กลิ่นอายความชื้นของดินเปียกฝนผสมกับกลิ่นเน่าจางๆ ของอินทรียวัตถุที่กำลังย่อยสลาย ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ ดร.ณิชมน รู้สึกสะท้อนใจเท่ากับรอยสลักสีชาดบนท่อนกระดูกท่อนแขนมนุษย์ที่โผล่พ้นดินโคลนขึ้นมาครึ่งหนึ่ง แสงไฟฉายคาดหัวของหน่วยพิสูจน์หลักฐานสาดกระทบโครงสร้างกระดูกที่ถูกขุดแต่งอย่างประณีตราวกับชิ้นงานประติมากรรม แต่มันคือผลงานศิลปะที่สลักขึ้นจากความตายและความหวาดกลัว
"รอยแผลแบบนี้ไม่ได้เกิดจากของมีคมทั่วไปครับสารวัตร" เสียงของณิชมนดังขึ้นเรียบเรื่อย ทว่ากังวานชัดในความเงียบสงัดของป่าละเมาะหลังวัดร้าง "มันคือเหล็กจารโบราณที่ผ่านการลงคาถาอาคม รอยลึกลงไปถึงชั้นเนื้อกระดูก หมายความว่าผู้กระทำตั้งใจสลักขณะที่เจ้าของร่างยังหายใจอยู่... เพื่อสะกดจิตวิญญาณไม่ให้ไปผุดไปเกิด"
สารวัตรสมชายขยับแว่นตาที่ขึ้นฝ้าด้วยความอึดอัด "คุณณิช... คุณแน่ใจนะว่านี่ไม่ใช่พวกโรคจิตฆ่าหั่นศพธรรมดา ไสยเวทอะไรนั่นมันเรื่องงมงายไม่ใช่เหรอครับ"
ณิชมนไม่ตอบทันที เธอย่อตัวลง ใช้คีมสแตนเลสเขี่ยเศษดินออกจากร่องกระดูกอย่างระมัดระวัง ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง ไสยเวทอาจเป็นเรื่องงมงายสำหรับคนอื่น แต่สำหรับนักมานุษยวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกมนุษย์อย่างเธอ มันคือ "หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เชิงวัฒนธรรม" ที่บันทึกความโหดร้ายของมนุษย์ไว้ได้อย่างแม่นยำยิ่งกว่าสำนวนสอบสวนเสียอีก
"ความงมงายมักมีเหตุผลของมันเสมอครับสารวัตร... เหตุผลที่น่ากลัวที่สุดคือความเชื่อที่ว่ามนุษย์ด้วยกันสามารถเป็นเจ้าของวิญญาณคนอื่นได้"
"วิชาความรู้อันประณีตบรรจง แต่น่าเสียดายที่ถูกนำมาใช้กับเป้าหมายที่ไร้รสนิยมเสียเหลือเกิน"
เสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลดังขึ้นจากความมืดนอกรัศมีไฟฉาย น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความเย้ยหยันจางๆ แต่ทรงพลังจนทำให้ณิชมนต้องชะงักมือที่ถือคีม สารวัตรสมชายขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ หันไปตวาดใส่ผู้บุกรุกที่เดินเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อโค้ทกันหนาวสีเข้มเข้ามาอย่างไร้มารยาท
"เฮ้ย! ที่นี่เขตกั้นพื้นที่สืบสวน คุณเป็นใคร เข้ามาได้ยังไง"
ชายหนุ่มผู้มาใหม่ไม่ได้สนใจนายตำรวจตระเวนชายแดน เขาก้าวผ่านแนวริบบิ้นสีเหลืองเข้ามาอย่างไร้ความเกรงกลัว แสงไฟสลัวจากโทรศัพท์มือถือในมืออีกข้างสะท้อนโครงหน้าคมคายและดวงตาสีดำสนิทที่ราวกับมองทะลุปรุโปร่งทุกสิ่ง เขามีรูปร่างสูงโปร่งในชุดสูทลำลองที่ดูไม่เข้ากับความสกปรกของโคลนตม แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับเขาเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่แรก
อาจารย์ปรินทร์หยุดยืนค้ำหัวโครงกระดูกนั้น ปลายรองเท้าหนังขัดมันหยุดห่างจากชิ้นส่วนมนุษย์เพียงไม่กี่เซนติเมตร ดวงตาคมกริบกวาดมองรอยสลักบนท่อนแขนเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเงียบขึ้นสบตากับณิชมนที่นั่งคุกเข่าอยู่ฝั่งตรงข้าม
"รอยลึกระดับสามมิลลิเมตร ทิศทางของคมเหล็กวนทวนเข็มนาฬิกา..." ปริ้นทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ไม่ใช่การสะกดวิญญาณธรรมดา แต่เป็นการ 'ถอนราก' เพื่อไม่ให้วิญญาณดวงนี้กลับเข้าร่างเดิมได้แม้กระทั่งในภพหน้า... ดูเหมือนคุณหมอจะมองข้ามรายละเอียดสำคัญไปนิดนะครับ"
ณิชมนเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้มาใหม่ ความรู้สึกไม่พอใจแล่นริ้วขึ้นมาในอกทันที เธอไม่ชอบให้ใครมาล้ำเส้นงานวิชาการของเธอ และยิ่งเกลียดพวกอวดรู้ที่ชอบพูดจาภาษากำกวมในที่เกิดเหตุ
"ถ้าคุณหมายถึงรอยแยกตรงข้อต่อกระดูกนั้น ฉันเห็นมันก่อนที่คุณจะเดินมาถึงเสียอีกค่ะ... เอ้ย... ครับ" ณิชมนเกือบเผลอหลุดคำลงท้ายตามความคุ้นเคย แต่ดึงกลับมาทันเมื่อนึกถึงสถานการณ์ "และถ้าคุณมีตาพอก็ควรจะเห็นว่าเนื้อเยื่อรอบๆ เริ่มเน่าสลายจนบิดเบือนสภาพรอยจาร การด่วนสรุปโดยไม่ใช้เครื่องมือวัดค่าความชื้น อาจทำให้คุณกลายเป็นคนอวดดีที่ไร้ความรู้ไปเสียเปล่าๆ"
ปรินทร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้สื่อถึงความขบขัน แต่เป็นความสนใจใคร่รู้ที่น่าหมั่นไส้ในสายตาของณิชมน
"ดร.ณิชมนสินะครับ... ตัวจริงเสียงดังและดื้อรั้นกว่าในรายงานของกองปราบปรามเสียอีก" ปริ้นทร์ย่อตัวลงมาในระดับเดียวกับเธอ จนกลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นอายฝนปะทะเข้ากับจมูก "ผมปรินทร์... คนที่พวกเขาลือกันว่าเป็น 'ศาสตราจารย์ไร้เงา' ที่คุณคงไม่อยากร่วมงานด้วยเท่าไหร่"
ณิชมนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ชื่อนี้เธอเคยได้ยินผ่านหูมาจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ปริ้นทร์คือนักวิชาการอิสระด้านมานุษยวิทยาไสยเวท ผู้มีชื่อเสียงในด้านการไขคดีปริศนาที่ตำรวจโบกมือลา แต่เขาก็เป็นคนเดียวกันที่มีข่าวลือหนาหูว่าเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมนอกรีตจนต้องหลบเลี่ยงจากวงการวิชาการกระแสหลัก
"ฉันไม่ได้สนใจว่าคุณจะมีเงาหรือไม่มี แต่ที่นี่คือที่เกิดเหตุ และคุณกำลังก้าวก่ายหลักฐานชิ้นสำคัญ" ณิชมนตอกกลับเสียงแข็ง ดวงตาคมกวาดมองมือเรียวยาวของอีกฝ่ายที่ยื่นเข้ามาใกล้ท่อนกระดูก
"ผมไม่ได้ก้าวก่ายครับหมอ... ผมแค่กำลังช่วยเตือนสติคุณ" ปริ้นทร์เอื้อมมือออกไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ณิชมนจะห้ามทัน ปลาย นิ้วเรียวแตะลงบนรอยสลักสีชาดบนกระดูกท่อนแขนนั้นโดยตรง ท่ามกลางเสียงร้องห้ามของสารวัตรสมชาย
"เฮ้ย! อย่าจับ..."
*เปรี๊ยะ!*
เสียงประหลาดคล้ายกระแสไฟฟ้าสถิตดังขึ้นเบาๆ แต่อากาศรอบตัวกลับลดอุณหภูมิลดฮวบลงจนเกิดไอสีขาวจากลมหายใจ ท่อนกระดูกมนุษย์ที่ควรจะแน่นิ่งอยู่กับพื้นดิน กลับสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างรุนแรงราวกับมีชีวิต รอยสลักสีชาดเปล่งแสงเรืองรองสีเลือดขึ้นในความมืด รสชาติสนิมเหล็กคละคลุ้งขึ้นในโพรงปากของทุกคนทันที
ปรินทร์ไม่ถอยหนี เขากลับกดปลายนิ้วลงลึกกว่าเดิม ดวงตาสีดำสนิทสะท้อนแสงสีแดงวาบจากกระดูก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับณิชมนด้วยแว่นตาที่สะท้อนรอยยิ้มเย็นเยียบ
"ดูเหมือนว่าเจ้าของกระดูกเขาไม่ได้อยากให้เราสืบหาความจริง..." ปริ้นทร์กระซิบเบาๆ ริมฝีปากอยู่ใกล้กับใบหูของเธอจนรู้สึกถึงไออุ่น "แต่เขากำลังบอกว่า... คนที่ฆ่าเขายังยืนอยู่แถวนี้ และกำลังมองเราอยู่"
ก่อนที่ณิชมนจะทันได้ชักมือหนีหรือเอ่ยปากเถียง เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากความมืดทึบของผืนป่ารอบด้าน พร้อมกับลำแสงไฟฉายสิบกว่าดวงที่สาดส่องพุ่งตรงมายังหลุมศพนี้ราวกับถูกนัดหมายไว้
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันครับ
ถอดรหัสกระดูกอาถรรพ์กับศาสตราจารย์ไร้เงา•ตอนที่ 1
กระดูกปริศนาใต้รอยสักโบราณ
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ถอดรหัสกระดูกอาถรรพ์กับศาสตราจารย์ไร้เงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
