"ถ้าแกจะกลับมาเพื่อขนของเก่าๆ พวกนี้ไปขายใช้หนี้ ก็ไสหัวออกไปซะ! ตึกนี่มันเป็นสมบัติของตระกูลเรา ไม่ใช่ที่ซุกหัวนอนของคนอกตัญญูอย่างแก!"
เสียงแหลมสูงของป้าวิไลดังทะลุบานประตูไม้สักเก่าคร่ำคร่า ซึ่งถูกปลวกแทะจนเป็นรูพรุน แรงกระแทกจากฝ่ามือหนาหนักตบลงบนโต๊ะไม้กลางร้านอาหารที่ปิดกิจการมานานนับปี ทำให้ฝุ่นละอองที่เกาะหนาเตอะฟุ้งกระจายราวกับหมอกควันยามเช้า
รินรดายืนนิ่งอยู่กลางห้อง เธอไม่ได้สะดุ้งสะเทือนกับวาจาร้ายกาจนั้นแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบห้องอาหารโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยคลาคล่ำไปด้วยกลิ่นอายของเครื่องเทศและเสียงหัวเราะของพ่อผู้ล่วงลับ บัดนี้มันถูกแทนที่ด้วยหยากไย่และคราบกาลเวลา แต่โครงสร้างสถาปัตยกรรมยุค 70-80 ปลายไม้สักทองเนื้อแน่นและกระเบื้องลายโบราณยังคงทรงคุณค่าเกินกว่าที่คนโลภกลุ่มนี้จะคู่ควร
หญิงสาวปัดฝุ่นที่เปื้อนบนชายเสื้อสูทสีเข้มอย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าสบตาญาติผู้พี่และป้าแท้ๆ ที่ยืนล้อมกรอบเธอราวกับฝูงแร้งรุมทึ้งซากสัตว์
"ตึกนี้เป็นชื่อของพ่อฉัน และพินัยกรรมก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่ายกให้ฉันแต่เพียงผู้เดียวค่ะ... อ้อ ขอโทษที เผลอใช้คำติดปาก" รินรดาคลี่ยิ้มเย็นชา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างเหนือกว่า "ต้องบอกว่า *'ยกให้ฉันแต่เพียงผู้เดียวครับ'* ถึงจะถูก"
วิไลหน้าเสีย สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดเมื่อเจอสายตาคมกริบและการตอกกลับที่นิ่มนวลแต่เชือดเฉือน ชัยวัฒน์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของวิไลที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบก้าวเข้ามารับช่วงต่อ พยายามใช้ความกร่างข่มขู่ตามสันดานเดิม
"อย่ามาอ้างพินัยกรรมบ้าบออะไรหน่อยเลย รินรดา! แกหนีตามผู้ชายไปเสวยสุขที่เมืองกรุงตั้งหลายปี ปล่อยให้ตึกนี่รกร้าง ค่าภาษีที่ดิน ค่าซ่อมแซม ใครเป็นคนจ่าย? ถ้าไม่ใช่แม่ฉัน! ถ้าแกอยากได้ตึกนี้คืนนัก ก็จ่ายเงินค่าดูแลมาสามล้านบาท ไม่งั้นเตรียมตัวรับหมายศาลข้อหาบุกรุกทรัพย์สินที่ตระกูลต้องร่วมกันจัดการได้เลย!"
สามล้านบาท... ตัวเลขที่ถูกพ่นออกมาอย่างหน้าตาเฉยทำให้รินรดาเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาดังๆ
เงินสามล้านในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ สำหรับคนหาเช้ากินค่ำอาจเป็นเงินก้อนโตชั่วชีวิต แต่สำหรับคนพวกนี้ มันคือตัวเลขที่พวกเขาคำนวณมาแล้วว่าเธอไม่มีปัญญาหามาจ่าย เพื่อที่พวกเขาจะได้ฮุบที่ดินทำเลทองผืนนี้ไปขายต่อให้นายทุนอสังหาริมทรัพย์ที่แอบมาป้วนเปี้ยนแถวนี้ลับๆ
รินรดาไม่ตอบโต้อะไรในทันที เธอเดินช้าๆ ไปยังเคาน์เตอร์บาร์ไม้สักที่เคยเป็นจุดชงกาแฟโบราณ นิ้วเรียวสัมผัสผิวไม้ที่ลื่นมือ รำลึกถึงกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วโบราณและสูตรลับอาหารไทยจานเด็ดที่พ่อถ่ายทอดไว้ให้ก่อนสิ้นลม ปมในใจที่ถูกครอบครัวรังเกียจและดูแคลนมาตลอดชีวิต ไม่ได้ทำให้เธออ่อนแอลงอีกต่อไป ตรงกันข้าม... มันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่หล่อหลอมให้เธอเด็ดขาดและไร้ความปรานี
ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบจะระเบิด เสียงเครื่องยนต์กระบะคันใหญ่รุ่นใหม่เอี่ยมที่จอดเทียบฟุตบาทหน้าร้านก็ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันไปมอง
ประตูกลด้านข้างเปิดออก ภาคิน ก้าวลงมาจากรถด้วยท่าทีสง่างามในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและกางเกงสแลคเข้ารูป รัศมีของวิศวกรหนุ่มผู้มีรสนิยมสูงและแววตานิ่งสงบแต่ทรงพลัง ทำให้ห้องแถวเก่าๆ แห่งนี้ดูแคบลงไปถนัดตา เขากวาดสายตามองคนแปลกหน้าทั้งสองคนแวบหนึ่ง ก่อนจะสาวเท้ายาวๆ เข้ามาหยุดยืนเคียงข้างภรรยา พร้อมกับวางมือหนาลงบนไหล่บางอย่างให้กำลังใจ
"มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับคนดี" น้ำเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลเอ่ยถามอย่างใส่ใจ พร้อมกับยื่นแก้วกระดาษเก็บความร้อนบรรจุเครื่องดื่มโปรดส่งให้รินรดา กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟโบราณเข้มข้นลอยกรุ่นตัดกับกลิ่นอับของตึกเก่าทันที
วิไลและชัยวัฒน์อึ้งไปชั่วขณะเมื่อเห็นการปรากฏตัวของภาคิน ทั้งการแต่งกาย รถราคาแพง และท่าทีที่แสดงออกชัดเจนว่าพร้อมซัพพอร์ตภรรยาเต็มที่ ทำให้สองแม่ลูกตระหนักได้ทันทีว่า รินรดาในวันนี้ไม่ใช่ผู้หญิงตัวคนเดียวที่ยอมให้รังแกเหมือนในอดีตอีกต่อไป
"ก็ดี... พาผัวรวยมาด้วยสินะ!" ชัยวัฒน์กัดฟันกรอด แสร้งทำเป็นใจกล้า "ดีเลย งั้นก็จ่ายมาสลึงนี้ ห้าล้าน! ค่าทำขวัญที่พวกฉันต้องเหนื่อยแทนแก!"
ภาคินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มสุภาพแต่เย็นเยียบประดับอยู่บนใบหน้าคมคาย เขารับจดหมายทวงหนี้และเอกสารสิทธิ์จากมือภรรยามาพลิกดูผ่านๆ ด้วยหางตา ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ ช่างเป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง
"ห้าล้านบาทสำหรับตึกทรุดโทรมที่พวกคุณอ้างว่าดูแล..." ภาคินปรายตามองเอกสารในมือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชัยวัฒน์ตรงๆ "เกรงว่าเงินจำนวนนี้ เอาไปซื้อเศษกระดาษชำระยังจะมีประโยชน์มากกว่านะครับ"
"แกเป็นใครวะ! ถึงกล้ามา..." ชัยวัฒน์บันดาลโทสะ พุ่งตัวเข้ามาหมายจะกระชากคอเสื้อภาคิน แต่ทว่า...
หมัดหนาของภาคินไม่ได้ถูกปล่อยออกไป เพราะรินรดากลับยกมือขึ้นห้ามสามีเสียก่อน เธอก้าวออกมาบังหน้าภาคินไว้ครึ่งก้าว รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง ดวงตาสุกใสเป็นประกายเจิดจ้าด้วยความมั่นใจ
"ไม่ต้องเปลืองแรงหรอกค่ะพี่ภาคิน" รินรดาหันไปมองหน้าญาติผู้พี่ทั้งสองคนด้วยแววตาที่ทำให้พวกเขาสันหลังวาบ "ในเมื่อพวกคุณอยากได้เงินนัก ฉันก็มีข้อเสนอที่ดีกว่าการฟ้องร้องหรือจ่ายเงินฟรีๆ ให้คนหน้าด้าน..."
เธอยกแก้วกาแฟโบราณขึ้นจิบเบาๆ ลิ้มรสความเข้มข้นที่ปลุกสติปัญญาให้แล่นพล่าน ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงกังวานชัดถ้อยชัดคำ
"ตึกนี้ ฉันจะเปิดเป็นร้านอาหาร 'หม้อเก่า' อีกครั้ง... และถ้าพวกคุณอยากได้ส่วนแบ่งจากที่นี่จริงๆ พรุ่งนี้เช้า..."
รินรดาเว้นจังหวะนิดนึง สายตากวาดมองคราบสกปรกบนพื้น ก่อนจะยิ้มมุมปากอย่างมีความหมาย
"เชิญมาสมัครเป็นลูกจ้างล้างส้วมหลังร้านได้เลยค่ะ... อ้อ ขอโทษที ติดปากอีกแล้ว *'เชิญมาสมัครเป็นลูกจ้างล้างส้วมหลังร้านได้เลยนะครับ'* ค่าแรงวันละสามร้อยบาท หักค่าสึกหรอของตึกเดือนละสองแสน สนใจไหมครับญาติผู้พี่?"
สิ้นคำพูดนั้น หน้าของชัยวัฒน์และวิไลก็เขียวคล้ำสลับแดงด้วยความโกรธจัดจนแทบจะกระอเลือดออกมาเป็น
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบงันและแรงกดดันกำลังพุ่งถึงขีดสุด เสียงเคาะประตูกระจกด้านหน้าร้านที่ถูกปิดตายก็ดังขึ้น *ก๊อก ก๊อก ก๊อก* พร้อมกับเงาร่างสูงโปร่งของชายปริศนาในชุดสูทสากลเนี้ยบกริบ ที่ยืนถือซองเอกสารสีน้ำตาลหนาเตอะอยู่เบื้องหลังกระจกฝ้า—ซองเอกสารที่จ่าหน้าซองด้วยตราประทับของ "สำนักงานอัยการสูงสุด" และระบุชื่อผู้รับคือ "รินรดา" อย่างชัดเจน!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับผม "กาแฟโบราณแก้วโต" นะครับ
กับข้าวหม้อเก่ากับเจ้าของร้านจอมหยิ่ง•ตอนที่ 1
มรดกที่เป็นดั่งหนามยอกอก
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวหม้อเก่ากับเจ้าของร้านจอมหยิ่ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!