แสงไฟสปอตไลท์สีแดงฉานสาดส่องลงมากลางเวทีฮอลล์ใหญ่ เสียงฮือฮาของผู้ชมหลายร้อยชีวิตดังอื้ออึงราวกับคลื่นใต้น้ำที่รอวันซัดถล่ม แต่ในโสตประสาทของผมตอนนี้ มันกลับเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นโครมครามดังยิ่งกว่ากลองเบสดรัม
หน้าจอมือถือในมือของเพลงสั่นครึ่งวิ... ก่อนที่ภาพหน้าจอจะดับลง
ข้อความจากบัญชีนิรนามที่เพิ่งเด้งขึ้นมาเมื่อครู่ยังคงฝังตรึงอยู่ในสมองของผม *‘ขอให้สนุกกับการแสดงโชว์สุดท้ายของพวกแกนะ... เพราะหลังจบเพลงนี้ ชีวิตพวกแกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป’*
มือเรียวเล็กที่ถือปิ๊กกีตาร์ไฟฟ้าสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ปลายเล็บของเพลงซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด รอยยิ้มมั่นใจที่เคยประดับอยู่บนริมฝีปากบางยามเมื่อเธออยู่หน้าห้องซ้อม บัดนี้ถูกความหวาดกลัวกัดกินจนหมดสิ้น ดวงตากลมโตคู่นั้นสั่นระริกราวกับกวางน้อยที่หลงเข้ามาในดงพราน
"เพลง..." ผมเรียกชื่อเธอเสียงทุ้มต่ำ ก้าวเข้าไปประชิดตัวมือกีตาร์สาวที่กำลังยืนแข็งทื่ออยู่หลังม่านเวที
"คีย์..." เธอเงยหน้าขึ้นสบตาผม น้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าสงสาร "ถ้าเกิดว่า... ถ้าเกิดว่าเสียงกีตาร์ของฉันมันพังกลางเวทีขึ้นมาจริงๆ ล่ะ? ถ้าเกิดว่าพวกเรา... ทำมันพังจริงๆ ล่ะ?"
น้ำเสียงที่สั่นเครือและเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจของเพลง ทำให้ผมรู้สึกแปลบปลาบในอก ยัยนี่ปากเก่งและเถียงผมฉอดๆ มาตลอดแท้ๆ แต่เวลาที่ความกดดันถาโถมเข้ามาถึงขีดสุด เธอก็เป็นแค่เด็กสาวปีหนึ่งตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่แบกความฝันไว้บนบ่าเกินกว่าจะรับไหว
ผมไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา มือหนาเอื้อมไปคว้ามือเย็นเฉียบของเธอขึ้นมากุมไว้แน่น สัมผัสอุ่นจากฝ่ามือของผมถ่ายทอดผ่านปลายนิ้วของเธอ เพื่อส่งสัญญาณเตือนให้รู้ว่าเธอยังไม่ได้เผชิญหน้ากับมันเพียงลำพัง
"ฟังฉันนะ เพลง" ผมก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาเราอยู่ในระดับเดียวกัน บังคับให้เธอต้องมองลึกเข้ามาในดวงตาของผม "เธอซ้อมเพลงนี้มาห้าร้อยรอบ นิ้วเธอด้านจนเปรียบเสมือนเกราะป้องกัน และที่สำคัญที่สุด... บนเวทีนั้น มีฉันยืนอยู่ข้างๆ เธอ"
เพลงสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินคำพูดที่หนักแน่นและจริงจังจากปากของผม ปกติแล้วเรามักจะปะทะคารมกันด้วยคำพูดกวนๆ หรือประโยคจิกกัดเสมอ แต่วินาทีนี้ ไม่มีร่องรอยของความกวนประสาทหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความจริงใจที่พร้อมจะแลกด้วยทุกสิ่ง
"คีย์... แต่ว่าข้อความนั้น..."
"ช่างหัวข้อความเฮงซวยนั่นเถอะ" ผมตัดบทด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ปลายนิ้วโป้งลูบหลังมือเรียวที่กำลังสั่นเบาๆ อย่างปลอบประโลม "ไอ้พวกที่กล้าส่งข้อความขู่คนอื่นจากในเงามืด มันก็แค่พวกขี้ขลาดตาขาวที่ไม่มีปัญญาขึ้นมาสู้บนเวทีนี้เหมือนเรา จำคำพูดของฉันไว้ให้ดีนะ... ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เวทีนี้เป็นของเรา และฉัน..."
ผมหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้สายตาและความหมายลึกซึ้งซึมซับเข้าไปในใจเธอ
"...จะอยู่ข้างเธอเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม"
คำพูดสั้นๆ แต่หนักแน่นราวกับภูเขาหินผานั้นทำเอาลมหายใจของเพลงสะดุดกึก เลือดในกายของเธอสูบฉีดแรงขึ้น ความหวาดกลัวที่เกาะกุมหัวใจเมื่อครู่ราวกับถูกปัดเป่าให้สลายหายไปด้วยไออุ่นจากมือของผม สีหน้าที่เคยซีดเผือดเริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมาทีละน้อย
เพลงเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ก่อนที่รอยยิ้มหยิ่งทะนงและดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายความมั่นใจจะกลับคืนสู่ร่างเดิม เธอไม่ใช่เด็กสาวขี้ขลาดอีกต่อไปแล้ว แต่นี่คือ "เพลง" มือกีตาร์ตัวแม่แห่งชมรมดนตรีที่พร้อมจะแผดเผาทุกสายตาบนโลกใบนี้ด้วยเสียงดนตรี
"พูดซะหล่อเลยนะนายคีย์บอร์ดจอมกวน" เพลงแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ทั้งที่ขอบตายังมีคราบน้ำตาคลออยู่ แต่รอยยิ้มที่มุมปากนั้นกลับทรงพลังจนทำให้ผมใจกระตุก "ระวังเถอะ... ถ้าฉันเล่นโซโล่สะกดคนดูจนนายกลายเป็นตัวประกอบขึ้นมา อย่ามานั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งทีหลังก็แล้วกัน"
ผมแอบยมุมปากขึ้นนิดๆ อย่างนึกหมั่นไส้ "มั่นหน้าให้ได้ตลอดรอดฝั่งเถอะแม่มือกีตาร์... ไป ลุยกัน!"
เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องเรียกชื่อวงดนตรีของเราดังสนั่นหวั่นไหวมาจากฝั่งผู้ชม เมื่อไฟฟอลโลว์ส่องมากระทบตัวเรา ม่านเวทีสีดำก็ค่อยๆ ถูกดึงแยกออกจากกัน เผยให้เห็นทะเลฮอลล์ที่เต็มไปด้วยแสงไฟจากแท่งเรืองแสงและป้ายเชียร์นับร้อย
เราก้าวเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันขึ้นสู่เวที ผมหย่อนตัวลงนั่งหน้าคีย์บอร์ดคู่ใจ ปรับวอลุ่มและเซ็ตอัพเสียงซินธิไซเซอร์อย่างคล่องแคล่ว ขณะที่เพลงเดินไปยืนสงบนิ่งอยู่หน้าไมโครโฟน มือขวาจับคอซอกกีตาร์ไฟฟ้าทรง Stratocaster คู่ชีพไว้มั่น เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันมาสบตากับผมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนนับจังหวะ
*หนึ่ง... สอง... สาม... สี่!*
โน้ตตัวแรกของคีย์บอร์ดดังขึ้นเปิดฉาก ตามด้วยเสียงริฟฟ์กีตาร์โซโล่ที่แผดเสียงกังวานทรงพลังจนขนลุกซู่ เพลงสาดลวดลายการเล่นกีตาร์อย่างดุดันและเร่าร้อน แววตาของเธอเป็นประกายเจิดจ้า สะกดทุกสายตาในฮอลล์ให้หยุดนิ่งอยู่กับเธอ รอยยิ้มมั่นใจและท่าทางที่เป็นธรรมชาติทำให้เพลงกลายเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลในวินาทีนั้นอย่างแท้จริง
ผมบรรเลงคีย์บอร์ดประสานไปกับท่วงทำนองอย่างรู้ใจ สายตาคมกวาดมองแผ่นหลังของเธอที่กำลังโลดแล่นอยู่บนเวทีด้วยความภาคภูมิใจ ปมปริศนาและข้อความข่มขู่เมื่อครู่ถูกปัดตกไปจากหัวสมองจนหมดสิ้น ในหัวผมตอนนี้มีเพียงเสียงเพลงและผู้หญิงคนนี้เท่านั้น
ทว่า... ในจังหวะที่ท่อนโซโล่กำลังจะเดินทางมาถึงจุดไคลแม็กซ์ และเสียงกรี๊ดของแฟนๆ กำลังดังกระหึ่มถึงขีดสุด สายตาของผมที่กวาดมองไปบริเวณด้านข้างเวทีฝั่งมืด ก็บังเอิญไปสะดุดเข้ากับร่างคุ้นตาของใครบางคน
ผู้ชายสวมฮู้ดสีดำสนิทที่ยืนกอดอกพิงเสาเหล็กอยู่มุมอับ แสงไฟสลัวสาดกระทบใบหน้าด้านข้างที่กำลังยกยิ้มเหี้ยมเกรียม มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ทำให้ผมจำได้แม่นยำ
นั่นมัน... รุ่นพี่การ์ดดูแลระบบเสียงคนเก่าที่เพิ่งลาออกไปกะทันหันเมื่อสัปดาห์ก่อนไม่ใช่หรือไง?
และก่อนที่สมองของผมจะทันได้ประมวลผลอะไรต่อ นิ้วที่กำลังกดคีย์บอร์ดโลดแล่นอยู่ จู่ๆ หน้าจอระบบมอนิเตอร์เสียงหลักของเวทีก็ดับวูบลงสนิท พร้อมกับเสียงดนตรีจากลำโพงที่สะดุดกึกและส่งเสียงหวีดหวิวแหลมสูงบาดแก้วหูจนคนดูทั้งฮอลล์ต้องยกมือขึ้นปิดหู
เพลงชะงักกึก หันขวับมามองผมด้วยความตกใจ ท่ามกลางเสียงฮือฮาตื่นตระหนกที่ดังระเบิดขึ้นทั่วทั้งฮอลล์ ขณะที่หน้าจอมือถือของผมที่วางไว้บนแท่นคีย์บอร์ดสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับข้อความใหม่ตัวอักษรสีแดงสดที่เขียนไว้ว่า...
*‘บอกแล้วไง... ว่านี่คือโชว์สุดท้าย’*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งเสียงเชียร์ให้คีย์กับเพลงมาจนถึงบทนี้ด้วยนะครับ
ท่วงทำนองของหัวใจ: ยัยมือกีตาร์กับนายคีย์บอร์ดจอมกวน•ตอนที่ 34
คำพูดที่ปลุกใจ
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่วงทำนองของหัวใจ: ยัยมือกีตาร์กับนายคีย์บอร์ดจอมกวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!