กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นดินปืนจาง ๆ ลอยอวลอยู่ในความมืดทึบของลานจอดรถใต้ดินชั้นใต้สุดของตึกระฟ้าใจกลางเมือง คีรินยืนนิ่งสนิทอยู่หลังเสาปูนเปลือยหนาเตอะ เสื้อสูทแบรนด์ดังยับยู่ยี่และมีรอยฉีกขาดจากการหลบวิถีกระสุนเมื่อไม่กี่นาาทีก่อน ปลายนิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนเพชรกดกุมบาดแผลที่ต้นแขนซ้ายไว้แน่น เลือดสีสดซึมผ่านเนื้อผ้าสีเข้มออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ความเจ็บปวดทางกายยังเทียบไม่ได้กับความเดือดดาลที่กำลังแผดเผาอยู่ในอก
เขาเกลียดความรู้สึกพ่ายแพ้ และเกลียดที่สุดคือการรู้ว่ามีคนใกล้ตัวต้องการเอาชีวิตเขา
"ออกไจ์เลียส" เสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า คีรินหรี่ตาลงเพ่งมองร่างสูงใหญ่ที่ก้าวออกมาจากเงาเสา อาวุธปืนพกสั้นติดกระบอกเก็บเสียงในมือของอีกฝ่ายชี้ตรงมาที่หน้าผากของเขาอย่างแม่นยำ "คุณอัครพลฝากความระลึกถึงมา... ท่านบอกว่าสมบัติของตระกูลควรอยู่กับคนที่มีความสามารถพอจะรักษาไว้ ไม่ใช่เด็กกะโปโลอย่างคุณ"
คีรินหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและดุดัน แม้สถานการณ์จะตกเป็นรองก็ตาม "อ๋อ... อาพลสินะคะที่ส่งสุนัขรับใช้มา น่าเสียดายจริง ๆ ที่ฝีมือพวกแกมันห่วยแตกกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะ"
"ปากดีให้มันได้ตลอดรอดฝั่งเถอะ คุณคีริน" มือสังหารยิ้มเหี้ยม นิ้วชี้เริ่มออกแรงกดไกปืน
ทว่า ก่อนที่กระสุนนัดสุดท้ายจะพรากวิญญาณของทายาทมหาเศรษฐีพันล้าน ร่างเงาอีกสายหนึ่งก็พุ่งทะยานออกมาจากมุมมืดด้วยความเร็วสูงราวกับเสือดาวล่าเหยื่อ เสียงปะทะของเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่น ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดเมื่อมีดสั้นเล่มคมปักเข้าที่ข้อมือของมือสังหารจนอาวุธร่วงหล่นลงพื้น
การต่อสู้ระยะประชิดเกิดขึ้นและจบลงภายในเวลาไม่ถึงสามวินาที ร่างของมือสังหารถูกกระแทกเข้ากับเสาปูนอย่างแรงจนหมดสติ คีรินผ่อนลมหายใจออกยาวเหยียด ดวงตาคู่คมกวาดมองผู้มาใหม่ที่ช่วยชีวิตเขาไว้ในวินาทีเป็นตาย
รวิชญ์ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อแจ็คเก็ตหนังสีดำกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ ใบหน้าคมคายมีรอยแผลเป็นจาง ๆ ที่หางคิ้ว ยิ่งขับเน้นให้ดวงตาคมกริบนั้นดูดิบเถื่อนและอันตราย ร่างสูงหันกลับมามองคนเจ็บด้วยแววตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวาดกลัวหรือความอ่อนโยนใด ๆ ทั้งสิ้น
"ยืนไหวไหมครับ... อ้อ ขอโทษที ดิฉันหมายถึง คุณยืนไหวไหมล่ะครับ" รวิชญ์แกล้งเปลี่ยนคำพูดทันทีเมื่อเห็นสายตาดุร้ายที่คีรินส่งมาให้
"ปากเสีย..." คีรินกัดฟันกรวด ขยับตัวจะเดินหนีแต่เพราะพิษบาดแผลและเสียเลือดมากทำให้เข่าทรุดฮวบลงไปครึ่งหนึ่ง ร่างเพรียวบางเกือบจะกระแทกพื้นคอนกรีตอยู่แล้วหากไม่มีมือหนาคว้าเอวบางเอาไว้เสียก่อน
สัมผัสร้อนผ่าวจากฝ่ามือของบอดี้การ์ดหนุ่มแนบสนิทผ่านเนื้อผ้าที่ขาดวิ่นเข้ามาถึงผิวเนื้อ คีรินสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นมองด้วยความไม่พอใจ แต่ทว่าระยะห่างระหว่างใบหน้าที่ใกล้กันจนเกินไป ทำให้ลมหายใจอุ่นร้อนของทั้งคู่ปะปนกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ กลิ่นบุหรี่จาง ๆ ผสมกับกลิ่นกายเฉพาะตัวของผู้ชายคนนี้ทำให้สมองของคีรินชะงักไปชั่วขณะ
"ปล่อยฉัน!" คีรินพยายามปัดมือใหญ่ออก แต่รวิชญ์กลับกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน รอยยิ้มมุมปากที่ส่งมาให้นั้นทั้งกวนประสาทและเย้ายวนในเวลาเดียวกัน
"ถ้าปล่อยตอนนี้ คุณได้นอนจมกองเลือดตายคาลานจอดรถแน่ครับ ท่านประธาน" รวิชญ์กระซิบเสียงต่ำชิดริมหู น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน แต่นัยน์ตากลับกวาดสำรวจบาดแผลที่แขนของอีกฝ่ายด้วยความรวดเร็วและเป็นห่วงเป็นใยลึก ๆ ที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
"ฉันดูแลตัวเองได้..."
"ครับ เชื่อครับ ดูจากสภาพที่เกือบโดนเป่าหัวเมื่อกี้สินะครับ" รวิชญ์สวนกลับทันควันโดยไม่ยอมให้คนอวดดีได้เถียงต่อ เขาก้มตัวลงช้อนร่างบางขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาวอย่างง่ายดาย ราวกับคีรินมีน้ำหนักเบาหวิวเหมือนนุ่น
"นี่! นายทำบ้าอะไรเนี่ย! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้!" คีรินตื่นตระหนก ทุบกำปั้นลงบนลาดไหล่กว้างด้วยความโกรธจัด ใบหน้าสวยหวานขึ้นสีแดงก่ำด้วยความอับอายและฉุนเฉียวที่ต้องตกอยู่ในสถานะผู้ถูกอุ้ม
"ถ้าไม่อยากเสียเลือดจนตาย ก็อยู่นิ่ง ๆ แล้วกอดคอผมไว้ดีกว่าครับคุณคีริน" รวิชญ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด ดวงตาคมกริบมองตรงไปข้างหน้าขณะก้าวเดินไปยังรถยนต์หรูที่จอดรออยู่
คีรินเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความขัดใจ ปลายเล็บจิกเข้ากับเสื้อแจ็คเก็ตหนังของอีกฝ่ายเพื่อระบายอารมณ์ เขากล่าวโทษตัวเองในใจที่ประมาทจนปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น แต่วินาทีที่เหลือบสายตาขึ้นมองสันจมูกโด่งเป็นสันและกรามที่ขบเข้าหากันอย่างอดทนของคนที่กำลังอุ้มเขาอยู่ หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นผิดจังหวะขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
นี่มันบอดี้การ์ดบ้าอะไรกัน ทั้งดิบเถื่อน ปากร้าย และอันตรายต่อหัวใจเป็นบ้า!
รวิชญ์เปิดประตูรถเบาะหลังแล้ววางร่างของคีรินลงอย่างเบามือ ก่อนจะตามเข้ามานั่งประกบชิดติดกันเพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น บรรยากาศภายในห้องโดยสารที่ปิดทึบเริ่มอัดแน่นไปด้วยเคมีบางอย่างที่พุ่งพล่านและร้อนรุ่มขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางความเงียบงัน
"เจ็บหน่อยนะครับ" รวิชญ์เอ่ยเตือนสั้น ๆ ก่อนจะใช้กรรไกรตัดปลายเสื้อที่เปื้อนเลือดออกเผยให้เห็นบาดแผลลึกที่ต้นแขนขาวเนียน ปลายนิ้วกร้านแดดสัมผัสลงบนผิวเนื้อเพื่อทำความสะอาดแผลอย่างระมัดระวัง แม้การกระทำจะนุ่มนวล แต่คำพูดกลับสวนทางสิ้นเชิง
"ผิวคุณนี่บางชะมัด โดนแค่นี้ก็เลือดสาดซะแล้ว วันหลังถ้าไม่มีปัญญาป้องกันตัวเอง ก็ควรหาใครมาคอยจูงมือเดินนะครับ"
คีรินหรี่ตาลง มองหน้าบอดี้การ์ดปากร้ายด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ มืออีกข้างที่ว่างอยู่เอื้อมไปจับปกเสื้อของรวิชญ์แล้วกระชากเข้าหาตัวอย่างแรงจนใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบเดียว
"ปากดีนักนะ... นายชื่ออะไร บอดี้การ์ด" คีรินกระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปากของอีกฝ่าย ท้าทายและเย้ายวนในคราเดียวกัน
รวิชญ์ชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาคมกวาดมองริมฝีปากสีระเรื่อที่กำลังขยับพูดก่อนจะเลื่อนขึ้นสبตากับนัยน์ตาดุดั่งแมวป่า รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นอีกครั้งอย่างท้าทาย
"รวิชญ์ครับ... และตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ผมคือคนที่ผูกขาดชีวิตคุณ"
ขณะที่บรรยากาศกำลังระอุถึงขีดสุดและแรงดึงดูดระหว่างคนทั้งคู่กำลังทำหน้าที่ของมันอย่างเงียบเชียบ เสียงเคาะกระจกรถจากด้านนอกก็ดังขึ้นกะทันหัน... *ก๊อก ก๊อก!*
รวิชญ์ผละออกเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิด ขณะที่คีรินหันไปมองผ่านกระจกทึบแสงด้วยแววตาตื่นตะลึงเมื่อเห็นเงาร่างของใครบางคนยืนอยู่ข้างรถ
ประตูรถฝั่งคนขับเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่สามที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาโผล่ในสถานที่และเวลาแบบนี้...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่พันธะอันตรายครั้งนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย•ตอนที่ 1
จุดเริ่มต้นที่ไม่อยากจะพบ
ผลงานโดย แบล็กเวลเวต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กเวลเวต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะอันตรายภายใต้รอยจูบของบอดี้การ์ดปากร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!