“ดิฉันหวังว่าคุณหญิงจะถูกใจของขวัญชิ้นพิเศษที่รินเตรียมไว้นะคะ... มันเป็นสิ่งที่รินใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อประกอบมันขึ้นมาใหม่”
เสียงหวานเย็นเยียบของรินรดาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงจัดเลี้ยงที่ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมยุควิกตอเรีย แสงไฟจากแชนเดอเลียร์คริสตัลทอประกายวับวาว สะท้อนลงบนแก้วไวน์ในมือของคุณหญิงเพ็ญแข หญิงสูงวัยในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มขยับยิ้มมุมปาก ทว่าดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานกลับไม่ไหวติง
“ศิลปะก็เหมือนความทรงจำนะคะรินรดา บางครั้งการซ่อมแซมสิ่งที่แตกหักไปแล้วอาจทำให้เรามองเห็นรอยร้าวชัดเจนขึ้นจนน่ารังเกียจ แต่บางครั้ง... การปล่อยให้มันพังทลายไปตามกาลเวลาก็เป็นทางเลือกที่ฉลาดกว่า” คุณหญิงเพ็ญแขวางแก้วไวน์ลงบนถาดเงินด้วยท่วงท่าสง่างาม “แต่ก็นั่นแหละค่ะ งานเลี้ยงคืนนี้ไม่ใช่เรื่องของศิลปะ แต่มันคือเรื่องของ 'มรดก' ที่ควรจะถูกจัดการให้เสร็จสิ้นเสียที”
รินรดานิ่งงัน หัวใจของเธอเต้นเป็นจังหวะหนักหน่วงอยู่ภายใต้ชุดราตรีสีดำสนิทที่ดูคล้ายกับชุดไว้ทุกข์มากกว่าชุดออกงาน ธันวาซึ่งยืนอยู่เคียงข้างเธอในฐานะผู้ช่วยคนสนิทขยับตัวเล็กน้อย แรงบีบจากมือหนาที่แตะอยู่บนแผ่นหลังของเธอเป็นเพียงสัญญาณเตือนเดียวที่สื่อถึงความตึงเครียดที่อบอวลไปทั่วงาน
“มรดกที่ว่า... หมายถึงความลับที่ถูกฝังอยู่ใต้พื้นปาร์เกต์ในห้องทำงานของคุณพ่อหรือเปล่าคะ?” รินรดาถามพลางสบตาอีกฝ่ายตรงๆ เธอเห็นเพียงเสี้ยววินาทีที่คุณหญิงเพ็ญแขชะงักไปก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาเบาๆ
“ช่างจินตนาการเสียจริงนะจ๊ะ”
ท่ามกลางแขกเหรื่อชนชั้นสูงที่กำลังเดินทอดน่องและดื่มด่ำกับบทเพลงคลาสสิก รินรดารู้ดีว่าแต่ละคนคือหมากที่ถูกจัดวางไว้ ใครบ้างที่รู้เห็นเหตุการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อน? ใครบ้างที่รับเงินปิดปากไปจนอิ่มหมีพีมัน? สายตาของเธอสอดส่ายไปทั่วงานเลี้ยงจนกระทั่งหยุดอยู่ที่ธันวา เขาไม่ได้มองไปที่เหล่าแขกเหรื่อ แต่มองไปที่ประตูห้องสมุดส่วนตัวที่ล็อคแน่นหนา—นั่นคือจุดยุทธศาสตร์ที่รินรดาใช้เป็นกับดัก
“ริน... ถ้าคุณจะทำตอนนี้ มันไม่มีทางย้อนกลับไปได้อีกแล้วนะ” ธันวากระซิบเสียงเบาจนแทบจะเป็นลมหายใจ “คุณพร้อมที่จะเห็นหน้าคนที่ถือปืนในคืนนั้นจริงๆ หรือ”
รินรดาไม่ตอบ เธอเดินแยกตัวออกมามุ่งหน้าไปยังระเบียงกว้างที่มองเห็นสวนสวยเบื้องล่าง แต่ทันใดนั้น แสงไฟทั้งงานก็ดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิดที่เข้าจู่โจมประสาทสัมผัส เสียงความวุ่นวายเริ่มดังขึ้นเป็นทอดๆ เสียงแก้วแตก เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบ และเสียงกระซิบที่ฟังไม่ได้ศัพท์
ทันใดนั้น ไฟสปอร์ตไลท์เพียงดวงเดียวก็สาดส่องลงไปยังใจกลางฟลอร์เต้นรำ เผยให้เห็นภาพวาดขนาดใหญ่ที่รินรดาซุ่มซ่อนไว้หลังม่านกำมะหยี่ มันไม่ใช่ภาพวาดทิวทัศน์ธรรมดา แต่เป็นภาพวาดแนวสัจนิยมที่แสดงฉากเหตุการณ์ในคืนที่พ่อแม่ของเธอจากไป—ภาพของเงาตะคุ่มที่ถือเอกสารสำคัญ และใบหน้าหนึ่งที่ซ่อนอยู่หลังเงามืด แต่มันคมชัดพอที่จะทำให้ทุกคนในห้องหยุดหายใจ
“คุณหญิงคะ... ภาพนี้ดิฉันวาดขึ้นจากความทรงจำที่แตกสลายของคุณแม่ท่านทิ้งไว้ให้” รินรดาประกาศก้อง เสียงของเธอสั่นเครือแต่กังวาน “มีใครอยากจะสารภาพไหมคะว่า เหตุใดเข็มกลัดประจำตระกูลของคุณหญิง ถึงไปปรากฏอยู่ในที่เกิดเหตุคืนนั้น?”
ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมทันที คุณหญิงเพ็ญแขเดินก้าวออกมาจากเงามืด แสงไฟสลัวส่องให้เห็นใบหน้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีซีดขาว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความแค้นที่พุ่งพล่านออกมาจากแววตาที่เย็นชา
“เธอคิดว่าการเอาภาพเด็กๆ มาเล่นละครปาหี่จะทำลายฉันได้งั้นรึรินรดา?” คุณหญิงเพ็ญแขก้าวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่รุนแรงจนน่าอึดอัด “เธอประเมินฉันต่ำเกินไป... และที่สำคัญ เธอลืมไปแล้วหรือว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอตอนนี้ คือใครกันแน่”
รินรดาหันกลับไปมองธันวา หวังจะได้รับกำลังใจอย่างที่เคยเป็นมาเสมอ แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับเป็นความว่างเปล่าในสายตาของเขา ธันวาไม่ได้มองเธอด้วยความห่วงใยอีกต่อไป เขากำลังถือโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งไว้ในมือ พร้อมกับกดปุ่มส่งข้อความบางอย่างออกไป... หน้าจอแสดงภาพแผนผังการโอนย้ายทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลที่รินรดาเพิ่งเซ็นเอกสารยินยอมไปเมื่อเช้านี้!
“ธันวา... นี่มันหมายความว่ายังไงคะ?” รินรดารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง ขาทั้งสองข้างแทบจะไร้เรี่ยวแรง
ธันวาก้าวเข้ามาหาเธอ หยุดอยู่ตรงหน้าแล้วยกมือขึ้นลูบใบหน้าของเธออย่างแผ่วเบา ทว่าแววตาเขากลับเต็มไปด้วยความเย็นชาที่เธอไม่เคยรู้จัก “ผมไม่ได้มาเพื่อซ่อมภาพวาดให้คุณรินรดา... ผมมาที่นี่เพื่อ 'ปิดงาน' ที่ค้างคามาตลอดชีวิตต่างหาก”
เขากระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาคนฟังหนาวสะท้านถึงขั้วหัวใจ “ภาพวาดของคุณน่ะงดงามมาก... แต่น่าเสียดายที่หลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะเอาผิดคุณหญิงได้ มันไม่ได้อยู่ในมือคุณ แต่มันกำลังถูกเผาอยู่ในเตาผิงหลังประตูบานนั้นแล้ว”
รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นควันจางๆ ลอยออกมาจากช่องระบายอากาศของห้องสมุด หัวใจของเธอเหมือนถูกมีดนับพันเล่มกรีดซ้ำ ทันใดนั้น เสียงปืนดังสนั่นกึกก้องไปทั่วโถงงานเลี้ยง พร้อมกับการปรากฏตัวของชายชุดดำกลุ่มหนึ่งที่พุ่งตรงเข้ามาล้อมตัวเธอไว้!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวครั้งนี้มาด้วยกันนะคะ หวังว่าความเข้มข้นในตอนหน้าจะทำให้คุณวางไม่ลงยิ่งกว่าเดิมค่ะ - กำมะหยี่สีแดง
รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต•ตอนที่ 21
คืนวันงานเลี้ยง
ผลงานโดย กำมะหยี่สีแดง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กำมะหยี่สีแดง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวในเศษเสี้ยวอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!