นิติเวชเถื่อนกับพิธีกรรมสีเลือดในม่านหมอก•ตอนที่ 20

กับดักในเขาวงกต

ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
กลิ่นอายความอับชื้นของหินผาผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคละคลุ้งอยู่ในความมืดมิด ไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ นอกเหนือจากแสงไฟฉายดวงเล็กที่ใกล้จะดับเต็มที ศรุตขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็น The sharper line เขาใช้ร่างหนาของตนเองดันแผ่นหินขนาดมหึมาที่พังถล่มลงมาปิดปากทางออกเอาไว้ แรงสั่นสะเทือนจากภายนอกยังคงสะท้อนผ่านพื้นถ้ำใต้ดินราวกับเสียงหัวใจของมัจจุราชที่กำลังไล่ล่า "คุณขยับไปทางซ้ายอีกนิดค่ะ... พื้นตรงนั้นเป็นเหวลึก" เสียงกระซิบที่แฝงความสั่นพร่าเล็กน้อยแต่ยังคงความเยือกเย็นไว้ได้ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง รินรดาขยับตัวเข้ามาใกล้เขามากขึ้นจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากแผ่นหลังที่ชุ่มเหงื่อ ในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายอยู่แค่เอื้อม สัญชาตญาณดิบของมนุษย์มักจะถูกปลุกให้ตื่นขึ้น แต่นักมานุษยวิทยาเช่นเธอกลับเลือกที่จะใช้เหตุผลประคับประคองความตื่นตระหนก ศรุตหอบหายใจหนักหน่วง แสงไฟฉายกะพริบไหววูบก่อนจะดับลงสนิท ดึงพวกเขาทั้งคู่เข้าสู่ความมืดมิดสมบูรณ์แบบที่มองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วของตัวเอง ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหอบหายใจและเสียงหยดน้ำที่กระทบลงบนพื้นหินดัง *ติ๋ง... ติ๋ง...* ราวกับนาฬิกาทรายที่กำลังนับถอยหลัง "มันไม่ได้ตามเรามาทางนี้" ศรุตเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคมกริบของศัลยแพทย์ผู้ไม่เคยหวั่นเกรงต่อซากศพ กำลังปรับเข้ากับความมืด "แต่เราติดอยู่ที่นี่... ทางออกเดียวถูกบล็อกด้วยหินนั่น" "แต่เรายังหายใจอยู่ค่ะศรุต" รินรดายื่นมือเรียวไปสัมผัสแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามผ่านเนื้อผ้าชุ่มเหงื่อ สัมผัสนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่กลับมั่นคงจนน่าประหลาด "สำหรับคนอย่างเรา การติดอยู่ในความมืด ดีกว่าการตกเป็นเครื่องบูชาบนแท่นพิธีของมันเป็นไหนๆ" ความเงียบเข้าคั่นกลางระหว่างบทสนทนา ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าความจริงเบื้องหลังคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนี้มันดำมืดและซับซ้อนเกินกว่าที่ตำรวจท้องถิ่นจะรับมือ ฆาตกรไม่ได้เป็นเพียงแค่คนวิปริต แต่เป็นผู้ที่ยึดโยงอยู่กับความเชื่อโบราณและการล้างบางตระกูล—ซึ่งเป็นปมเดียวกับที่ตามหลอกหลอนศรุตมาตลอดชีวิต "คุณไม่ควรลงมาที่นี่ตั้งแต่แรก รินรดา" ศรุตเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความหงุดหงิดในความดื้อรั้นของหญิงสาว มือหนาเอื้อมไปควานหาฝ่ามือของเธอในความมืดโดยสัญชาตญาณ และเมื่อปลายนิ้วของทั้งคู่สัมผัสกัน เคมีบางอย่างก็พุ่งพล่านขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่กดดัน "มันอันตรายเกินไป" "และถ้าฉันไม่ลงมา คุณคงนอนกลายเป็นศพไร้ญาติอยู่บนแท่นหินบูชานั่นไปแล้วนะคะศรุต" รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย้าหยอกเล็กน้อย แม้ในสถานการณ์วิกฤต เธอก็ยังไม่วายที่จะท้าทายกำแพงความเย็นชาของเขา "เลิกทำตัวเป็นพระเอกผู้โดดเดี่ยวสักครั้งเถอะค่ะ เรากำลังอยู่ในเรือลำเดียวกัน... หรือพูดให้ถูกคือ เรากำลังจะตายในหลุมเดียวกัน" ศรุตแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำนั้นสะท้อนก้องไปทั่วผนังถ้ำแคบๆ เขาบีบมือเธอแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกดทับไว้ใต้ความเย็นชาตลอดหลายปี เริ่มสั่นคลอนด้วยแรงดึงดูดอันตรายที่พวกเขามีให้แก่กัน ความตายที่หายใจรดต้นคอยิ่งทำให้เส้นกั้นระหว่างความถูกต้องและอารมณ์ความรู้สึกพังทลายลงอย่างรวดเร็ว "ถ้าเราต้องตายที่นี่จริงๆ..." ศรุตขยับเข้าไปใกล้ร่างบางจนกลิ่นกายหอมกรุ่นของเธอลอยปะปนกับกลิ่นอับชื้น ลมหายใจอุ่นๆ ของเขารดรดอยู่บริเวณข้างแก้มเนียน "มีอะไรที่คุณยังไม่ได้บอกผมไหม... รินรดา" หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อความตาย แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดที่อันตรายยิ่งกว่ากระสุนปืนของฆาตกร เธ้ารับรู้ได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจของชายหนุ่มที่แนบชิดผ่านแผ่นอก "มีค่ะ..." รินรดาซุกซ่อนรอยยิ้มไว้ในความมืด น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความนัยที่ซ่อนเร้น "ฉันรู้ว่าทำไมฆาตกรถึงเลือกถ้ำแห่งนี้เป็นจุดสุดท้าย... และฉันก็รู้ด้วยว่า สัญลักษณ์บนศพเหยื่อรายแรกไม่ได้หมายถึงคำสาป" ศรุตชะงักงัน "แล้วมันหมายถึงอะไร?" "มันคือแผนที่ค่ะ..." ก่อนที่รินรดาจะได้อธิบายความหมายที่แท้จริงของสัญลักษณ์นั้น เสียงขูดขีดประหลาดก็ดังขึ้นจากผนังถ้ำด้านหลังพวกเขา—ไม่ใช่เสียงของหินถล่ม แต่เป็นเสียงกรงเล็บหรือของมีคมที่กำลังกรีดลงบนหินอย่างช้าๆ และจังหวะนั้นเอง ที่แสงไฟฉายฉุกเฉินดวงเล็กในกระเป๋าเสื้อของศรุตเกิดติดขึ้นมาเองโดยไม่มีใครกด! แสงสีขาวนวลสาดส่องกระทบเข้ากับผนังถ้ำเบื้องหน้าอย่างกะทันหัน เปิดเผยให้เห็นรอยเลือดสดๆ ที่ถูกเขียนขึ้นใหม่บนผนังหิน เป็นสัญลักษณ์รูปวงกลมล้อมรอบด้วยดวงตาที่สาม ซึ่งเปื้อนคราบเลือดที่ยังไม่แห้งสนิท และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นคือ รอยเท้านับสิบคู่ที่ปรากฏอยู่บนพื้นดินเปียกชื้นล้อมรอบตัวพวกเขาไว้หมดแล้ว ทั้งที่เมื่อครู่... บริเวณนี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากความว่างเปล่า ศรุตดึงตัวรินรดาเข้ามาชิดอกแกร่งในเสี้ยววินาที พร้อมกับชักอาวุธมีดพกสแตนเลสสตีลออกมาจากเข็มขัด ดวงตาคมกวาดมองไปรอบตัวด้วยความระแวดระวังขั้นสูงสุด แต่ภาพที่สะท้อนอยู่ในดวงตาทั้งสองของเขากลับทำให้ลมหายใจสะดุดกึก ที่กลางวงล้อมของรอยเท้าเหล่านั้น มีร่างของใครคนหนึ่งยืนนิ่งสนิทอยู่ภายใต้เงาดำทะมึนของเสาหินงอก ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมกันฝนสีดำสนิท ใบหน้าถูกซ่อนอยู่ภายใต้ฮู้ดลึก แต่สิ่งที่ทำให้ศรุตต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ คือมือข้างที่ถืออาวุธยาวเปื้อนเลือด... มันคือสร้อยคอทองคำประจำตระกูลของเขาเอง สร้อยคอที่ควรจะฝังอยู่กับศพของมารดาในหลุมศพเมื่อยี่สิบปีก่อน! "ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ลูกชาย" เสียงแหบพร่าเย็นยะเยือกดังลอดออกมาจากเงาดำนั้น พร้อมกับรอยยิ้มสยดสยองที่ฉีกกว้างขึ้นในความมืดมิด ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนามืดมนนี้ร่วมกับเงาจันทราลี้ลับนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเถื่อนกับพิธีกรรมสีเลือดในม่านหมอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%