"ฝ่าบาททรงลืมไปแล้วหรือกระหม่อม ว่าที่นี่ไม่ใช่ท้องพระโรง... และหม่อมฉันก็ไม่ใช่ขัตติยนารีผู้โง่งมคนเดิมที่พระองค์จะทรงเรียกหาตามอำเภอใจ"
น้ำเสียงของหลินเฟยราบเรียบ เย็นชา ดั่งน้ำค้างแข็งที่เกาะกุมอยู่บนกลีบดอกเหมยยามเหมันต์ นางไม่ได้แม้แต่จะชายตามองบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดินที่กำลังก้าวล่วงเข้ามาในตำหนักร้างอันเปล่าเปลี่ยวนี้ แสงจันทร์สีนวลที่ลอดผ่านหน้าต่างกระดาษสาผุพังอาบไล้เรียวแขนระหงและลาดไหล่บอบบาง ขับเน้นให้ความงามของนางทั้งลึกลับ เย้ายวน และบาดลึกเสียจนคนมองแทบหยุดหายใจ
ฮ่องเต้หย่งเจิ้นชะงักฝีเท้า ลมหายใจของโอรสสวรรค์ติดขัดอย่างน่าอนาถ แววตาคมกริบที่เคยใช้พิชิตศึกทั่วสารทิศบัดนี้สั่นไหวระริกด้วยความเจ็บปวดและตัณหาที่ถูกกักIขังมาเนิ่นนาน พระองค์ก้าวเข้าประชิดร่างบางอย่างรวดเร็วราวกับเสือดาวที่จู่เหยื่อ ก่อนจะใช้มือหนาคว้าข้อมือเล็กเอาไว้ แน่นอน... แต่นุ่มนวลเกินกว่าจะเรียกว่าการคุกคาม มันคือการกักขังที่เต็มไปด้วยความเวทนาและโหยหา
"หลินเฟย... เจ้าจะลงทัณฑ์เราไปถึงไหน" พระสุระเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่า สะท้อนความร้าวรานที่อัดอั้น "เจ้าอยากเห็นเราคุกเข่าต่อหน้าบัลลังก์ของเจ้า หรืออยากเห็นเราหลั่งเลือดจนหมดตัว ถึงจะยอมสบตาเราด้วยความรู้สึกเดิม... แม้เพียงเสี้ยวเดียวก็ยังดี"
นางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข แต่มันกลับเต็มไปด้วยความสะใจอันหอมหวาน หลินเฟยสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมอย่างไม่ไยดี หมุนตัวกลับมาประจันหน้ากับอดีตสวามีผู้เคยเหยียบย่ำหัวใจของนางลงกับพื้นดิน ดวงตาคู่คมพินิจพิจารณาร่างสูงตระหง่านที่บัดนี้ไร้ซึ่งเกราะทองคำ มีเพียงอาภรณ์เนื้อดีที่ยับยู่ยี่และดวงตาที่แดงก่ำด้วยพิษรัก
"ความรู้สึกเดิม?" หลินเฟยทวนคำ เหยียดยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก "พระองค์ตรัสออกมาได้อย่างไรเพคะ ว่าต้องการความรู้สึกจากซากปรักหักพังที่พระองค์ทรงเป็นผู้เผามันด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง วันที่หม่อมฉันถูกเนรเทศมายังวังร้างแห่งนี้ พร้อมกับลมหายใจที่รวยรินและหยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวัง พระองค์ทรงประทับอยู่ที่ใด? วันที่หม่อมฉันสูญเสียทุกสิ่งแม้กระทั่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พระองค์เสวยสุขอยู่บนบัลลังก์มังกรเคียงข้างสตรีอื่นมิใช่หรือเพคะ"
ทุกถ้อยคำเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดแทงลงบนเนื้อสดๆ ของหย่งเจิ้น พระองค์เจ็บปวดจนแทบกระอักเลือด แต่ความเจ็บปวดนั้นกลับเทียบไม่ได้เลยกับความรุ่มร้อนที่แผดเผาอยู่ในอกเมื่อได้กลิ่นกายหอมหวานรัญจวนใจที่ลอยวนอยู่รอบตัวนาง ความโกรธเกรี้ยว ความสำนึกผิด และความปรารถนาอันดิบเถื่อนผสมปนเปกันจนกลายเป็นเพลิงพลาญที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
"ใช่... เราเคยโง่เง่า เราเคยตาบอด และเราสมควรได้รับทัณฑ์ทรมานจากเจ้า" หย่งเจิ้นก้าวเข้าไปอีกก้าว บีบไหล่บางทั้งสองข้างไว้แน่น ลมหายใจร้อนผ่าวปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนนุ่มของนาง "แต่เจ้าเองก็รู้ดี... ว่าไฟแค้นในตัวเจ้ามันไม่ได้เผาผลาญแค่เรา แต่มันกำลังแผดเผาตัวเจ้าเองให้มอดไหม้ไปพร้อมกัน!"
สิ้นคำประกาศิตอันดุดัน ริมฝีปากหนาก็โน้มลงประกบเรียวปากอิ่มของนางทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้หลินเฟยได้ทันตั้งตัว
จูบนั้นไม่ใช่ความอ่อนโยน แต่มันคือการประกาศสงคราม การแย่งชิง และการโหยหาที่เกินกว่าจะยับยั้งชั่งใจ หลินเฟยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ชั่วพริบตานั้นความโกรธเกรี้ยวพวยพุ่งขึ้นมา นางระดมกำปั้นทุบตีลงบนแผงอกกว้างเพื่อผลักไส แต่วิญญาณนักรบของหย่งเจิ้นกลับตรึงร่างนางไว้แน่นหนากว่าเดิม พระองค์ขบเม้มริมฝีปากอิ่มด้วยความเร่าร้อน ลากลิ้นร้อนเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ รสจูบที่ทั้งดุดันและเจ็บปวดทำให้สติสัมปชัญญะของหลินเฟยเริ่มพร่าเลือน ความชาชินในความเจ็บปวดถูกแทนที่ด้วยกระแสไฟฟ้าแปลบปลาบที่วิ่งพล่านไปทั่วไขสันหลัง
มือหนาที่เคยจับกระบี่พลิกเปลี่ยนมาโอบกระชับเอวคอดกิ่วเข้าหาตัวจนแนบสนิท ไม่มีช่องว่างระหว่างกันอีกต่อไป ลมหายใจของทั้งคู่หอบกระชั้นประสานเป็นเสียงเดียวกันในความเงียบสงัดของยามวิกาล
หลินเฟยพยายามประคับประคองความเย็นชาครั้งสุดท้าย แต่มือเรียวที่เคยหมายจะตบหน้าพระองค์ กลับเปลี่ยนเป็นขยุ้มสาบเสื้อคลุมสีเข้มของอดีตสวามีไว้แน่นเพื่อระบายความสั่นสะท้อน ร่างกายทรยศต่อจิตใจ ความคุ้นเคยในสัมผัสอันเร่าร้อนที่เคยร่วมเรียงเคียงหมอนในอดีตปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบให้ตื่นขึ้น ความโกรธแค้นแปรเปลี่ยนเป็นความกระหายใคร่ พายุอารมณ์ที่ถูกกดทับมาเนิ่นนานนับปีระเบิดออกอย่างไร้การควบคุม
หย่งเจิ้นช้อนอุ้มร่างบางขึ้นแนบอกอย่างง่ายดาย หลินเฟยร้องอุทานเบื้องต่ำในลำคอ เรียวขาเนียนเกี่ยวรัดรอบสะโพกสอบของพระองค์ไว้โดยสัญชาตญาณ พระองค์เร่งฝีเท้าพาingนางไปยังแท่นบรรทมไม้เก่าคร่ำคร่าที่ตั้งอยู่มุมห้อง แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบผิวกายขาวผ่องที่โผล่พ้นร่มผ้าอันยับยู่ยี่ ภาพตรงหน้าช่างงดงามและยั่วยวนจนสติของโอรสสวรรค์ขาดผึ่ง
อาภรณ์ชั้นนอกถูกกระชากหลุดลุ่ยด้วยมืออันสั่นเทา ผิวกายแนบสนิทแนบชิดจนรับรู้ถึงความร้อนรุ่มที่แผดเผาซึ่งกันและกัน หย่งเจิ้นพรมจูบไปทั่วลาดไหล่เนียน ซอกคอหอมกรุ่น และเนินอกอิ่มอวบที่กระเพื่อมไหวตามแรงหอบหายใจ พระองค์ขบเม้มผิวเนื้ออ่อนจนเกิดรอยกุหลาบแดงก่ำเพื่อตีตราจองความเป็นเจ้าของซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงครางหวานล้ำเล็ดลอดริมฝีปากของหลินเฟยออกมาอย่างไม่ตั้งใจ เมื่อปลายนิ้วแข็งแกร่งและสัมผัสวาบหวามเริ่มลูบไล้ไปตามสัดส่วนเว้าโค้งที่พระองค์โหยหามาตลอดชีวิต
"อ๊ะ... ฝ่าบาท... เพคะ..."
เสียงหวานสะท้านครวญครางออกมาอย่างเว้าวอน ความรู้สึกเสียวซ่านลึกซึ้งแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย นางรู้สึกราวกับตัวเองกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงมหาสมุทรแห่งความปรารถนาที่ลึกและอันตรายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ความเจ็บปวดในอดีตถูกหลอมละลายด้วยหยาดเหงื่อและสัมผัสอันร้อนแรงที่โหมกระหน่ำเข้ามาดั่งพายุคลั่ง ร่างกายของทั้งสองผสานเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางเสียงหอบหายใจระทึกและเสียงไม้เก่าลั่นเอี๊ยดอ๊าดในความมืดมิด
ความสัมพันธ์ที่เกินเลยจนควบคุมไม่ได้นี้ ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่มันคือการลงทัณฑ์ที่โหดร้ายที่สุด... ลงทัณฑ์ที่หัวใจของทั้งคู่ต่างพ่ายแพ้ให้แก่กันอีกครั้งอย่างราบคาบ
ทว่า... ในยามที่อารมณ์รักกำลังโหมกระหน่ำถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าฝีหนาก็ดังแว่วมาจากนอกหน้าต่างตำหนักร้าง พร้อมกับเสียงเด็กชายตัวน้อยวัยราวสามขวบที่วิ่งเล่นและตะโกนเรียกหาบิดาด้วยน้ำเสียงใสแจ๋ว
"เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ! เสด็จแม่อยู่ในนั้นหรือเปล่า เหตุใดจึงไม่ยอมกลับตำหนักเสียทีพ่ะย่ะค่ะ?"
ร่างของหย่งเจิ้นและหลินเฟยแข็งค้างเป็นหินทันทีในความมืด ดวงตาของอดีตสวามีเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ เมื่อหันไปเห็นเงาร่างเล็กๆ ของเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังผลักประตูไม้ผุพังให้เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มที่ถอดพิมพ์ทรงมาจากพระองค์ทุกกระเบียดนิ้ว... และข้างกายเด็กชายผู้นั้น คือขันทีคนสนิทที่ถือกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้แน่น—กระดาษผลตรวจลับที่ระบุสายเลือดอันแท้จริงขององค์ชายรอดชีวิตผู้นี้!
ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดและสะใจนี้นะคะ
จักรพรรดินีผู้ถูกสาปกับอดีตสวามีที่ไร้ค่า•ตอนที่ 18
เสียงครวญครางในวังร้าง
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดินีผู้ถูกสาปกับอดีตสวามีที่ไร้ค่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!