"หยุดเสียที... เจ้าสำนักเทียนอี้"
น้ำเสียงของมู่หรงเฉินราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้มวลอากาศรอบกายสั่นสะท้าน เขายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้ารอยแยกมิติที่กำลังฉีกขาดออก ดวงตาของมหาเทพกระบี่จับจ้องร่างเงาที่ก้าวออกมาจากห้วงมิตินั้นอย่างไม่กะพริบ กระบี่ ‘จันทราดับตะวัน’ ในมือสั่นไหวเบาๆ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะมันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่ถูกฝังกลบไว้ในอดีตชาติ
เงาร่างนั้นค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น เขาหาใช่ใครอื่นนอกจาก 'อาจารย์คนแรก' ผู้ซึ่งควรจะดับสูญไปนับพันปีในทัณฑ์สวรรค์คราวก่อน
"ศิษย์ทรยศ..." เสียงของเจ้าสำนักเทียนอี้ก้องกังวานดุจฟ้าร้อง เขายกมือเหี่ยวย่นขึ้นชี้มายังมู่หรงเฉิน "เจ้าคิดว่าวิถีกระบี่ที่เจ้าเพียรพยายามฝึกฝน จะสามารถตัดขาดความยึดติดในฐานะมนุษย์ได้งั้นหรือ? มู่หรงเฉิน... การเกิดและการดับเป็นวัฏจักรที่แม้แต่เทพเซียนยังไม่อาจหลีกหนี!"
ไป๋ลี่ว์เซียนก้าวขึ้นมาเคียงข้างมู่หรงเฉินอย่างเงียบเชียบ มือเรียวบางของนางกุมมือหนาของเขาไว้แน่น ความเย็นเยียบจากฝ่ามือนางกลายเป็นไออุ่นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาไว้ นางไม่ได้เอ่ยถ้อยคำใด ทว่าสายตาที่นางมองไปยังร่างเงาตรงหน้ากลับเด็ดเดี่ยวและไร้ซึ่งความเกรงกลัว
"ข้าไม่ได้จะหลีกหนี" มู่หรงเฉินเอ่ยตอบ สายตาคมปลาบดุจคมกระบี่ "ข้าเพียงแต่กำลังจะ 'ทำลาย' วงจรนั้นทิ้งเสีย"
ทันใดนั้น มู่หรงเฉินก็สะบัดข้อมือ ปราณกระบี่สีครามพุ่งทะยานออกจากฝักดุจมังกรเริงระบำ มันมิได้พุ่งเข้าหาเจ้าสำนักเทียนอี้โดยตรง แต่พุ่งเข้าใส่รอยแยกมิติที่ยังคงเปิดอ้าอยู่ อักขระเวทโบราณนับหมื่นสลักลึกลงไปในอากาศธาตุ พลังปราณเทวะบรรพกาลปะทุออกมาหลอมรวมกับไอเย็นของไป๋ลี่ว์เซียน ก่อเกิดเป็นตาข่ายแสงที่ขึงพืดเหนือห้วงมิติ
"เจ้าจะทำอะไร!" เจ้าสำนักเทียนอี้แผดเสียงอย่างตื่นตระหนก
"ส่งท่าน... กลับคืนสู่ความว่างเปล่าที่ท่านสมควรอยู่"
สิ้นเสียงของมู่หรงเฉิน รอยแยกมิตินั้นก็ถูกบีบอัดด้วยพลังปราณอันมหาศาล เสียงกรีดร้องของห้วงมิติแผดดังราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังถูกพรากชีวิต ร่างเงาของเจ้าสำนักเทียนอี้พร่าเลือนลงเรื่อยๆ ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองแสงสีเทา ถูกดูดกลืนหายไปในความว่างเปล่าพร้อมกับดวงตาสีแดงก่ำเบื้องบนที่มอดดับไปราวกับเทียนที่ถูกลมพัดจนมลาย
ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วทั้งผืนพิภพ ลมหายใจของโลกดูเหมือนจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
มู่หรงเฉินทรุดลงเล็กน้อย ความเหนื่อยล้าจากการใช้พลังทำลายมิติตกทอดมาถึงร่างกายนับหมื่นปี ไป๋ลี่ว์เซียนประคองเขาไว้ด้วยความอ่อนโยน นางเช็ดหยาดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามไรผมของเขาเบาๆ
"จบสิ้นแล้ว... ทั้งอดีตและอนาคต" นางกระซิบถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย
มู่หรงเฉินเงยหน้าขึ้นมองนาง แววตาที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งบัดนี้ละลายหายไป เหลือเพียงความอ่อนโยนที่มอบให้แก่นางผู้เดียว "เจ้ายังปรารถนาจะท่องยุทธภพที่ไร้ซึ่งผู้คนคอยตามล่าหรือไม่?"
ไป๋ลี่ว์เซียนยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่มู่หรงเฉินเคยเห็นมาในชีวิต "ตราบใดที่ยังมีท่านเคียงข้าง ข้าไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอำนาจในสำนักเซียน หรือการเป็นเทพที่อยู่เหนือผู้คน... เรากลับไปเถิด ไปยังยอดเขาสูงที่ไม่มีผู้ใดรู้จัก ไปใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ธรรมดา บำเพ็ญเพียรตามใจปรารถนา"
มู่หรงเฉินโอบกอดนางไว้แน่น เขารู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกันกับนาง นับจากนี้ไป จะไม่มีกรงขังของโชคชะตา จะไม่มีความแค้นจากอดีตชาติ จะเหลือเพียงคนสองคนใต้แสงจันทร์และทิวเขาที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ทั้งสองเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงดาบที่ปักลงบนพื้นดินเสมือนเครื่องหมายเตือนใจถึงสงครามที่จบสิ้นลง ท่ามกลางกระแสธารแห่งเวลาที่ไหลรินดุจสายน้ำ พวกเขาเลือกที่จะก้าวเข้าสู่ความลึกลับของโลกกว้าง ลึกลับเกินกว่าที่ผู้ใดจะติดตามได้ และเป็นนิรันดร์เกินกว่าที่กาลเวลาจะกัดกิน
ท่ามกลางหุบเขาที่ปกคลุมด้วยไอหมอก เสียงหัวเราะแผ่วเบาของนางเซียนและรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งของมหาเทพกระบี่ได้กลายเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา ในบทส่งท้ายของมหากาพย์ครั้งนี้ สิ่งที่เหลืออยู่มิใช่ร่องรอยของความตาย แต่คือวิถีแห่งรักที่มั่นคงและยั่งยืนตราบนานเท่านาน
...
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านร้อนผ่านหนาวและตรากตรำเคียงข้างตัวละครของ 'หลิวเยี่ยนซี' จนมาถึงบทส่งท้ายนี้นะคะ
ปรมาจารย์กระบี่ซ่อนคมรัก•ตอนที่ 30
บทส่งท้าย: นิรันดร์เคียงคู่
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปรมาจารย์กระบี่ซ่อนคมรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!