กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นเน่าอวลของซากพืชในป่าดิบชื้น ไม่ใช่กลิ่นที่ร้อยตำรวจเอกธันวาพึงใจนัก แต่มันคือกลิ่นเดียวที่ยืนยันว่าเขายังยืนอยู่บนโลกแห่งความจริง—โลกที่เต็มไปด้วยร่องรอยคราบเลือดและคดีความที่ยังไม่ได้รับการชำระสะงอก
นิ้วเรียวหนาของนายตำรวจหนุ่มเขี่ยเศษดินโคลนออกจากรอยเท้ามนุษย์ขนาดใหญ่ที่ประทับลึกอยู่บนพื้นดินเปียกชื้น หน้าผากของเขาปรากฏรอยย่นลึกด้วยความเคร่งเครียด ดวงตาคมกริบกวาดมองสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างพิจารณา ป่าไพรกว้างใหญ่เบื้องหน้าคือ "ป่าหิมพานต์ดำ" เขตอาถรรพ์ที่ชาวบ้านต่างเล่าขานกันปากต่อปากว่าใครหลงเข้าไปมักไม่มีวันได้กลับออกมาอย่างครบสามสิบสอง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ธันวามายืนอยู่ ณ จุดนี้... สิ่งที่ดึงดูดเขามาคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงกับคดีคนหายลึกลับถึงเจ็ดคดีในรอบสามเดือนที่ผ่านมา
"คุณกำลังมองหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในสถานที่ที่วิทยาศาสตร์ไม่มีอำนาจต่อรอง... ช่างเป็นความดื้อรั้นที่น่าเวทนาเสียจริง ร้อยตำรวจเอก"
เสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเยาะดังขึ้นจากเงาไม้ใหญ่ด้านหลัง ธันวาไม่แม้แต่จะสะดุ้งตกใจ เขาค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง ชักมือออกจากซองปืนพกที่ข้างเอวอย่างช้าๆ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับผู้บุกรุกยามวิกาล
แสงจากตะเกียงเจ้าพายุส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีกของชายหนุ่มแปลกหน้า ผู้สวมเสื้อคลุมกันฝนสีเข้มเก่าคร่ำคร่า เส้นผมยาวรרกยุ่งเหยิงและดวงตาคมปลาบที่มองตอบกลับมาอย่างรู้เท่าทัน รอยยิ้มมุมปากของอีกฝ่ายไม่ได้สื่อถึงมิตรภาพ แต่มันคือรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังมองเหยื่อเดินเข้าสู่กรง
"เพลิง"
ธันวาเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ นัยน์ตาคมฉายแววชิงชังระคนระแวดระวัง เขาเกลียดพวกนอกกฎหมายที่ใช้ความงมงายหากินบนความทุกข์ระทึกของผู้คน และเพลิงคือตัวแทนของความอัปยศเหล่านั้นในสายตาของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
"ดีใจเสียจริงที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ยังจำชื่อผมได้" เพลิงก้าวเท้าพ้นเงาไม้เข้ามาใกล้ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ "ผมเตือนคุณแล้วนะธันวา ว่ารอยเท้าพวกนั้นไม่ได้เดินด้วยสองขาของมนุษย์ธรรมดา... คนของคุณที่หายตัวไป พวกเขาไม่ได้ถูกลักพาตัวด้วยมนุษย์ แต่วิญญาณของพวกเขาถูก 'กระชาก' ลงไปใต้รากไม้พวกนั้นต่างหาก"
"เลิกพูดจาเพ้อเจ้อแล้วไสหัวกลับไปซะ เพลิง" ธันวาขยับตัวเข้าประชิด น้ำเสียงเข้มงวดไร้ซึ่งความเกรงกลัว "คดีนี้อยู่ในความดูแลของทางการ หากคุณยังเข้ามายุ่มย่ามทำลายหลักฐานในที่เกิดเหตุอีก ผมจะจับกุมคุณข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าคุณจะมีของขลังสารพัดพกติดตัวมาด้วยก็ตาม"
เพลิงแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยราวกับกำลังมองเด็กน้อยดื้อรั้น เขายกมือขึ้นประสานอก พลางกวาดสายตามองธันวาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยท่าทีวิเคราะห์
"ความเชื่อมั่นในกฎหมายของคุณมันช่างน่าชื่นชม... เสียดายที่มันช่วยชีวิตคู่หูของคุณไม่ได้เมื่อสามปีก่อน"
ประโยคสั้นๆ นั้นทำให้อากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ กล้ามเนื้อกรามของธันวากระตุกเกร็ง ดวงตาคมวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกสะกิดแผลเป็นในอดีต มือขวาของนายตำรวจหนุ่มเผลอกำปั้นแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความนิ่งสงบที่เคยมีพังทลายลงในเสี้ยววินาที
"คุณไม่มีสิทธิ์พูดถึงเขา" ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟัน สายตาดุดันจ้องมองอีกฝ่ายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"ผมไม่ได้พูดเพื่อรื้อฟื้นความเจ็บปวด แต่ผมกำลังเตือนสติว่า... สิ่งที่คุณกำลังตามหาในป่าแห่งนี้ มันอันตรายเกินกว่ากระสุนปืนในรังเพลิงของคุณจะจัดการได้" เพลิงเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจังขึ้น ก้าวเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นอายจางๆ ของว่านยาและธูปหอมลอยปะปนกับกลิ่นสาบป่า "คุณคิดว่ารอยเท้าที่คุณกำลังตรวจอยู่นั่น มันคือรอยของใคร?"
ธันวากัดฟันกรอด แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่วิญญาณนักสืบภายในตัวก็บังคับให้เขาต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่พบเจอ รอยเท้านั้นลึกเกินกว่าน้ำหนักตัวมนุษย์ และที่สำคัญ... มันมุ่งตรงเข้าสู่ใจกลางป่าลึกลงไปเรื่อยๆ โดยไม่มีรอยย้อนกลับ
ก่อนที่ธันวาจะได้เอ่ยปากโต้แย้ง เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
*แกร๊ก...*
เสียงกิ่งไม้หักดังมาจากความมืดเบื้องหน้า ห่างจากจุดที่พวกเขายืนอยู่ไม่ถึงสิบเมตร ทั้งธันวาและเพลิงหยุดชะงักพร้อมกันโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณของคนทั้งคู่สั่งให้ลดตัวลงต่ำในท่าเตรียมพร้อมรับมือ
ธันวาชักปืนพอกจากซองออกมาอย่างรวดเร็ว ปลดเซפต์ด้วยความคล่องแคล่ว สายตาคมกวาดมองฝ่าความมืดมิดของผืนป่า ขณะที่เพลิงหยิบแผ่นยันต์สีเหลืองเก่าคร่ำคร่าออกจากกระเป๋าเสื้อ นิ้วมือเรียวขยับจีบเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ปากพمพัมคาถาเบาๆ จนแทบไม่ได้ยินเสียง
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของสายลมที่พัดผ่านยอดไม้ ทว่าความกดดันในบรรยากาศกลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบหายใจไม่ออก
ในวินาทีนั้นเอง แสงไฟฉายแรงสูงจากกระเป๋าเสื้อของธันวาก็กะพริบติดขึ้นมาเองโดยไม่มีใครกดเปิด ลำแสงสีขาวพุ่งตรงตัดผ่านความมืด ไปหยุดนิ่งอยู่บนต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า...
สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทำให้เลือดในกายของนายตำรวจหนุ่มเย็นเฉียบจนชาไปทั้งร่าง
ไม่ใช่สัตว์ป่า ไม่ใช่คนร้าย และไม่ใช่รอยเท้าธรรมดา... แต่เป็นร่างของมนุษย์ในชุดเครื่องแบบตำรวจ สภาพไร้ซึ่งวิญญาณ กำลังถูกตรึงติดไว้กับลำต้นด้วยรากไม้หนาที่เลื้อยรัดราวกับมีชีวิต ดวงตาทั้งสองข้างเบิกโพล่งจ้องมองตรงมายังพวกเขา และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ... ใบหน้านั้นคือใบหน้าของอดีตคู่หูของธันวา ผู้ที่เสียชีวิตและถูกฝังไปเมื่อสามปีก่อน!
"ธันวา..." เสียงแหบพร่ากระซิบข้างหูจากความว่างเปล่า "นาย... มาช่วยฉันแล้วสินะ..."
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ จุดเริ่มต้นอันมืดมิดนี้ และโปรดติดตามตอนต่อไปว่าบทสรุปของเงื่อนงำนี้จะพาเราดำดิ่งไปถึงไหนนะครับ
พรานวิญญาณปะทะอาคมเลือด: ปริศนาขุมทรัพย์สุสานไร้เงา•ตอนที่ 1
รอยเท้าในความมืด
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานวิญญาณปะทะอาคมเลือด: ปริศนาขุมทรัพย์สุสานไร้เงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
