงสาวที่กำลังนั่งคุกเข่าทำแผลให้ผมด้วยแววตาที่สั่นไหวเล็กน้อยในยามนี้ มันทลายกำแพงความเย็นชาที่เธอก่อไว้ลงจนหมดสิ้น นี่คือความไว้ใจ... สิ่งที่ผมสูญเสียไปพร้อมกับการตายของครอบครัวในคืนวันโศกนาฏกรรมนั้น วันนี้ มันกำลังถูกถักทอขึ้นมาใหม่อย่างเงียบเชียบ บนสังเวียนแห่งความเป็นความตาย "คุณมิลิน..." ผมเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทำลายความเงียบงันภายในห้อง "ทำไมคุณถึงยอมเสี่ยงชีวิตกระโดดเข้ามาขวางกระสุนนัดนั้นให้ผมล่ะครับ? ทั้งที่จริง... ถ้าปล่อยให้ผมรับภาระคนเดียว โอกาสรอดของคุณจะมีมากกว่าแท้ๆ" มิลินชะงักมือที่กำลังผูกปมผ้าพันแผลเล็กน้อย เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำตอบในใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาผมตรงๆ แววตาสีเข้มคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าของผมที่เปรอะเปื้อนฝุ่นควัน "เพราะฉันเกลียดการกินของที่ยังเคี้ยวไม่หมด" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามสไตล์ของเธอ ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างหาได้ยาก "และอีกอย่าง... นายยังติดคำตอบเรื่องปริศนาร้านกาแฟเมื่อสัปดาห์ก่อนอยู่ ถ้า นายตายไปก่อน ฉันคงต้องไปตามทวงสัญญากับผีสิตrc" คำตอบติดตลกที่เจือความเย้าแหย่นั้น ทำให้ผมหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ แม้จะเจ็บแผล ทว่าความตึงเครียดที่กดทับบรรยากาศมานานนับชั่วโมงก็พลันเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด *ติ๊ง!* เสียงแจ้งเตือนอันเป็นเอกลักษณ์ของระบบดังขึ้นในโสตประสาท พร้อมกับหน้าจอโฮโลแกรมที่เปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม *[ระบบแจ้งเตือน: ตรวจพบค่าความสัมพันธ์ (Synergy Bond) ระหว่างผู้ใช้ 'ริน' และผู้ช่วย 'มิลิน' พุ่งทะยานสู่ระดับ 85%]* *[เงื่อนไขพิเศษปลดล็อก: ทักษะประสาน 'สะพานแห่งความจริง (Bridge of Truth)' พร้อมใช้งาน!]* *[คำอธิบาย: เมื่อความไว้ใจถึงขีดสุด ขีดจำกัดของตรรกะและสัญชาตญาณจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เปิดเผยร่องรอยที่ซ่อนเร้นที่สุดในจักรวาลได้ทันที]* ผมเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ทักษะระดับสูงที่แม้แต่การอัปเลเวลถึงสิบรอบก็ยังไม่สามารถปลดล็อกได้ บัดนี้มันกลับตื่นขึ้นเพียงเพราะช่วงเวลาแห่งความเปราะบางและการเปิดใจให้แก่กัน ทว่าความปีติยินดีนั้นอยู่ได้เพียงเสี้ยววินาที เมื่อจู่ๆ อุณหภูมิภายในห้องใต้ดินก็ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ลมหายใจของพวกเรากลายเป็นไอสีขาวขุ่นในพริบตา พื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเบาๆ คล้ายกับมีสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาพยายามจะแหวกแผ่นดินขึ้นมา "ระวังตัวด้วยครับ!" ผมดึงแขนของมิลินให้ถอยหลังไปชิดกำแพงทันที พร้อมกับชักปืนพกพลังงานที่บรรจุพลังงานเต็มอัตราขึ้นมาประทับเล็งไปยังความมืดเบื้องหน้า เงาร่างมหึมาที่บิดเบี้ยวค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืด มันไม่ใช่ทั้งมนุษย์และสัตว์อสูรทั่วไป แต่เป็นสิ่งประดิษฐ์จากเทคโนโลยีต้องห้าม—หุ่นยนต์รบต้นแบบรุ่น 'Aegis-0' ที่ดวงตาสีแดงฉานกำลังจ้องมองตรงมาที่พวกเรา พร้อมกับเสียงหัวกลไกที่หันมา 180 องศาด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด... บนหน้าอกของหุ่นยนต์ตัวนั้น มีสัญลักษณ์รูป 'ดวงตาที่สาม' สลักไว้อย่างเด่นชัด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เดียวกับองค์กรเงาที่ฆ่าครอบครัวของผม! "ริน..." เสียงกระซิบของมิลินดังขึ้นข้างหู น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นจริงจังและเย็นเยียบกว่าทุกครั้ง "เจ้านี่... ไม่ใช่แค่หุ่นยนต์คุ้มกันธรรมดา แต่มันคือหน่วยกวาดล้างที่ถูกตั้งค่าให้มาเก็บ 'พยาน' ทุกคนที่รู้ความลับของคดีเมื่อสามปีก่อน" ผมหันไปสบตากับเธอ ในวินาทีนั้น ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่ในใจอีกต่อไป ตรรกะทั้งหมดในหัวถูกประมวลผลอย่างรวดเร็วผสานกับพลังของระบบ *Digital Detective* ที่ส่องประกายเจิดจ้า มือขวาที่ถือปืนกระชับแน่น ขณะที่มือซ้ายประสานเข้ากับมือเรียวของอาจารย์สาวโดยอัตโนมัติอย่างไร้รอยต่อ พลังงานอุ่นวาบแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือ เป็นสัญญาณยืนยันว่าเราจะไม่ต่อสู้เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว "ถ้าอย่างนั้น..." ผมกล่าวด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ แม้สถานการณ์ตรงหน้าจะอยู่บนเส้นด้ายแห่งความตายก็ตาม "เรามาสะสางบัญชีแค้นนี้ให้จบกันเถอะครับ อาจารย์" *คลิก!* เสียงขึ้นลำกล้องปืนประสานเข้ากับเสียงแจ้งเตือนครั้งสุดท้ายจากระบบที่ดังขึ้นในหัว ก่อนที่หน้าจอทั้งหมดจะดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิดและประกายไฟสีฟ้าที่ลุกโชนขึ้นจากปลายกระบอกปืน— --- ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนากับผมในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (นักสืบแว่นขยาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักสืบพ่วงระบบกับอาจารย์สาวจอมเขมือบปริศนา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%