พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 9

รางวัลจากอาจารย์ผู้เย็นชา

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
"ช่างเป็นกระบี่ที่ยอดเยี่ยม... เยี่ยเฉิน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการซ่อนตัวอยู่ในสำนักเล็กๆ นี้ จะช่วยปกป้องคนที่เจ้าแคร์จาก ‘เงื้อมมือของสวรรค์’ ได้?" คำถามนั้นยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิด ดุจระฆังโบราณที่สั่นสะเทือนถึงก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณ ท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องโถงลับแห่งยอดเขาเมฆาคล้อย กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมลอยวนเคล้าคลอไปกับไอน้ำปราณที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเซียนจื่อเวย นางไม่ได้ขยับเขยื้อนกายไปไหน ทว่าแววตาคู่คมกริบดุจกระบี่น้ำพี้กลับจดจ้องมองตรงมายังเยี่ยเฉิน ผู้ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า เยี่ยเฉินมิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางเบายังคงประดับอยู่บนมุมปาก ทว่าประกายในดวงตาคู่นั้นกลับลึกล้ำราวกับห้วงสมุทรไร้ก้นบวช "เงื้อมมือของสวรรค์หรือพ่ะย่ะ... เอ้ย... ...อา, ผู้อาวุโสกล่าวเกินไปแล้ว" เยี่ยเฉินหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเยือกเย็นอันน่าพิศวง "สวรรค์เบื้องบนมีกฎเกณฑ์ของสวรรค์ มนุษย์และเซียนเบื้องล่างต่างก็มีวิถีของตน หากข้าต้องการเพียงความสงบสุข สวรรค์ย่อมไม่มีเหตุผลต้องยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่หากสวรรค์ประสงค์จะพรากสิ่งที่ข้าปกป้อง... เกรงว่าต่อให้เป็นแดนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ข้าก็ย่อมกล้าที่จะพลิกมันให้คว่ำลงครั้งหนึ่ง" คำพูดที่เปี่ยมด้วยความทะเยอทะยานและท้าทายฟ้าดินเช่นนี้ หากเป็นผู้อื่นกล่าวออกมาต่อหน้าเจ้าสำนักผู้ทรงคุณธรรม ย่อมต้องถูกลงทัณฑ์ด้วยอัสนีบาตสลายวิญญาณไปนานแล้ว ทว่าสำหรับเซียนจื่อเวย นางกลับมิได้โกรธเคือง ตรงกันข้าม หัวใจที่ด้านชาและเย็นเยียบมารabเป็นเวลาหลายร้อยปีของนาง กลับกระตุกวูบอย่างประหลาด นางมองบุรุษหนุ่มตรงหน้า ผู้ซึ่งภายนอกดูราวกับศิษย์สายในธรรมดาผู้หนึ่ง แต่กลับมีรัศมีบางเบาที่ทำให้ฟ้าดินต้องเกรงกลัวแผ่ออกมาจางๆ เซียนจื่อเวยถอนหายใจยาวนาน นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ กล่องไม้โบราณที่แกะสลักจากไม้อัคคีพันปีก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะศิลา ลวดลายบนกล่องเต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลาและอักขระผนึกปราณโบราณที่เลือนราง "เจ้าเด็กคนนี้นี่... ปากกล้าไม่เบาเลยนะ" น้ำเสียงของนางแม้จะยังคงความเรียบเฉย ทว่ากลับเจือความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่งเอาไว้จางๆ เซียนจื่อเวยเลื่อนกล่องไม้นั้นไปตรงหน้าเยี่ยเฉิน เยี่ยเฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกวาดมองกล่องไม้ตรงหน้าก่อนจะเงยขึ้นสบตานาง "นี่คือ..." "ของขวัญ... หรือจะเรียกว่า 'รางวัล' จากการที่เจ้าสามารถผ่านค่ายกลทดสอบจิตใจเมื่อวานนี้มาได้ก็ไม่เชิง" เซียนจื่อเวยกล่าวเสียงเรียบ นางเบือนหน้าหลบสายตาที่พินิจพิเคราะห์ของเขาเล็กน้อย ราวกับต้องการซ่อนร่องรอยความรู้สึกบางอย่างที่กำลังตีรวนอยู่ในอก "กระบี่เล่มนี้... อยู่คู่สำนักเมฆาคล้อยมาตั้งแต่ยุคบรรพกาล ผ่านการอาบโลหิตของมารและเซียนมานับไม่ถ้วน ทว่านับตั้งแต่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักล่วงลับไป ก็ไม่มีผู้ใดสามารถดึงมันออกจากฝักได้อีกเลย แม้กระทั่งผู้อาวุโสสูงสุดในสำนัก" เยี่ยเฉินยื่นมือออกไปสัมผัสผิวไม้เย็นเฉียบสัมผัสได้ถึงกระแสพลังปราณโบราณที่อัดแน่นอยู่ภายใน ร่างกายของเขาตอบสนองทันที เคล็ดวิชาหมื่นวิถีสวรรค์ในร่างโคจรหมุนวนโดยอัตโนมัติราวกับเสือโหยที่ได้กลิ่นเหยื่อ "ท่านอาจารย์มอบกระบี่เล่มนี้ให้ข้า... เกรงว่าจะสร้างความไม่พอใจให้ผู้อาวุโสท่านอื่นกระมัง?" เยี่ยเฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความนัย "ใครกล้าคัดค้าน คำสั่งของข้าคือประกาศิต" เซียนจื่อเวยกล่าวเสียงเฉียบขาด ความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์หวนคืนสู่ร่างนางอีกครั้ง ทว่าแววตาที่มองเยี่ยเฉินกลับทอประกายความคาดหวังลึกซึ้ง "เปิดมันดูสิ... ข้าอยากรู้ว่ากระบี่โบราณเล่มนี้ จะยอมจำนนต่อมือของเจ้าหรือไม่" เยี่ยเฉินพยักหน้ารับช้าๆ เขาวางมือลงบนด้ามจับกระบี่ที่โผล่พ้นจากฝักไม้โบราณ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับโลหิตแห่งกาลเวลา อักขระโบราณนับพันบนฝักกระบี่ก็เปล่งแสงสีทองเจิดจ้าขึ้นมาทันที! *เปรี้ยง!* เสียงฟ้าคำรามแผ่วเบาดังก้องมาจากท้องนากลางแดดจ้า ปราณกระบี่อันเกรี้ยวกราดสายหนึ่งพวยพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทะลวงผ่านหลังคาตำหนักจนเกิดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่เศษกระเบื้องปลิวว่อน ทว่าถูกพลังปราณของเซียนจื่อเวยสะบัดมือปัดกวาดจนสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตา บรรยากาศภายในห้องโถงพลระอุขึ้นด้วยไอความร้อนและความคมกริบของคมกระบี่ เยี่ยเฉินหลับตาลงสัมผัสถึงจิตวิญญาณแห่งกระบี่ที่ร่ำร้องโหยหามานานแสนนาน มันไม่ใช่แค่กระบี่ธรรมดา... แต่มันคือศาสตราที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับมหาเทพในอดีต! ในขณะที่เยี่ยเฉินกำลังจะชักกระบี่เล่มนั้นออกจากฝักจนสุดเพื่อปลดปล่อยพลังที่แท้จริง สายตาก็เหลือบไปเห็นรอยแผลเป็นจางๆ บนต้นคอของเซียนจื่อเวยที่โผล่พ้นปกเสื้อคลุมออกมาวูบหนึ่ง... รอยแผลนั้นเกิดจากพลังปราณมารโบราณ ซึ่งเป็นร่องรอยของการฝืนต้านทานทัณฑ์สวรรค์แทนสำนักเมื่อสามปีก่อน! หัวใจของเยี่ยเฉินกระตุกวูบ ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดไหลทะลักเข้าสู่หัวใจที่ด้านชา ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะดึงกระบี่ออกจนหมดสิ้น เสียงระฆังเตือนภัยเก้าครั้งก็ดังสนั่นหวั่นไหวสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขาเมฆาคล้อย! *ก๊อง! ก๊อง! ก๊อง!...* เสียงระฆังสำนักที่ดังติดต่อกันเก้าครั้งเช่นนี้ หมายความว่า... เกิดหายนะครั้งใหญ่หลวงขึ้นแล้ว! เซียนจื่อเวยขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในทันที นางหันขวับไปมองยังทิศทางของประตูทางเข้าสำนัก พร้อมกับเสียงรายงานอันตระหนกตกใจของศิษย์เฝ้าประตูที่ดังแทรกเข้ามาด้วยลมปราณ "เรียนท่านเจ้าสำนัก! แดนต้องห้าม... ผนึกมารแตกสลายแล้วพ่ะย่ะ... เอ้ย... ผนึกมารแตกสลายแล้วขอรับ! ตอนนี้... ‘ราชันโลหิต’ นำกองทัพอสูรบุกมาถึงหน้าประตูสำนักเราแล้ว!" เยี่ยเฉินชักมือกลับเล็กน้อย กระบี่โบราณถูกดันกลับเข้าสู่ฝักดังเดิม ทว่าประกายตากลับคมกริบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งถูกลับจนขึ้นเงา เขามองเซียนจื่อเวยที่กำลังจะพุ่งทะยานออกไปรับศึกหนัก รอยยิ้มมุมปากของเขายกขึ้นอีกครั้งอย่างเยือกเย็นและทรงพลัง "ดูท่า... สวรรค์คงไม่อยากให้ข้าได้พักผ่อนอย่างสงบเสียแล้วกระมังครับ... อ๊ะ..." เยี่ยเฉินชะงักเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนคำพูดทันที "ขออภัย... ข้าหมายถึง ‘เสียแล้วนะคะ’, ท่านอาจารย์" เซียนจื่อเวยชะงักฝีเท้า หันกลับมามองเขาด้วยแววตาที่สั่นไหวระริก ท่ามกลางวิกฤตอันเป็นตายร้ายดี นางกลับรู้สึกอุ่นวาบในหัวใจอย่างน่าประหลาด เมื่อมีบุรุษผู้นี้ก้าวมายืนเคียงข้างในยามที่ฟ้าดินกำลังจะล่มสลาย "ตามข้ามา..." เซียนจื่อเวยเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะสะบัดกายพุ่งทะยานออกไปดุจสายธนู เยี่ยเฉินกำด้ามกระบี่ในมือแน่น รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ราชันโลหิตงั้นหรือ... ดีนัก ข้ากำลังเบื่อพอดี!" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับวิถีแห่งกระบี่และสัจธรรมนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะรักพยศใจท่านเซียนผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%