เสียงก๊อกน้ำในห้องน้ำร้างของสถานีรถไฟเก่าดังหยดเป็นจังหวะ... ติ๊ก... ติ๊ก... ติ๊ก... มันคล้ายเสียงนาฬิกานับถอยหลังที่คอยตอกย้ำว่า เวลาของพวกเขาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว
รินรดากลั้นหายใจ หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เธอยลสายตาช้าๆ ไปมองชายหนุ่มที่อยู่เคียงข้าง ท่ามกลางความมืดและกลิ่นควันปืน คีย์ยังคงจ้องมองเธอด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก มุมปากของเขามีรอยยิ้มจางๆ ที่ซ่อนความลับนับร้อยเอาไว้ ขณะที่นิ้วเรียวยาวของเขากำแฟลชไดรฟ์เปื้อนเลือดนั้นแน่นขึ้นทีละน้อย... ทีละน้อย...
"คุณกำลังคิดว่า ถ้าผมเลือกที่จะกลืนมันลงท้องไปตอนนี้ คุณกับอัยการสาวผู้ผดุงความยุติธรรม จะต้องควักไส้ผมออกมาหาหลักฐานชิ้นนี้ไหมครับ... คุณรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำของคีย์ทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน รอยยิ้มพรายบนใบหน้าของอดีตนายตำรวจหนุ่มไม่ได้บ่งบอกถึงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันคือความท้าทายที่ถูกอาบไล้ด้วยความสนุกสนานของนักพนันที่ถือไพ่เหนือกว่าในมือ
รินรดาขยับตัวเล็กน้อยเพื่อปรับระยะห่าง กลิ่นอายความอันตรายจากตัวชายหนุ่มแผ่ซ่านปะปนกับกลิ่นควันดินปืนในอากาศ เธอกวาดสายตาคมกริบมองสำรวจใบหน้าคมสันที่เปื้อนคราบเขม่าควันจางๆ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมา
"ถ้าคุณทำแบบนั้นจริงๆ คีย์..." รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท เยือกเย็น และเฉียบคมไม่แพ้กัน "ฉันคงไม่ต้องเสียเวลาควักไส้คุณหรอกค่ะ—เอ๊ย... ครับ ผมแค่จะปล่อยให้คุณติดคุกในข้อหาทำลายหลักฐานชิ้นสำคัญในคดีฆาตกรรมอำพราง ซึ่งโทษรุนแรงพอที่จะทำให้คุณไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันไปอีกนานทีเดียว"
คีย์หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นทุ้มต่ำและน่าฟังอย่างน่าประหลาด เขาขยับตัวเข้ามาใกล้จนรินรดาต้องเผลอถอยหลังไปชนกับผนังกระเบื้องเย็นเฉียบของห้องน้ำร้าง แสงไฟนีออนกะพริบติดๆ ดับๆ จากเพดานสาดส่องลงมาทาบทับร่างของทั้งคู่ สร้างเงาทอดตัวยาวที่บิดเบี้ยวไปตามความระทึกของบรรยากาศ
"คุณนี่ใจร้ายเสมอนะครับ... อัยการริน" คีย์โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ ของเขาปะปนกับแก้มนวล "คุณคิดจริงๆ หรือครับว่า แฟลชไดรฟ์ในมือผมอันนี้ คือทางรอดเดียวที่เรามี"
รินรดาไม่หลบสายตา เธอจ้องลึกลงไปในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น พยายามอ่านเกมจิตวิทยาที่เขากำลังเล่นอยู่
"หมายความว่ายังไง" เธอถามสั้นๆ น้ำเสียงกดต่ำ
"หมายความว่า... ของจริงไม่ได้อยู่ที่นี่ และคนที่คุณกำลังตามหา พยานปากเอกที่จะพลิกคดีล้างมลทินให้พ่อของคุณเมื่อสี่ปีก่อน ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยตึกสูงและควันพิษแห่งนี้หรอกครับ" คีย์ผละตัวออกไปช้าๆ พร้อมกับโยนแฟลชไดรฟ์ในมือสลับไปมาระหว่างฝ่ามือซ้ายและขวาอย่างไม่ยี่ห "เขาอยู่ไกลออกไป... ไกลพอที่จะทำให้รองอัยการสูงสุดและพวกพ้องบนหอคอยงาช้างเอื้อมมือไปไม่ถึง"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของรินรดา ภาพความทรงจำในอดีต วันที่พ่อของเธอต้องจบชีวิตลงท่ามกลางข้อครหาเรื่องการรับสินบนและความยุติธรรมที่บิดเบี้ยวผุดวาบขึ้นมาในหัว ความเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนที่ร้อนรุ่ม เธอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ
"ที่ไหน" รินรดาเค้นเสียงถาม ความเยือกเย็นเมื่อครู่เริ่มมีรอยร้าว
"ชายแดนตะวันตก... หมู่บ้านปิล๊อกเก่า ที่ซึ่งสัญญาณโทรศัพท์เข้าไม่ถึง กฎหมายของรัฐบาลเป็นเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียว และคนที่คุณอยากเจอที่สุดกำลังรอความตาย... หรือไม่ก็กำลังขุดหลุมรอฝังพวกเราอยู่ครับ" คีย์หุบยิ้ม แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาวูบหนึ่ง ซึ่งเป็นความจริงจังที่หาได้ยากยิ่งจากผู้ชายเจ้าเล่ห์คนนี้
การเดินทางครั้งใหม่เริ่มต้นขึ้นอย่างไม่มีทางเลือก
รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อคันเก่าสีดำด้านพุ่งทะยานผ่านเส้นทางคดเคี้ยว ลัดเลาะไปตามไหล่เขาที่ชันขึ้นเรื่อยๆ ทัศนียภาพสองข้างทางจากตึกรามบ้านช่องเริ่มถูกแทนที่ด้วยผืนป่าทึบและหมอกหนาทึบที่ปกคลุมยอดเขาจนแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้า อากาศภายในห้องโดยสารเย็นเยียบ แม้ระบบปรับอากาศจะไม่ได้เปิดใช้งานก็ตาม
รินรดานั่งกอดอกมองออกไปนอกหน้าต่าง ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน ขณะที่สายตาก็คอยเหลือบมองกระจกมองข้างเป็นระยะเพื่อเช็คว่าไม่มีใครสะกดรอยตามมา ด้านข้างของเธอ คีย์กำลังขับรถด้วยมือเดียวอย่างชำนาญ มืออีกข้างคอยบังคับพวงมาลัยในโค้งหักศอกอันตรายได้อย่างแม่นยำราวกับจดจำเส้นทางนี้ได้ขึ้นใจ
"คุณเคยมาที่นี่เหรอ" รินรดาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น หลังจากผ่านช่วงเวลาที่รถต้องกระเด้งกระดอนไปตามหลุมบ่อลูกรังมาเกือบสองชั่วโมง
"เคยครับ... สมัยที่ผมยังสวมเครื่องแบบและคิดว่าความยุติธรรมคือสิ่งที่หาซื้อได้ด้วยความซื่อตรง" คีย์ตอบโดยไม่ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า น้ำเสียงของเขาเจือความเย้ยหยันตัวเองจางๆ "ตอนนั้นผมตามล่าผู้ต้องหาคดีค้ายาเสพติดข้ามชาติ เส้นทางนี้แหละที่ผมเกือบเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่... ถ้าไม่ใช่เพราะชาวบ้านคนหนึ่งช่วยชีวิตผมไว้"
รินรดาหันไปมองเสี้ยวหน้าของเขาที่ถูกย้อมด้วยแสงสลัวจากแผงหน้าปัดรถ "และพยานที่เรากำลังจะไปหา... คือคนๆ นั้นเหรอ"
"ฉลาดมากครับ อัยการริน" คีย์เหลือบตามามองเธอแวบหนึ่ง พร้อมรอยยิ้มมุมปากที่กลับมาปรากฏอีกครั้ง "เขาคืออดีตสารวัตรสอบสวนมือดีที่กุมหลักฐานการทุจริตในคดีของพ่อคุณเอาไว้ทั้งหมด ก่อนที่เขาจะแกล้งตายแล้วหนีหายเข้ากลีบเมฆไปเมื่อสี่ปีก่อน เพื่อหลีกหนีการเก็บกวาดจากคนมีอำนาจในสำนักงานอัยการสูงสุด"
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ข้อมูลนี้ไม่เคยปรากฏในสำนวนลับชิ้นไหนเลย แม้กระทั่งในเอกสารที่เธอแอบขโมยออกมาจากห้องทำงานของอัยการอาวุโส คีย์รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร... หรือเขาเป็นคนสร้างเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อต้อนเธอให้จนมุมกันแน่?
"คุณรู้ได้ยังไงว่าเขาอยู่ที่นั่น และทำไมฉันต้องเชื่อใจคุณ" รินรดาหันตัวเข้าหาเขา แววตาสงสัยใคร่รู้เต็มไปด้วยความระแวง
คีย์ถอนหายใจยาวเบาๆ ก่อนจะหักพวงมาลัยหลบก้อนหินขนาดใหญ่ที่ขวางอยู่กลางถนนได้อย่างเฉียดฉิว รถโคลงเคลงเล็กน้อยก่อนจะกลับมาทรงตัวได้
"คุณไม่ต้องเชื่อใจผมหรอกครับ คุณรินรดา... เพราะในเกมนี้ เราต่างก็ไม่มีใครสะอาดพอที่จะถือศีลข้อห้ามได้หรอกครับ" คีย์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด "แต่สิ่งเดียวที่คุณมีตอนนี้ คือผม... คนเดียวเท่านั้นที่จะพาคุณไปถึงตัวพยานปากเอกคนนั้นได้ ก่อนที่หน่วยเก็บกวาดของฝั่งตรงข้ามจะไปถึงตัวเขาก่อนพวกเรา"
บรรยากาศในรถกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามก้องท่ามกลางความมืดมิดของผืนป่าเบื้องหน้า
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง จนกระทั่งรถแล่นมาถึงทางตัน ซึ่งมีป้ายไม้เก่าแก่ขึ้นสนิมขึ้นเตือนว่า "เขตหวงห้าม - สิ้นสุดเขตก่อสร้าง" คีย์ดับเครื่องยนต์ ไฟหน้าสีส้มสาดส่องไปกระทบกับซากบ้านพักไม้ชั้นเดียวที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง รอบด้านมีแต่ความมืดสนิทและเสียงหริ่งเรไรที่ดังระงม
"เราต้องเดินเท้าต่อจากนี้ไปอีกประมาณสองกิโลเมตรครับ ทางลาดชันและลื่นมาก" คีย์เปิดประตูรถก้าวลงไปก่อน พร้อมกับหยิบกระเป๋าเป้สนามและปืนพกสั้นขึ้นมาตรวจสอบความพร้อมอย่างคล่องแคล่ว
รินรดาก้าวตามลงมา เธอสวมรองเท้าผ้าใบและเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวทะมัดทะแมง แม้ร่างกายจะเริ่มล้าจากการเดินทางยาวนาน แต่แววตาของเธอยังคงมุ่งมั่นและเต็มไปด้วยความแข็งกระด้าง
ทั้งคู่เดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ท่ามกลางสายหมอกที่เริ่มลงจัดจนขาวโพลนไปทั่วบริเวณ คีย์เดินนำหน้าด้วยความระมัดระวัง มือขวาจับด้ามปืนแน่น ขณะที่รินรดาก้าวตามหลังในระยะกระชั้นชิด คอยกวาดสายตามองซ้ายมองขวาเพื่อความปลอดภัย
เดินลึกเข้าไปได้ราวหนึ่งกิโลเมตร เสียงฝีเท้าของคีย์ก็หยุดกะทันหัน
เขายกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้รินรดาหยุดเดินตาม รินรดารีบก้าวเข้าไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่ตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ถูกฝึกฝนมาจากการทำงานร่วมกับตำรวจมืออาชีพ
เบื้องหน้าของพวกเขาผ่านม่านหมอกหนาทึบ คือแสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันที่ลอดออกมาจากรอยแตกของกระท่อมไม้เล็กๆ ที่ปลูกสร้างอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ แต่สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่ต้องสะดุดกั้น ไม่ใช่แสงไฟนั้น...
แต่คือร่างของชายชราคนหนึ่งที่นอนฟุบจมกองเลือดอยู่บริเวณบันไดทางขึ้นกระท่อม!
รินรดากลั้นใจเตรียมจะก้าวเข้าไปดู แต่คีย์เอื้อมมือคว้าแขนเธอไว้แน่น แรงบีบนั้นหนักหน่วงและสั่นเทาเล็กน้อยอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
"อย่าขยับ..." คีย์กระซิบเสียงแผ่วเบาจนแทบกลืนหายไปกับสายลม
ก่อนที่รินรดาจะทันได้ถามอะไร แสงไฟฉายสว่างวาบก็พุ่งแหวกความมืดมาจากด้านหลังกระท่อม พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ที่กำลังมุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่... และเสียงกระชากลูกเลื่อนปืนไรเฟิลที่ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงัน
"เรามาสายไปสามก้าวครับ..." คีย์กระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยินมา "และดูเหมือนว่า... ตอนนี้เรากำลังต้อนรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญเหมือนกัน"
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและค้นหาความจริงสีเทาไปพร้อมกับผมนะครับ
ดีลลับคดีร้อน: อย่าสอนให้ผมเป็นคนดี•ตอนที่ 31
การเดินทางที่ไม่สิ้นสุด
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับคดีร้อน: อย่าสอนให้ผมเป็นคนดี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!